แฝงตัวในหมู่ศัตรู : เมื่อแฟน "เสือเหลือง" พรางตัวไปถิ่น "ราชันน้ำเงิน"

มันคือศึกดาร์บี้อันยิ่งใหญ่ของเยอรมัน ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของชาวรูห์ร แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่อกลุ่มกองเชียร์อัลตร้าส์ถูกแบน และมีโปรแกรมยูโรป้า ลีก เลกสองรอยู่ในอีก 4 วันให้หลัง ยานนิค เฮสเซ่ จะพาทุกท่านไปหาคำตอบ

ผมไม่ใช่แฟนบอลส่วนใหญ่ที่ตามไปเชียร์นอกบ้าน ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยจริงๆ ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลสำหรับเรื่องนี้เคยเป็นของเงิน มาก่อนความเป็นมืออาชีพ (และยอมรับว่าความสะดวกสบายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ)
 
แม้จะเป็นแมตช์ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ สำหรับศึกดาร์บี้แมตช์แคว้นรูห์รกับชาลเก้ ผมมักปฎิเสธที่จะเดินทาง 27 กิโลเมตรอยู่ตลอด ผมไม่อยากเจียดเงินแม้แต่แดงเดียวให้กับทีมที่จงเกลียดจงชัง ผมไมอยากยืนอยู่ภายใต้หลังคาเหมือนรังนกที่พวกเขาเรียกมันว่า "สนาม" และที่สำคัญ ผมก็แค่ไม่อยากแม้แต่จะย่ำเท้าลงบนเมืองเกลเซนเคียร์เชิน จบการสนทนา
 
สิ่งเหล่านั้นคือผลสะท้อนพื้นฐานที่เกิดขึ้นในจิตใจขณะที่ผมเดินเข้าไปในสนามชาลเก้ อารีน่า ในวันอาทิตย์ ก่อนเกมดาร์บี้ครั้งที่ 148 เอาละ อันดับแรกเลยผมจัดการได้ตั๋วมาอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดที่ผมค้นพบและสัมผัสได้ในครั้งนี้คือทีมขาดการสนับสนุนจากผมไมได้จริงๆ

แฝงตัวในหมู่ศัตรู

เนื่องจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แฟนบอลดอร์ตมุนด์กว่า 500 คน ถูกแบนจากแมตช์นี้ (ท่ามกลางคนอื่นๆมากมายที่ต้องแสดงความรับผิดชอบกับการเชียร์ทีมแบบเข้าเส้นของกลุ่มอัลตร้าส์)
 
แต่สถานการณ์ในเรื่องของกีฬาต่างหากที่ทำให้ผมกังวล ชาลเก้ตามหลังเรา 23 แต้มในลีก เกมยูโรป้า ลีกในแอนฟิลด์และโอกาสเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศบอลถ้วยครั้งที่สามติดต่อกันก็ยังอยู่ในความคิดตลอด ศึกดาร์บี้ครั้งนี้สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นไฟต์บังคับ ซึ่งจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด และผมก็อยากจะทำอะไรเพื่อเป็นการช่วยทีมบ้าง
 
โชคร้ายที่ผมไม่อาจโชว์สีของทีมได้ในการกระทำดังกล่าว อย่างน้อยก็ไม่ใช่ระหว่างทริปไปเยือนเกลเซนเคียร์เชิน ตั้งแต่ผมนั่งรถรางมาซึ่งเต็มไปด้วยแฟนเจ้าบ้านเสียส่วนใหญ่ ผมต้องยอมทิ้งของบางอย่างที่เป็นสีเหลืองไป
 
มันเป็นการตัดสินใจที่ดี รถรางเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนสีน้ำเงินและขาว บ้างก็ร่าเริง, บ้างก็กรึ่มๆและเริ่มเกรี้ยวกราด มันรู้สึกแปลกๆที่ต้องเดินทางโดยไม่เผยตัว จากนั้นผมก็สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกในส่วนของบรรยากาศก่อนเกมจากคู่ต่อสู้ได้อีกครั้ง พูดง่ายๆว่าสอดแนมศัตรูนั่นแหละ
 
"ถ้าเราฆ่าพวกเห็บได้ในวันนี้" เสียงพึมพำของชายร่างเตี้ยคนหนึ่งที่สวมหมวกสีน้ำเงินและขาว ที่ดูแล้วต้องเป็นหนึ่งในสักขีพยานซึ่งเคยเห็นชาลเก้คว้าแชมป์ลีกเยอรมันครั้งล่าสุด (ในปี 1958) "จากนั้นหมอนี่อาจได้อยู่ต่อ"
 
'เห็บ' ที่ว่าคือแฟนบอลเสื่อมๆชาลเก้ในมุมมองแฟนบอลและนักเตะของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ "หมอนี่" ที่ว่าคือ อังเดร ไบรเทนไรเตอร์ โค้ชทีมชาลเก้ ลองคิดดูอีกที ผมเริ่มกังวลขึ้นอีกเล็กๆ ชายตัวเล็กคนนั้นพูดถูก ถ้าชาลเก้ชนะในวันนี้ พวกเขาอาจมีเรื่องให้ชื่นใจในซีซั่นอันน่าผิดหวัง
 
"ชัยชนะในดาร์บี้เหมือนกับได้แชมป์ลีก" ประโยคที่เห็นกันบ่อยครั้งบนสแตนด์ Südtribüne ของดอร์ตมุนด์ ผมหวังจริงๆว่าทีมและแฟนของเราจะจำมันได้

Andre Breitenreiter

ไบรเทนไรเตอร์ ย้ายจากพาเดอร์บอร์นไปคุมชาลเก้เมื่อช่วงซัมเมอร์

นอกเหนือจากเบียร์ขวดสองขวดที่ลอยไปลอยมา และการปะทะคารมนิดหน่อย ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างทางจากสถานีรถรางถึงสนาม โดยเฉพาะตั้งแต่ที่ตำรวจเมืองเกลเซนเคียร์เชินปรากฏตัวทำหน้าที่ได้อย่างดีกับการแยกกลุ่มแฟนบอลได้ดีกว่าเพื่อนร่วมอาชีพที่ดอร์ตมุนด์
 
ยังมีอีกข้อเท็จจริงในเกมนี้คือไม่มีพาเหรดใหญ่ของกลุ่มอัลตร้าส์เดินทางมาด้วย ทำให้งานของพวกเขาง่ายขึ้นไปอีก ในช่วงหัววัน กลุ่มแฟนบอลดอร์ตมุนด์ 200 คน ที่ถูกแบนจากสนาม ได้ยึดครองสนามเหย้าเก่าของชาลเก้ในปี 1928-1973 ร้องเพลงและตะโกนลั่นสนามที่ว่างเปล่าอย่างสันติ และเหนือสิ่งอื่นใด เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์สำหรับการประท้วงโทษแบน

จะแคร์อะไรกับแค่ดาร์บี้

เมื่ออถึงประตูทางเข้าของทีมเยือนสนามเวลตินส์-อารีน่า ความกังวลของผมถูกยืนยันโดยแฟนบอลดอร์คมุนด์สองคนที่อยู่เหนือศีรษะของผม เถียงกันว่าโทมัส ทูเคิล จะพักนักเตะสำคัญเพื่อเกมในวันพฤหัสบดี
 
 
"ยูโรป้า ลีก สำคัญกว่าดาร์บี้เสียอีก" คนหนึ่งกล่าว เพื่อนของเขาเถียงกลับทันทีซึ่งไม่แปลกเลยว่า "เราควรเล่นด้วยทีมที่ดีที่สุดเสมอ ยังพอมีโอกาสคว้าแชมป์ลีกอยู่นะ"
 
ถ้ามองแค่ในมุมของกีฬา ต้องบอกว่าเขาพูดถูก แต่กระนั้นก็ยังฟังดูแปลกๆอยู่ดี "ชัยชนะในดาร์บี้เหมือนกับได้แชมป์ลีก" ผมพูดเมื่อเดินผ่านพวกเขา แต่ผมก็เริ่มสงสัยขึ้นช้าๆ บางทีเกมวันนี้คือไฟต์บังคับจริงๆ บางทีดาร์บี้ครั้งนี้คงไม่ใช่เกมที่สำคัญที่สุดของซีซั่น

Schalke fans

บรรดานักเตะในสีของเรา

ความสงสัยของผมยิ่งโตขึ้นเมื่อได้เห็น 11 ตัวจริงที่ทูเคิลเลือกในวันนี้ มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้ลงเล่นกับลิเวอร์พูลคราวก่อน (สเวน เบนเดอร์, มัตส์ ฮุมเมิลส์ และเอริค ดวร์ม) นอกเหนือจากนี้ ตัวสำรองอย่างมอริตซ์ ไลต์เนอร์, อาเดรียน รามอส และดาวรุ่งวัย 17 ปี คริสเตียน พูลิซิช ได้โอกาสลงสนามในเกมนี้
 
"มีใครซีเรียสกับเรื่องนี้บ้างมั้ย?" ผมถามตัวเอง ขณะที่แฟนชาลเก้และนักเตะกำลังคึกสุดขีดสำหรับแมตช์แห่งปีนี้ ดูเหมือนเราจะให้โอกาสตัวสำรองได้ลงเล่นแมตช์ซ้อม ขณะเดียวกับที่พูดถึงคู่แข่งตัวจริงอย่างลิเวอร์พูล หรือบาเยิร์น

ชุดสองก็เอาเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนาทีแรกของเกมกลับกลายเป็นว่าแม้แต่ดอร์ตมุนด์ชุดสองก็ทำได้ดีในการต่อกรกับเจ้าบ้าน
 
"ชัยชนะเกมนี้จะทำให้เรามั่นใจสำหรับเกมวันพฤหัสบดี" กองเชียร์ทางขวามือของผมพูดขึ้นมา แต่ในไม่ช้าผมก็เริ่มรำคาญ "มันไม่เกี่ยวกับวันพฤหัสบดี มันเกี่ยวกับวันนี้ต่างหาก" ผมกล่าว เขายอมรับ แต่ยังคงบอกผมว่าชัยชนะในยูโรป้า ลีก อาจเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะ "ช่างหัวบาเยิร์นเหอะ"

Matthias Ginter, Younes Belhanda

มัทธิอัส กินเทอร์ ปลุกปล้ำกับ ยูเนส เบลองด้า

ขณะที่ผมพยายามคิดหาทางออกว่ามันเป็นไปได้ไหมที่จะรบกวนทีมโดยการเอาชนะรายการที่พวกเขาไม่แม้แต่จะสมควรลงแข่งเพราะดีเกินไป แข้งชาวอเมริกันวัย 17 ปี ก็สร้างโอกาสครั้งแรกให้ดอร์ตมุนด์ มันเป็นแค่ครั้งเดียวในช่วงครึ่งเวลาแรก ซึ่งก็ธรรมดาๆเหมือนกับบรรยากาศในอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน
 
การขาดหายไปของกลุ่มอัลตร้าส์เพิ่งถูกสัมผัสได้ จริงๆแล้วพวกเขาคือกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนและร่วมกันเชียร์ทีม ผลที่ตามมาคือผู้คนเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงด้วยตัวเอง ซึ่งน่ายกย่องอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามมันเปลี่ยนไปหลังช่วงพักครึ่ง เช่นเดียวกับที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังพักครึ่งเวลา
 
ประตูสุดสวยของชินจิ คางาวะ จากจังหวะชิพ 16 หลา ปลุกแฟนบอลของดอร์ตมุนด์ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ฉลองได้ไม่นานนัก เลอรอย ซาเน่ ก็ซัดประตูตีเสมอให้ชาลเก้แบบแทบจะทันทีทันใด
ความบ้าคลั่งยังคงต่อเนื่อง เมื่อสามนาทีต่อมา เฮนริคห์ มคิตาร์ยาน ครอสบอลเข้าหัวมัทธิอัส กินเทอร์ โหม่งแบบเต็มหัว ขึ้นนำ 2-1 ตัวผมนี่เปียกเบียร์ไปหมด ชายคนที่ต้องการ "ต้องการความมั่นใจเพื่อวันพฤหัสบดี" ตกบันไดหัวทิ่มไป 2-3 ขั้น แต่ก็ดูแฮปปี้ดีตอนลุกขึ้นมาได้ สุดท้ายทุกคนก็กลับสู่โหมดดาร์บี้ และท้ายที่สุด มันก็เป็นเกมสำคัญที่สุดของซีซั่นอีกครั้ง

สปิริตแห่งดาร์บี้

ในที่สุดเกมจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 หลัง คลาสส์-แยน ฮุนเตลาร์ซัดจุดโทษตีเสมอในนาที 66 ทำให้ตอนนี้บาเยิร์น มิวนิคนำเรา 7 แต้ม การแข่งขันถูกตัดสินเสียแล้ว
 
แต่โชคดีที่นั่นไม่ใช่หัวข้อหลักของการสนทนาหลังเกม ขณะที่เดินกลับสถานีรถบัส ผมได้ยินแค่ผู้คนบ่นเสียดายที่พลาดโอกาสชนะชาลเก้ แต่ไม่มีใครพูดถึงช่องว่าง 7 แต้มหรือเกมยูโรป้า ลีกที่ใกล้มาถึงเลย

Dortmund fans

แฟนดอร์ตมุนด์รวมตัวกันในเกลเซนเคียร์เชิน

ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะในศึกดาร์บี้สำคัญเหมือนชนะแชมป์ลีกจริงหรือ? อาจจะไม่ก็ได้ แต่บางครั้งมันก็ได้ปลดปล่อยอารมณ์เหมือนกัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันจึงไม่เคยเป็นเกมธรรมดาๆในศึกบุนเดสลีกาตลอดกาล
 
ตอนนี้ผมเฝ้ารอเกมที่แอนฟิลด์ในวันพฤหัสบดี แต่ทีมจะเดินทางไปลงแข่งกันโดยไม่มีผมในครั้งนี้...