แดงเดือดเสื่อมมนต์ขลัง : เมื่อ 'ลิเวอร์พูล vs แมนฯยูฯ' ไม่ใช่เกมอันดับ 1 ลีกผู้ดีอีกต่อไป

2 คู่ปรับจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษโคจรมาพบกันที่แอนฟิลด์ในศึกมันเดย์ไนท์และเสมอกันไปอย่างจืดชืด ซึ่ง สตีเฟ่น ทูดอร์ มองว่าคู่นี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล คือเกมระดับบ็อกซ์ออฟฟิศ อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่เป็นอย่างเดิมอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่มานานกว่า 4 0 ปี ทั้งสองทีมก็เริ่มแผ่วลง ทั้งที่คู่นี้ลากยาวประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยวิคตอเรีย แถมยังมีวลีอมตะให้เห็นอยู่บ่อยๆ หรือแม้กระทั่งผลเสมอแบบไร้สกอร์ก็ยังก่อให้เกิดดราม่าได้

อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษอีกต่อไป ไม่แม้แต่จะติดอันดับ 2 ด้วยซ้ำ

ถึงสองยอดกุนซือจะมาเจอกัน แต่ความสำคัญก็ลดน้อยถอยลง

โดย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้มองเห็นสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 2012 “ถึงแม้ว่าหลายสิ่งจะเปลี่ยนไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ผมก็เชื่ออยู่เสมอว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล คือเกมแห่งฤดูกาล แต่ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอยู่”

มันเป็นการยอมรับโดยดุษณีที่หาได้ยากจากชายผู้ที่ยอมซื้อเหล้าขาวให้ รอย คีน ดื่ม ดีกว่าจะเสวนากับเพื่อนบ้านน่ารำคาญอย่างซิตี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการให้ความเห็นล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงอีก 3 ปีต่อมาว่า “ลิเวอร์พูลจะยังเป็นเกมดาร์บี้ แต่ก็เพราะแค่มันมีประวัติศาสตร์อยู่เท่านั้น”

ด้อยความสำคัญ

แม้แฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” อาจจะปลื้มไม่สุดกับการยอมรับอย่างเสียไม่ได้ของเฟอร์กี้ แต่ประเด็นหลังที่จอมคนชาวสก็อตพูดก็ถือว่าควรค่าแก่การตั้งข้อสังเกต แม้ประวัติศาสตร์ความบาดหมางระหว่างทั้งสองทีมจะขึ้นหิ้งเป็นตำนาน แต่เกมแดงเดือดกลับด้อยคุณค่าและความหมายลง จริงอยู่ที่มีหลายเกมยังคงความน่าตื่นเต้นและสามารถการันตีผู้ชมได้ เมื่อทีมหนึ่งมีฐานแฟนบอลมากที่สุดในโลก ขณะที่อีกทีมก็มีคนตามเชียร์มากเป็นอันดับ 7 ของโลก อย่างไรก็ตามหากใครได้ดูคลิปด้านล่างก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประตูของ อองโตนี มาร์กซิยาล และ คริสเตียน เบนเตเก้ ต่างหากที่ถูกพูดถึงมากกว่าตัวแมตช์

จากการที่ไร้ซึ่งถ้วยรางวัลหนำซ้ำยังหลุดจากท็อปโฟร์ในช่วงหลัง ทำให้การเจอกันระหว่างแมนฯยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลไม่มีอะไรมากไปกว่าประวัติศาสตร์ ทั้งที่สมัยก่อนมีศักดิ์ศรีถึงขนาดตัดสินแชมป์กันโดยตรงด้วยซ้ำ

เมื่อเปรียบเทียบกับบรรยากาศที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เวลามีแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ในช่วงหลัง ต้องยอมรับว่าทางฝั่งสีฟ้าของเมืองสร้างความกระอักกระอ่วนใจได้ไม่น้อย แม้แฟนบอลยูไนเต็ดจะยังคงอ้างว่าพวกเขายังคงเกลียดลิเวอร์พูลมากกว่าเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญก็ตามที แต่ด้วยการที่ซิตี้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2008 ทำให้สาวกปีศาจแดงไม่อาจมองข้ามได้เลย

ขณะเดียวกัน ณ​ ลอนดอนเหนือ

แม้ว่าเรื่องของศักดิ์ศรีจะพอๆกับคู่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูลแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้แมนเชสเตอร์ดาร์บี้มีความสำคัญกว่าก็เพราะว่ามีเดิมพันแชมป์เข้ามาเกี่ยวข้าง จากการที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีมทำให้เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าทั้งสองทีมจะไม่สามารถคั่วแชมป์ได้ในอนาคต และคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีดราม่าเกิดขึ้น

ในลอนดอนเหนือเองก็มีเรื่องราวคล้ายกัน เมื่อทีมยักษ์บ้านใกล้เรือนเคียงต้องมาห้ำหั่นเพื่อความเป็นยอดทีม ซึ่งทั้งอาร์เซนอลและสเปอร์สต่างก็เป็นรองแชมป์กับที่ 3 เมื่อซีซั่นก่อน พวกเขาต่างรู้ดีว่าต้องทำผลงานให้ดีกว่าอีกฝ่ายให้ได้

ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนเหนือยังมีอะไรนำเสนอมากกว่าแดงเดือดในปัจจุบัน

โดยครั้งสุดท้ายที่สองทีมแดงเดือดต้องมาห้ำหั่นแย่งแชมป์กันเองต้องย้อนไปยังปี 2009 ซึ่งสาวกปืนใหญ่และไก่เดือยทองมองว่า ณ ชั่วโมงนี้ทีมรักของพวกเขาก็ไม่ต่างจากผีและหงส์ตอนนั้นสักเท่าไหร่ แถมเจอกันทีไรก็มักจะมีสกอร์แปลกๆ, ใบแดง และเหตุพิพาทเกิดขึ้นเสมอด้วย ดังนั้นจึงสามารถขึ้นแท่นระดับบ็อกซ์ออฟฟิศได้เช่นกัน

แดงเดือดขาลง

บางทีนั่นคือเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเกมดาร์บี้แมตช์ลอนดอนเหนือเมื่อฤดูกาลที่แล้วเมื่อยอดผู้ชมในสหราชอาณาจักรเทียบเท่ากับตอนที่ยูไนเต็ดเจอกับลิเวอร์พูลเมื่อเดือนกันยายน 2015 ที่ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ประเดิมหรูกับเร้ด เดวิลส์

เคยให้คำจำกัดความถึงแดงเดือดในปัจจุบันว่าเป็นแค่เกมบ้านๆเกมหนึ่ง และขณะที่มีการพูดกันในเชิงเย้ยหยันว่าเกมนี้ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าความสะใจของแฟนบอล ความน่าดึงดูดก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาอดีตพ่อค้าแข้งก็อดไม่ได้ที่จะพุดถึงมันก่อนเกม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำตอนที่มีแมนเชสเตอร์หรือว่าลอนดอนเหนือดาร์บี้แมตช์อยู่ดี เหมือนว่ามันออกมาเองโดยสัญชาตญาณไปเสียแล้ว