แฮร์รี เคน: เป็นความรู้สึกอันหอมหวานที่ได้เห็นแฟนปืนทำหน้าเหยเก!

การแจ้งเกิดอันน่าเหลือเชื่อของ แฮร์รี เคน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สุดปังแห่งฤดูกาล 2014-15 และ เจมส์ มอว์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูจะมาขุดคุ้ยเรื่องราวของศูนย์หน้าท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ รายนี้ว่าจริงๆแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร...

“ผมคิดว่าน่าจะเป็น ไมเคิล ดัฟฟ์ นะ”

แฮร์รี เคน กล่าวอย่างไม่แน่ใจนักว่ากองหลังเบิร์นลีย์คนไหนที่ทำเขาตาเขียวในวันที่โฟร์โฟร์ทูจะมาเปิดเผยทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับชายคนนี้ ที่ไม่ว่าอะไรจะถาโถมเข้ามาทั้งการถูกปฏิเสธ,​ คำสบประมาท หรือแม้แต่เหวี่ยงแขนใส่ ก็สามารถรับได้หมด

“บางครั้งความดุเดือดของการฟาดแข้งที่ทำให้คุณเจ็บตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง มันก็เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลนะ” เขายักไหล่ขณะที่นั่งลงในมุมเงียบๆของสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายแห่งหนึ่งในแฮ็กเกอร์สตัน ย่านฮิปสเตอร์ของกรุงลอนดอน “ถ้าคุณเดินออกจากสนามพร้อมกับรอยฟกช้ำ 4-5 แห่งหลังจากเอาชนะในเกมที่บู๊กันอย่างถึงพริกถึงขิงล่ะก็ คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตัวคุณเองได้รับรางวัลตอบแทนแล้ว”

และ ‘รางวัลตอบแทน’ คือสิ่งที่เคนสมควรได้ แม้ว่ากราฟชีวิตของเขาเมื่อปีก่อนจะพุ่งสูงเกินกว่าที่ใครๆจะจินตนาการก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องราวของวอนเดอร์คิดที่โด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่แรกเริ่มอย่าง ไมเคิล โอเว่น หรือ เวย์น รูนีย์ เพราะตอนที่เคนทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้ในนัดที่ 9 บนลีกสูงสุดของตัวเอง (20 ปีกับ 253 วัน) โอเว่นกดไปแล้ว 50 ตุงจาก 98 นัดในลีก ส่วนรูนีย์ 42 ลูกจาก 132 เกม

สเปอร์สไม่เหมือนอย่างลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตันที่มีประวัติในการดันดาวรุ่งทะลุขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ ในรอบ 15 ปีหลังสุดมีเพียง เล็ดลีย์ คิง เท่านั้นที่ก้าวขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ “ไก่เดือยทอง” และลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ถึงหลัก 100 นัด

“มันไม่ได้มาง่ายๆเลยสำหรับผม” ดาวเตะวัย 21 ปีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจซึ่งคุณไม่สามารถพบได้บ่อยกับนักเตะที่หนุ่มขนาดนี้ “บางทีผมต้องทำงานหนักมากกว่าคนส่วนใหญ่เพื่อก้าวมาถึงจุดนี้ ผมคิดว่าแฟนๆและนักเตะอาชีพคนอื่นๆต่างรู้ดีถึงเรื่องนั้น”

"ความตั้งใจของผมก็แค่พยายามจะลงเล่นให้มากที่สุด"

เกือบ 4 ปีแล้วที่เคนประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ แต่มีเพียงฤดูกาล 2014/15 เท่านั้นที่เขาได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในพรีเมียร์ลีก และยังได้พาสโมสรท้องถิ่นของตัวเองเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่างเชลซีและอาร์เซนอล อีกทั้งยังเป็นนักเตะสเปอร์สคนแรกนับตั้งแต่ แกรี ลินิเกอร์ ที่ทำได้ 30 ลูกในฤดูกาลเดียว นอกจากนี้ยังสวมปลอกแขนกัปตันทีมและทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษตั้งแต่นัดประเดิมสนามโดยใช้เวลาเพียง 79 วินาที แถมยังเคยเล่นเป็นผู้รักษาประตูมาแล้ว

แต่เขามองว่าอะไรพวกนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงต้นฤดูกาลก่อนไหม? “ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะยิงเท่านั้นเท่านี้หรือตั้งเป้าอะไรเลยจริงๆนะ” เขากล่าว “ความตั้งใจของผมก็แค่พยายามลงเล่นมากเกมที่สุดเท่าที่จะทำได้ในพรีเมียร์ลีก มันมีความตื่นเต้นเข้ามายังสโมสรเมื่อผู้จัดการทีมคนใหม่ (เมาริซิโอ โปเช็ตติโน) เข้ามา”

“เราได้เห็นปรัชญาการทำทีมของเขาที่เซาแธมป์ตันว่าเขาดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ แล้วผมก็เกิดทำผลงานได้ดีในช่วงท้ายซีซั่นก่อนหน้า ทำให้ผมตั้งตารอว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นบ้าง”

Portrait: Shamil Tanna

Portrait: Shamil Tanna

“แต่ผมไม่มัวมานั่งคิดว่า ‘นี่คือฤดูกาลที่ฉันต้องการจะกลายเป็นศูนย์หน้าตัวเลือกแรก’ หรอกนะ ถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณก็จะสร้างความกดดันให้ตัวเองมากเกินไป ผมรู้ว่าผมต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้โอกาส จากนั้นค่อยมาดูกันว่าตัวเองจะทำได้ไหม แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนฝันเลยล่ะ”

ในช่วงเวลาเพียงแค่ 12 เดือน เคนได้ก้าวจากนักเตะนอกสายตาคนหนึ่งในสโมสรที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้จัดการทีมคนใหม่สู่การเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในยุโรป

โดยในเดือนมกราคม มาร์ก้าหนังสือพิมพ์รายวันของสเปนลือว่าเขาจะเป็นดาวดังของสเปอร์สคนต่อไปที่จะย้ายจากถิ่นไวท์ฮาร์ทเลนสู่เรอัล มาดริด จากนั้นในเดือนมีนาคมรายงานข่าวในอิตาลีระบุว่ายูเวนตุสกำลังจับตาดูพัฒนาการของเครื่องจักรถล่มประตูจากย่านชิงฟอร์ดรายนี้อยู่

“ฟุตบอลสมัยนี้มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ” เคนกล่าวถึงสถานะใหม่ของตัวเองที่กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก “มันค่อนข้างแปลกนิดหน่อยที่มีคนที่อยู่ในสถานที่อย่างสเปนและอิตาลีพูดถึงผม แต่พรีเมียร์ลีกก็เป็นลีกที่มีคนรู้จักไปทั่วโลกอยู่แล้ว ผมพยายามจะไม่อ่านสิ่งที่คนพูดถึงผมไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม”

 

แม้จะพยายามไม่สนใจกระแสจากภายนอก แต่โลกของเคนก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนนับตั้งแต่เริ่มต้นซีซั่นที่แล้ว “ความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดก็คือมีคนจำได้ทุกหนทุกแห่ง” เขากล่าวอย่างไม่เชื่อตัวเอง “ทั้งตอนที่ผมอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต, ออกไปทานข้าวกับแฟน, เดินตามท้องถนน มันเกิดขึ้นเกือบทุกครั้งที่ผมออกจากบ้าน”

และก็ไม่ใช่แค่เคนเดียวที่ได้รับความสนใจขณะที่ออกไปทำธุระประจำวัน เพราะขนาดพี่ชายของเขา ชาร์ลี ก็ยังโดนทักผิดว่าเป็นตัวเขาอยู่บ่อยๆ “เขาชอบมากเลยนะ” แฮร์รีกล่าวอย่างขำๆพร้อมกับขยิบตาให้พี่ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอีกฟาก “ผมไม่คิดว่าเราจะเหมือนกันนะ แต่คนจำนวนมากมองว่าอย่างนั้น” “ฉันดูดีกว่านาย” ชาร์ลีตอบกลับก่อนจะหันความสนใจไปหาโทรศัพท์ของตัวเอง

เคนเริ่มได้รับฟีดแบ็คในแง่บวกมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมันก็ได้มีการกล่าวยกย่องฝีเท้าของเขาจากบรรดาพ่อค้าแข้งระดับตำนานอย่าง อลัน เชียเรอร์, จานลุยจิ บุฟฟอน และ พอล สโคลส์ (โดยเจ้าตัวกล่าวว่า “การได้รับความชื่นชมจากคนเหล่านั้นมีแต่ทำให้คุณมั่นใจขึ้น”) รวมถึงบุคคลผู้มีชื่อเสียงอย่าง อลัน ชูการ์ ที่เคยเป็นประธานสโมสรสเปอร์ส, หลุยส์ ทอมลินสัน แห่งวัน ไดเร็คชั่น และแม้แต่สตาร์ชื่อดังแห่งฮอลลีวู้ด ซึ่ง มาร์ลอน ฟลีสช์แมน เอเย่นต์ของเคนอธิบายว่า “ตอนที่เราอยู่ในเวมบลีย์เพื่อดูเกมแคปิตอล วัน คัพ นัดชิงชนะเลิศ จู๊ด ลอว์ จำครอบครัวของเขาได้และเดินเข้ามาจากบ็อกซ์ข้างๆ เพื่อทักทายและบอกพวกเราว่าเขาคือแฟนตัวยงของแฮร์รี” ซึ่งในตอนนั้นได้มีเสียงชื่นชมจากแฟนบอลในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

"แฟนๆจดจำเคนในฐานะคนที่มีบุคลิกธรรมดาทั่วไป"

วบแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นนั้นเคนไม่ค่อยเป็นที่สะดุดตามากนัก “ผมไม่รู้จะประเมินเขายังไงจากสิ่งที่เราได้เห็นเขา” มาร์ติน โคลก สมาชิกแฟนคลับสเปอร์สที่เป็นสาวกมาตั้งแต่ปี 1978 กล่าว “ผมรู้ว่าเขาเป็นที่พูดถึงในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงคนหนึ่ง แต่ผมยังจำได้ตอนที่ไปสนามของไบรท์ตันเมื่อ 4-5 ปีก่อนเพื่อดูเขาเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดยู-17 ในเกมกับเดนมาร์กแล้วนึกในใจว่า ‘เด็กคนนี้คงแจ้งเกิดไม่ได้แน่’”

และเขาก็ไม่ได้คิดไปเองคนเดียวด้วย “ตอนแรก แฮร์รี เคน ดูเหมือนกองหน้าหลายรายที่มาจากทีมเยาวชนของเรา นั่นก็คือดูพื้นๆ” แกรี ฟลาเวลล์ พิธีกรรายการ Fighting Cock อันเป็นที่นิยมซึ่งเป็นแฟนบอลสเปอร์สกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“เขาเหมือนกับ ลี บาร์นาร์ด,​ พอล แม็คเวห์, คาเมรอน แลนคานเตอร์ ไม่มีอะไรให้แสดงออกตอนที่ถูกยืมตัวหรือลงเล่นในยูโรป้าลีกเลยว่าเด็กคนนี้ต้องมาแน่ คนส่วนใหญ่มักคาดเดาความสามารถของเขาจากการได้เห็นเพียงเล็กน้อย”

ขณะเดียวกันช่วงที่เล่นให้นอริชแบบยืมตัวก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงเช่นกัน “เขาไม่ได้ดีเลิศอะไรเลย” แม็ตต์ วัลเลซ ผู้ถือตั๋วปีของทีม “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” กล่าวถึงช่วงเวลาของเคนที่คาร์โรว์โร้ด “ส่วนใหญ่เขาแทบจะทำอะไรกับลูกบอลไม่ได้เลยด้วยซ้ำ และไม่เคยดูอันตรายในการทำประตูเลย ไม่ว่าจะเป็นทรงบอลหรือว่าฟอร์มการเล่น”

และเรื่องราวก็เป็นไปในทำนองเดียวกันเมื่อค้าแข้งกับเลสเตอร์ “ต้องพูดกันตรงๆว่าเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษตอนที่อยู่กับเรา” ทอม เมย์บิวรี สาวก “จิ้งจอกสยาม” กล่าวเสริม “ซ้ำร้ายก็คือเราเองก็ไม่ได้มีความสุขกับการดูเขาลงเล่นด้วย มันไม่เวิร์ค ในเกมรับ เขาถูกโยกไปช่วยงานทางกราบซ้าย แต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาเชื่อมเกมไปแดนหน้าได้แถมการจับบอลยังแย่อีกต่างหาก”

และจากมุมมองของแฟนสเปอร์ส ช่วงเริ่มแรกที่กลับมาจากยืมตัวของเคนก็ไม่ได้ดีกว่าตอนก่อนหน้าเท่าไรนัก ซึ่งจากการที่ แกเร็ธ เบล ย้ายไปเรอัล มาดริด ทำให้ทีมขาดตัวทะลุทะลวงชั้นดีจนผลงานเริ่มเป๋ อังเดร วิลลาส-โบอาส และ ทิม เชอร์วู้ด เข้ามาแล้วก็ออกไป ขณะที่โปเช็ตติโนก็ไม่สามารถทำให้ลูกทีมเล่นได้ตามแทคติกที่ตัวเองวางไว้ในตอนแรกจนทำให้แฟนๆไม่พอใจทีมรักเพิ่มมากขึ้น และการเข้าๆออกๆของนักเตะเป็นว่าเล่นซึ่งยังไม่รวมถึงตัวผู้จัดการทีมทำให้สเปอร์สขาดภาพลักษณ์และคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนไป

“ตลอด 2-3 ซีซั่นที่ผ่านมาที่สเปอร์ส มันเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่านักเตะคนไหนมีคาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง” โคลกอธิบาย “แต่กับเคนแล้วเขาเป็นที่จดจำโดยเฉพาะแฟนบอลรุ่นใหม่ว่าเป็นคนที่มีบุคลิก, ท่าทาง และการพูดคุยเหมือนกับพวกเขา และทำในสิ่งที่พวกเขาชอบทำด้วยเช่นกัน”

"เขาคือศูนย์หน้าที่สมบูรณ์แบบ, เพื่อนร่วมทีมที่ดี และ คนที่ยอดเยี่ยม"

เป็นที่กล่าวกันว่าความรักใคร่ในตัวเคนตอนนี้ได้แซงหน้าเบล, ​ลูก้า​ โมดริช, ดาวิด ชิโนลา, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ และสตาร์ “ไก่เดือยทอง” คนอื่นๆในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาไปเรียบร้อย

โดยแฟนๆได้สวมหน้ากากเคนที่เวมบลีย์ (“ถึงจะแปลกแต่ก็ถือว่าเป็นการชื่นชมนะ”) ตัดต่อภาพเคนว่าเป็นพระเจ้า (“ผมไม่รู้ว่าใครทำ แต่มันค่อนข้างฮาเลยล่ะ”) และร้องเพลงที่แต่งให้เคนด้วยความคลั่งไคล้ว่าเขาคือ ‘คนของพวกเขา’ (“ผมไม่เคยร้องเพลงนี้ด้วยตัวเอง แต่ผมก็ฮัมมันขณะที่เดินออกจากสนามไปยังรถนะ”) ซึ่งจะเรียกว่าเป็นลัทธิก็ได้เลยทีเดียว

“คำขอที่แปลกสุดของแฟนๆที่ผมเคยเจอมาก็คือให้ช่วยเซ็นบนร่างกายของเขา” เคนเผย แต่เขาก็ออกตัวทันควันว่าไม่ใช่ของลับอะไรเทือกนั้น หากแต่เป็นที่มือและแขนต่างหาก “ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ เพราะเดี๋ยวมันก็ล้างออกได้ใช่ไหม? หวังว่าพวกเขาคงไม่ทำเป็นแทตทูนะ!”

“แต่ถ้าว่ากันตามจริงผมก็ยังไม่เคยเห็นแทตทู แฮร์รี เคน หรอก” ดาวเตะวัย 21 ปีพูดเสริมก่อนจะหลุดขำออกมาเมื่อโฟร์โฟร์ทูถามว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าเกิดเห็นแฟนบอลฮาร์ดคอร์สักหน้าเขาบนหน้าอก “ผมคงรู้สึกเป็นเกียรติมาก” เขายิ้ม “มันคงจะแปลกๆนิดหน่อยนะ แต่ถ้ามีบางคนอยากทำ พวกเขาก็ทำได้เลย”

นอกจากนี้เพื่อนร่วมทีมก็รักเขาเช่นกัน “เขาคือศูนย์หน้าที่สมบูรณ์แบบ, เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดี อีกทั้งยังเป็นคนที่ยอดเยี่ยม” นาเซอร์ ชาดลี ปีกชาวเบลเจี้ยนกล่าว “เขาไปกับบอลได้ดี, เล่นลูกกลางอากาศได้, เป็นตัวจบสกอร์ที่เฉียบคม และมีความอันตรายในกรอบเขตโทษ ขณะเดียวกันเขายังช่วยเหลือนักเตะคนอื่นๆด้วย เขาลงไปช่วยเกมรับ, จ่ายบอลสวยๆ และเชื่อมเกมไปข้างหน้า”

“ก่อนผมจะมาท็อตแนม ผมไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน” ชาดลียอมรับ “แต่พอเริ่มฝึกซ้อมด้วยกันเท่านั้นแหละ ผมก็เห็นคุณภาพอันเหลือล้นออกมาจากตัวเขาทันที เขาแค่ต้องแสดงมันออกมาในเกมเท่านั้น และตอนนี้ทุกคนก็รู้จักเขาแล้ว”

จากการที่เป็นเล่นเป็นประตู ทำให้เขารู้ว่าอะไรที่โกลไม่ชอบให้ศูนย์หน้าทำ

เคนเอนหลังพร้อมกับรำลึกถึงตอนที่เริ่มเตะบอลสมัยเด็กๆ “เราเคยวิ่งเล่นไปทั่วสวนหลังบ้านโดยใช้ต้นไม้ 2 ต้นเป็นเสาประตู” เขากล่าวพร้อมกับยิ้มแหยๆ

“ชาร์ลีมักจะให้ผมเป็นโกลและยิงใส่ผมหลายชั่วโมง ตอนเด็กๆผมเล่นโกลได้ค่อนข้างดีนะ ตอนที่อยู่ริดจ์เวย์ โรเวอร์ส (ทีมที่เคนเคยเล่นตอนอายุระหว่าง 6 ถึง 11 ขวบ) ตอนแรกผมชอบลองเล่นเป็นโกล ถึงจะไม่นานแต่ผมก็ชอบเล่น”

ถึงแม้ว่าสมัยเด็กๆเคนจะไม่เคยเล่นเป็นผู้รักษาประตูในเกมการแข่งขันจริงเลย แต่เขาก็เคยฝึกซ้อมในตำแหน่งดังกล่าวระหว่างที่ฝึกปรือลูกหนังกับอาร์เซนอลเป็นเวลาเกือบ 1 ฤดูกาลตอนอายุ 7 ขวบ และมันก็นานพอที่จะทำให้เขาถูกจับภาพได้ในสีเสื้อของ “ปืนใหญ่” ซึ่งใครก็ตามที่ได้อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือล็อกอินเข้าทวิตเตอร์ในช่วง 12 เดือนหลังสุดคงจะได้เห็นกันไปแล้ว

“เขาเป็นนายทวารที่ใช้ได้เลยล่ะ” อเล็กซ์ วอลช์ ที่เคยเป็นโค้ชอะคาเดมี่ให้กับ “เดอะ กันเนอร์ส” เมื่อปี 2003 กล่าว “แต่คุณคงเห็นแล้วว่าเขามีสิ่งที่ทำให้ตัวเองกลายมาเป็นศูนย์หน้าอยู่ บางทีในใจเขาคงไม่ได้อยากเป็นผู้รักษาประตูจริงๆก็ได้ เรามีการซ้อมที่ให้ผู้รักษาประตูจับคู่กันโดยคนนึงเตะให้อีกคนรับ และแฮร์รีก็ชอบที่จะเตะมากกว่าเพราะมันทำให้เขามีโอกาสยิงและเป็นสกอร์”

อย่างไรก็ตามความกระหายในการทะลวงตาข่ายของเขาไม่ได้ช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากการสวมถุงมือเฝ้าเสาในเกมการแข่งขันที่เป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคมปี 2014 แต่อย่างใด “มันไม่สามารถหยุดได้จริงๆ” เคนกล่าวอย่างติดตลกด้วยความรู้สึกที่คร่ำครวญ ขณะที่รำลึกถึงลูกฟรีคิกที่ส่ายจนหลุดซองเข้าประตูไปเมื่อครั้งที่เจ้าตัวต้องทำหน้าที่แทน อูโก้ โยริส ที่โดนไล่ออกในเกมกับอัสเตราส “ในหัวของผมวุ่นวายไปหมด บางทีผมคงคิดถึงเรื่องมันมากเกินไป ถ้าผมเป็นกองหลังที่อยู่บนเส้นประตูผมคงพักบอลก่อนหนึ่งจังหวะแล้วเคลียร์ให้คนอื่นไปแล้ว แต่ผมยังคิดว่าตัวเองเป็นผู้รักษาประตูที่ดีนะ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะได้รับความไว้วางใจอีกครั้งหรอก ผมทำความฝันของตัวเองแหลกสลายไปแล้วในเกมนั้น”

 

ถึงแม้ว่าการสวมถุงมือในวัยเด็กของเคนจะไม่ช่วยให้เขาเซฟลูกฟรีคิกได้ แต่มันก็ช่วยให้เขากดแฮตทริกในนัดดังกล่าวพร้อมกับนำแมตช์บอลกลับบ้าน “ศูนย์หน้าที่เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วยจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆในมุมมองของผู้รักษาประตู” เวลช์อธิบาย

“พวกเขารู้ว่าผู้รักษาประตูชอบอะไรและไม่ชอบอะไร เขาได้เรียนรู้ว่าผู้รักษาประตูไม่ชอบกองหน้าที่สามารถหาที่ว่างในแนวรับได้ดีและรู้ว่าบอลจะตกมาตรงไหนเพื่อจะได้อยู่ถูกที่ถูกเวลา อีกทั้งยังไม่ชอบกองหน้าที่ยิงขณะที่ผู้รักษาประตูเสียการทรงตัวด้วย”

ขณะเดียวกัน เดฟ บริคเนลล์ อดีตประธานสโมสรและโค้ชของริดจ์เวย์ โรเวอร์ส ก็ยืนยันว่าเคนเป็นนายด่านที่เหนียวคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาอยู่ดี “เขาเป็นตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติ เขายิงประตูได้ดีมากเมื่อเทียบกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน กลุ่มของเขาตอนนั้นแข็งแกร่งมาก แต่แฮร์รีเด่นกว่าใครเพื่อน”

และหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของเคนสมัยอยู่ริดจ์เวย์ก็ยังจำได้ดี “แน่นอนว่านับตั้งแต่เขาเริ่มยิงในพรีเมียร์ลีกได้ ผมก็ดีใจสุดๆที่ได้บอกกับชาวบ้านว่าผมเคยเล่นร่วมกับเขามาแล้ว” เคร็ก รอดเฮ้าส์ ที่เคยลงสนามเคียงข้างกับเคนที่ริดจ์เวย์ตอนอายุ 6 ขวบกล่าว “เราอยู่กันคนละโรงเรียน ผมเลยได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโรงเรียนของท้องถิ่นด้วย และเกมนั้นเขายิงไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงสามารถบอกกับคนอื่นได้ว่าผมประกบศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษเสียอยู่หมัด!”

“ตอนที่เราเริ่มต้นที่ริดจ์เวย์ เขาเล่นมิดฟิลด์ ซึ่งคุณสามารถพูดได้ว่าเขามีพรสวรรค์” รอดเฮ้าส์กล่าวเสริม

“เขาเคยทำประตูจากลูกเตะมุมในนัดแรกของเราตอนอายุ 6 ขวบ เขาเปิดตัวได้ค่อนข้างรวดเร็วเลยล่ะ!”

“เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน พ่อของผมเพิ่งขุดเอาวิดีโอแมตช์ของเราในตอนนั้นขึ้นมา 2 ม้วน” เขาอธิบาย “แม้แต่ตอนอายุเท่านั้น เคยก็ยังมีความเข้าใจเกมสูงมาก ทั้งที่อายุแค่ 6 หรือ 7 ขวบ แต่เขามีสายตาการอ่านเกมเหมือนคนอายุ 15”

"ทุกๆครั้งที่สเปอร์สปล่อยให้ทีมอื่นยืม แต่เขายังคิดเสมอว่าจะกลับมาที่นี่"

จากการมองเกมอันกว้างไกลนี้เองที่ทำให้เคนโดดเด่นกว่าเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน และนั่นยังเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้เข้ามาอยู่ในอะคาเดมี่ของ “ไก่เดือยทอง” ด้วย

“สิ่งที่เขาทำในพรีเมียร์ลีกวันนี้คือสิ่งที่เขาทำตั้งแต่อายุ 10 ขวบ” มาร์ค โอทูล อดีตแมวมองเยาวชนของสเปอร์สที่ตอนนี้ทำงานให้กับทีมชาติไอร์แลนด์กล่าว “เขามีมันสมองทางฟุตบอลเป็นเลิศ”

โอทูลคือคนที่แฟนสเปอร์สต้องขอบคุณเพราะเขาคือคนที่นำเคนมายังไวท์ฮาร์ทเลน หลังจากที่จับตาดูฟอร์มอย่างใกล้ชิด “ผมดูแฮร์รีเล่นทั้งที่ริดจ์เวย์ โรเวอร์ส และทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล 5 คนตามที่ต่างๆ ประมาณปีนึงได้มั้ง” โอทูลอธิบาย “หลังจากผ่านไป 12 เดือน ผมก็ไปที่ท็อตแนมและบอลพวกเขาว่าผมเจอเด็กคนนึง และผมอยากพาเขามาทดสอบฝีเท้า จากนั้น 6 สัปดาห์เขาก็ได้เซ็นสัญญา”

และเคนในวัย 11 ปีก็ได้มาร่วมทัพสเปอร์สในปี 2004 หลังจากใช้เวลา 2 เดือนที่วัตฟอร์ด แม้ว่าจะโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ที่ริดจ์เวย์ แต่เขากลับพบว่าเป็นงานยากมากขึ้นกว่าเดิมที่จะฉายแสงออกมาในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลน

“ผมเห็นแฮร์รีเล่นครั้งแรกเมื่อปี 2005 ตอนที่ผมเข้ามารับงานในทีมเยาวชนที่ท็อตแนมใหม่ๆ” คริส แรมซีย์ อดีตกุนซือคิวพีอาร์ให้สัมภาษณ์กับโฟร์โฟร์ทู “แม้ว่าจะมีความสามารถ แต่เขาก็ไม่ใช่นักเตะที่โดดเด่นในรุ่นเดียวกัน”

“แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดในตัวแฮร์รีคือเขาเป็นคนทำงานหนักทั้งในและนอกสนาม เขาจริงจังกับฟุตบอลมาก และการอุทิศตัวให้กับเกมลูกหนังนี้เองสามารถช่วยให้คุณก้าวไปถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ แน่นอนว่าเขามีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง”

“เมื่อราว 5 ปีก่อน” แรมซีย์กล่าวต่อ “พวกเราในทีมชุดเยาวชนเริ่มคิดว่าแฮร์รีมีโอกาสที่จะแจ้งเกิด เพราะบางครั้งเมื่อคุณมองไปที่ทีมชุดใหญ่ คุณก็จะคิดว่า ‘ถ้านักเตะฝีเท้าธรรมดาๆยังได้ลงเล่น เด็กคนนี้ก็สมควรจะได้รับโอกาส’ และเราก็เริ่มนึกถึงแฮร์รี”

และดาวรุ่งคนนี้ก็เริ่มสร้างความประทับใจในทีมชุดใหญ่ของสเปอร์ส ซึ่งผลงาน 18 ประตูจาก 22 นัดในทีมชุดยู-18 เมื่อฤดูกาล 2009/10 มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เขามีโอกาส

“เรามองเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าแฮร์รีคือตัวจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม” ไมเคิล ดอว์สัน อดีตกองหลัง “ไก่เดือยทอง” บอกกับโฟร์โฟร์ทู “ตอนที่ทีมสำรองชนะ เรามักจะถามว่า ‘สัปดาห์นี้แฮร์รียิงได้กี่ลูก?’ เรารู้ว่าเขาจะก้าวขึ้นมา เขาแค่ต้องการโอกาสในทีมชุดใหญ่”

แต่โอกาสนั้นมาไม่บ่อยนักและเป็นเวลานานเหลือเกินกว่าจะมาถึง เมื่อ แฮร์รี เร้ดแน็ปป์ จัดการส่งเคนประเดิมสนามครั้งแรกในเกมยูโรป้าลีกเลกสองกับฮาร์ทส์เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2011 หลังจากที่โชว์ฟอร์มเข้าตาระหว่างที่ค้าแข้งแบบยืมตัวกับเลย์ตัน โอเรี้ยนท์ ในซีซั่นก่อนหน้า โดยเจ้าตัวมีโอกาสยิงจุดโทษแต่ไปเข้ามือ เจมี แม็คโดนัลด์ นายทวารทีมเยือนอย่างง่ายดาย จึงไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่ครั้งแรก

แต่ในอีก4 เดือนต่อมาเขาก็ทำประตูแรกให้ทีมชุดใหญ่ได้ในเกมที่ชนะแชมร็อค โรเวอร์ส 4-0 อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่ถึง 3 สัปดาห์เขาก็ถูกยืมตัวเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งคราวนี้เป็นมิลล์วอลล์ที่รับไปปั้นต่อ

เขาทำผลงานได้น่าประทับใจอีกครั้งเมื่อยิงไป 9 ประตูพร้อมกับคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล 2011/12 ของทีม “สิงโตลอนดอน” ก่อนจะกลับมายังลอนดอนเหนือด้วยความตั้งใจที่จะทำผลงานเตะตานายใหม่อย่าง อังเดร วิลลาส-โบอาส ซึ่งหลายๆอย่างดูสดใสขึ้นเมื่อกุนซือชาวโปรตุกีสประกาศว่าเขา ‘เชื่อมั่น’ ในตัวเคนและวางศูนย์หน้าวัย 19 ปีในตอนนั้นเป็นตัวเลือกอันดับ 3 อย่างไรก็ตามอดีตโค้ชเชลซีและปอร์โต้กลับเซ็นสัญญากับ เอมมานูเอล อเดบายอร์ และ คลินท์ เดมพ์ซีย์ ทำให้เคนต้องไปเล่นกับนอริชทีมร่วมลีกสูงสุดแบบยืมตัว

"ช่วงเวลานั้นเองสอนให้ผมได้รับมือกับการนั่งสำรอง"

ในตอนนั้นหลายอย่างดูไปได้ไม่สวยนัก “ผมถูกยืมตัวได้ไม่กี่สัปดาห์กระดูกฝ่าเท้าชินที่ 5 ของผมก็แตก ผมกลับไปสเปอร์สเพื่อรักษาตัวและไม่ได้กลับไปสู่ทีมชุดใหญ่อีก” โดยเจ้าตัวลงสนาม 5 นัดให้กับ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” แต่ทำประตูไม่ได้ โอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้พิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีกผ่านเข้ามาแล้วก็หลุดลอยไป และหลายสิ่งๆก็ยังดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก

เป็นอีกครั้งที่วิลลาส-โบอาสยกย่องเขาว่าเป็นศูนย์หน้า ‘ตัวเลือกที่ 3’ ของตัวเองก่อนจะส่งเคนยืมตัวหลังจากนั้นไม่นานนัก คราวนี้เป็นเลสเตอร์ทีมในเดอะแชมเปี้ยนชิพ “ผมพบช่วงเวลาที่ยากลำบากที่นั่นเช่นกัน” เคนพูดถึงตอนที่เล่นในถิ่นคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม “ผมเล่นตำแหน่งที่ไม่ถนัดอยู่หลายครั้งเมื่อทีมกำลังควานหาฟอร์มเก่ง จากนั้นก็จบลงด้วยการนั่งสำรองที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างจริงๆจังๆ”

“แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ทำให้ผมก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ยืนอยู่ตอนนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวได้สอนผมให้รับมือกับการนั่งสำรองเมื่อคุณคิดว่าตัวเองน่าจะได้ลงเล่น ผมดูเกมแล้วคิดว่าตัวเองน่าจะได้ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากนักเตะที่อยู่ในสนาม จากนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้รับโอกาส ผมก็จะพร้อมสร้างผลงานอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งในช่วง 5 หรือ 10 นาทีสุดท้าย”

และมันก็เป็นระยะเวลานานเหมือนกันที่เคนได้ลงสัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ไม่กี่นาทีในฐานะตัวสำรอง นั่นทำให้เกิดความไม่พอใจระหว่างตัวทีมงานเองในไวท์ฮาร์ทเลน “แฮร์รีได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่ในยุคของ แฮร์รี เร้ดแน็ปป์ กับ อังเดร วิลลาส-โบอาส ก็จริง แต่เขาก็ต้องการการสนับสนุนจากแผนกพัฒนานักเตะเช่นกัน” คริส แรมซีย์ กล่าว “ทิม (เชอร์วู้ด) กับเลส (เฟอร์ดินานด์) ถึงกับต้องเฮดล็อคใส่ผู้จัดการทีมพวกนั้นเพื่อให้แฮร์รีรวมถึงดาวรุ่งคนอื่นๆลงสนามในทีมชุดใหญ่เลยล่ะ!”

และเคนก็ถึงกับหัวเราะเมื่อได้อ่านคำพูดของแรมซีย์ “คริสชอบที่จะหยอดมุกตลกลงไปด้วย ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่ามันไม่ได้แย่อย่างนั้นหรอก” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม “ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีเสมอกับทิม, เลส และคริส พวกเขามักจะเข้ามาชมเกมที่ผมลงเตะอยู่เสมอเพื่อดูว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสโมสรไหนก็ตามที่ผมลงเล่นให้ พวกเขามักจะบอกผมว่าผมต้องทำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่อย่างต่อเนื่องแล้วผมจะได้อยู่ในจุดที่ตัวเองต้องการ”

“มันเป็นเรื่องจริงที่มีหลายสโมสรสนใจยืมแฮร์รีในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2013/14” แรมซีย์เผย “ก็ถือว่าเป็นเรื่องแฟร์กับเขานะ เพราะในตอนนั้นคุณจำเป็นต้องส่งเขาออกไปนอกสโมสรเพื่อหาประสบการณ์กับที่อื่น เขารู้มาตรฐานการเล่นของตัวเองรวมถึงคนอื่นในทีมดีและคิดว่า ‘ฉันสมควรได้รับเลือกให้ลงสนามบ้าง’ แต่นั่นไม่ใช่ความความเย่อหยิ่งจองหองนะ แฮร์รีเป็นคนถ่อมตัวมากแต่ก็มั่นใจในความสามารถตัวเองเช่นกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว”