Analysis

แค่บอลเปลี่ยนสไตล์? : อะไรทำให้ “โปลิศ เทโร” ไม่เหมือนเดิมในยุครังสรรค์

การรับเผือกร้อนคุมทีมเต็มตัวครั้งแรกของ มิสเตอร์ไทยลีก กลายเป็นภารกิจที่สร้างชื่อให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะ กุนซือรุ่นใหม่ ที่มีฝีมือและสไตล์ที่ชัดเจน…

We are part of The Trust Project What is it?

เขามีอะไรดี? ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงมังกรโล่เงินได้มากมายเพียงนี้

เขียนโดย

อลงกต เดือนคล้อย

ยิ่งโลกฟุตบอลหมุนเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ คนรุ่นใหม่ ก็ยิ่งเป็น ทรัพยากร ที่สำคัญมากขึ้นเท่านั้น...  ไม่ใช่แค่เพียงนักฟุตบอล แต่ยังหมายความถึงผู้ฝึกสอน ที่ต้องมีการผลัดใบเปลี่ยนมือไปตามยุค

อย่างน้อยที่สุดหากสำรวจคนทำหน้าที่ “เฮดโค้ช” ในขวบปีที่ 22 ของไทยลีก จะพบว่า บรรดากุนซือในยุคบุกเบิก หรือคนอายุเกิน 60 แทบจะไม่มีเหลือ ยืนระยะคุมทีมบนลีกสูงสุดได้ถึงทุกวันนี้แล้ว
เหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะว่า คนรุ่นใหม่เก่งกว่าคนรุ่นเก่า แต่คนรุ่นใหม่ เข้าใจฟุตบอลและความเป็นไปในปัจจุบัน และสามารถพัฒนาฝีมือไปได้อีก

รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค คือหนึ่งในไม้ผลัดใบจากอดีตดาวรุ่งไทยลีก ยุคบุกเบิก สู่การเป็น คนหน้าใหม่ในเส้นทางโค้ช หลังตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพนักฟุตบอล กับทีมสุพรรณบุรี เอฟซี เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วนี่เอง

แม้ถนนสายโค้ช จะไม่ได้เริ่มต้น ด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อทาง สก็อตต์ คูเปอร์ เฮดโค้ชโปลิศ เทโร เอฟซี ไม่เหลือพื้นที่ในซุ้มม้านั่งสตาฟฟ์โค้ชให้กับเขา รังสรรค์ จึงต้องไปเริ่มต้นจากตำแหน่ง ผู้ฝึกสอนทีมชุดบี ในศึกออมสิน ลีก (ไทยลีก 4)

แต่ “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” เสมอ… ในห้วงเวลาที่สโมสรเผชิญกับความยากลำบากที่สุด จนต้องแยกทางกับกุนซือชาวไอริช...พวกเขาก็ได้ค้นพบ ดาวดวงใหม่แห่งวงการโค้ชไทย ที่เข้ามาพลิกฟื้นสโมสรแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่ใช่แค่สไตล์การเล่นที่ต่างจากเดิม
FourFourTwo Thailand จะมาวิเคราะห์หลังม่านมังกรโล่เงินที่เปลี่ยนไป ในยุคของ “โค้ชอ้น”  

สายเลือดมังกรไฟ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ถูกผลักดันขึ้นมาทำหน้าที่ เทรนเนอร์ ในห้วงเวลาที่ยากลำบากสุดๆของสโมสรแห่งนี้

ถ้าโปลิศ เทโร เอฟซี เลือกใช้สโลแกนประจำฤดูกาลนี้ว่า “ตำนานบทใหม่” บางทีผู้ท่ีเหมาะสมมาขีดเขียนเรื่องราวนี้ ก็ควรจะเป็น โค้ชรุ่นใหม่ ที่มีเลือดเนื้อเป็น มังกรไฟ อย่าง รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2015 อดีตกัปตันทีมหนุ่มของ บีอีซี เทโรศาสน เคยสวมบท เฮดโค้ชจำเป็น ใน 3 เกมสุดท้ายของฤดูกาล

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเข้าห้องแต่งตัวแล้วไปพุ่งตรงไปกระชากคอเสื้อ ถามพวกมันตรงๆเลยว่า “พวกมึงจะเล่นกันไหม” ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะแค่ด่าธรรมดา แต่ผมเป็นคนตรงๆไง”

“ผมบอกพวกรุ่นน้องในทีมเสมอว่า  ต่อให้มึงเป็นคนที่พี่เกลียด แต่ถ้าวันนี้มึงลงสนามไปแล้วเล่นดี กูจะชมมึงต่อหน้าทุกคน หรือต่อให้มึงสนิทกับพี่มากแค่ไหน ถ้ามึงเล่นไม่ดี กูก็ด่า พี่ไม่สนมึงเป็นใคร เวลาอยู่ในสนาม พี่ขออย่างเดียว ให้เต็มที่พอ”

ผลก็คือ รังสรรค์ พาทีม บุกชนะเมืองทอง 1-2, ยันเสมอ บุรีรัมย์ชุด 5 แชมป์ 1-1, บุกถล่ม เชียงราย 0-5 แม้ปีต่อมาสโมสรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน จนเขาต้องย้ายไปอยูกับ สุพรรณบุรี เอฟซี แต่สิ่งหนึ่งเขาไม่มีปฏิเสธตัวเองได้ก็คือ “เลือดในตัวเขา ยังคงเป็นสีแดงเทโร”

ไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่สโมสรจะไม่กล้ามอบความไว้วางใจให้ ผู้เล่นอย่างเขา กระโจนขึ้นมาทำหน้าที่ เฮดโค้ชในสถานการณ์ที่ขับคัน ทั้งในปี 2015 และปัจจุบัน 

เหตุผลข้อแรก รังสรรค์ รู้จักสโมสรแห่งนี้ทุกซอกมุม ตั้งแต่ผู้บริหาร, นักฟุตบอล ยัน คิตแมน โดยสมัยเป็นผู้เล่น “กองกลางหน้าหยก” อยู่กับทีมมาถึง 2 ยุค 2 สมัย ในช่วงปี 1999-2001 และ 2012-2015

เหตุผลข้อต่อมา เขาเป็นผู้เล่นประสบการณ์สูง ผ่านการร่วมงานกับหลากหลายสโมสรชั้นนำของเมืองไทย และสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงด้านฟุตบอลของลีกมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้เก็บเกี่ยวความรู้จากการทำงานร่วมกับเฮดโค้ชทั้งไทยและต่างชาติหลายๆท่าน

เหตุผลข้อสุดท้าย รังสรรค์ มีภาวะผู้นำสูง หลายๆสโมสรที่เขาไปค้าแข้ง มักมอบปลอกแขนกัปตันให้ “กัปตันอ้น” คอยดูแลและเป็นต้นแบบให้กับเด็กรุ่นหลัง ทั้งเรื่องของการเล่นในสนาม และการวางตัวนอกสนาม ที่เขาแทบไม่มีรอยด่างพร้อยเลย ตลอดอาชีพนักฟุตบอล

ทั้งหมดคือเป็นเหตุผลที่ทำไม เมื่ออาชีพนักเตะของ รังสรรค์ สิ้นสุดลงในฤดูกาล 2017 โปลิศ เทโร เอฟซี จึงอ้าแขนรับ อดีตกัปตันชุดแชมป์ลีกคัพ 2014 กลับมาทำงานด้วยอีกครั้งในบทบาท โค้ช อีกครั้ง

เพราะไม่ใช่แค่รู้โครงสร้างสโมสรและทุกส่วนในทีม แต่เขาคือบุคลากรที่ โปลิศ เทโร เอฟซี ไม่ได้หาง่ายๆ อย่างน้อยๆ กว่าจะเป็น รังสรรค์ฯ 1 คน ก็ต้องใช้เวลาบ่มนานกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ เขายังมี จิตวิญญาณเป็นเทโรเต็มตัว เพราะหากไล่เรียงดูประวัติด้านฟุตบอลของเขา นี่คือสโมสรเดียวที่เจ้าตัวหวนกลับมาร่วมงาน ไม่ใช่แค่ 2 ครั้ง แต่นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเรื่องของหัวจิตหัวใจที่มอบให้สโมสรนี้เลย

และในช่วงเวลาที่สโมสรเผชิญวิกฤติ จากผลงานช่วง 7 เกมแรกของ สก็อตต์ คูเปอร์ เขาเป็นคนเดียวที่ดูเหมาะสม จะเข้ามาแก้ไขและพาทีมผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไป แม้หลายคนอาจยังเคลือบแคลงใจในฝีมือของโค้ชมือใหม่รายนี้อยู่บ้าง

แต่ถ้าโปลิศ เทโร เอฟซี เลือกใช้สโลแกนประจำฤดูกาลนี้ว่า “ตำนานบทใหม่” บางทีผู้ท่ีเหมาะสมมาขีดเขียนเรื่องราวนี้ ก็ควรจะเป็น โค้ชรุ่นใหม่ ที่มีเลือดเนื้อเป็น มังกรไฟ อย่าง รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค