แก๊งค์ล้มยักษ์ : 8 นัดล็อคถล่มศึก "ช้างเอฟเอคัพ"

ยักษ์บางตัวโดนล้มถึงสองครั้งสองครา และแจ็คบางตัวจัดการล้มยักษ์ได้ถึงสองหน อีกทั้งยังมียักษ์ที่ไม่น่าล้มแต่ก็เสียหลักพังไม่เป็นท่า นี่คือ 8 นัดประวัติศาสตร์ของศึกเอฟเอ คัพ ที่ทีมใหญ่เกิดอาการดวงแตก เสียท่าให้บรรดาทีมรองบ่อน...

2 กันยายน 2009 รอบที่สี่
นครราชสีมา (ด.2) 1-1 พัทยา ยูไนเต็ด (ต่อเวลา นครราชสีมา ชนะจุดโทษ 5-4)

หักปากกาเซียนกันไปหลายสำนักแบบไม่มีใครคาดคิด สำหรับศึกไทยคม เอฟเอ คัพ รอบสี่ นัดนี้ เมื่อทัพ "สวาทแคท" ที่ในตอนนั้นยังอยู่แค่ระดับดิวิชั่น 2 แถมซีซั่นก่อนหน้ายังแทบคลำหาชัยชนะไม่เจอ อีกทั้งยังหมดสิทธิ์ใช้บริการแข้งตัวเก่งอย่างกาบรี เว็บเบ ที่ติดโทษแบน ต้องเปิดบ้านรับ การมาเยือนของ "โลมามหาภัย" ภายใต้การคุมทีมของจเด็จ มีลาภ ที่ขนนักเตะชุดที่ดีที่สุดทั้งอิทธิพล พูนทรัพย์, สันติ ไชยเผือก และรังสันต์ รูปเหมาะ ไปเยือนถึงแดนอีสาน

เกมที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แฟนบอลนครราชสีมาไปให้กำลังใจทีมรักอย่างล้นหลามเต็มความจุสนามฝั่งทีมเหย้า ส่วนกองเชียร์ทีมเยือนก็ตามไปชมเกมกันมากพอสมควร เริ่มไปเพียง 22 นาที เจ้าบ้านก็ออกนำไปก่อนจากประตูของประทีป สุภาพงษ์ ทว่าไม่กี่นาทีถัดมา พัทยาก็ตามตีเสมอได้ทันควัน ด้วยลูกโหม่งของอมร ธรรมนาม แต่หลังจากนั้นก็ทำอะไรกันไม่ได้จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ทำเอาต้องถึงฎีกาดวลจุดโทษกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงดวลเป้า ย่อมไม่มีใครเหนือกว่าใคร ถึงแม้ฝั่ง "โลมามหาภัย" จะมีดีกรีเป็นทีมจากลีกสูงสุดของประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสังหารจุดโทษได้แม่นยำไปกว่าเจ้าบ้าน สุดท้ายเป็นนครราชสีมา จัดการเปิดบ้านเอาชนะในไปได้ 5-4 ถือเป็นหนึ่งเกมล้มยักษ์ในศึกเอฟเอ คัพ ปี 2009 ที่อยู่ในความทรงจำของหลายๆคน

26 สิงหาคม 2010 รอบที่สี่

ทหารบก 0-0 บุรีรัมย์ พีอีเอ (ต่อเวลาพิเศษ 1-0)

นี่คืออีกหนึ่งแมตช์ล้มยักษ์ และเป็นอีกหนึ่งคู่สุดเดือดของจริงในศึกเอฟเอ คัพ ของประเทศไทย

แม้ทีม "ตรากงจักร" ในตอนนั้นจะสังกัดลีกสูงสุดเช่นเดียวกับคู่ต่อสู้ของพวกเขา แต่ขุนพลนักเตะของพวกเขาแทบไม่ต่างจากทีมในลีกรองๆเลยแม้แต่น้อย เมื่อทั้งทีมมีเพียงนักเตะไทย ไร้เงาแข้งต่างชาติลงสนาม เพราะไม่สามารถส่งรายชื่อได้ทันตามกำหนด ถึงขนาดเกือบตกชั้นจากไทย พรีเมียร์ ลีก แต่ก็รอดมาได้แบบหวุดหวิด เพราะไปเพลย์-ออฟ ชนะทีมที่จะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจากลีกวัน

ทางด้าน "ปราสาทสายฟ้า" ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแข็งแกร่งไร้เทียมทานแค่ไหนภายใต้การทำทีมของ โค้ชแต๊ก อรรถพล ปุษปาคม ที่มีทั้ง เคลาดิโอ ปาสคาล, สุเชาว์ นุชนุ่ม, รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค รวมไปถึง "ดูดู้" เอดูอาร์ดู ดา ซิลวา เป็นผู้เล่นแกนหลัก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เหนือกว่าเจ้าบ้านอย่างชัดเจน แม้ครึ่งแรกทีมเยือนจะครองเกมได้เหนือกว่าตามคาด แต่เจ้าบ้านก็ยังหาโอกาสสอดแทรกทำประตูได้บ้างประปราย ทว่าหมดครึ่งเวลาแรกยังเสมอกันอยู่ที่ 0-0 ที่สนามกองทัพบกวิภาวดี

เริ่มครึ่งเวลาหลังเกมก็เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนักเตะทั้งสองทีมต่างก็เข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วงถึงกับหวิดวางมวย เมื่ออันแดร์สัน ด๊อส ซานโต๊ส ปราการหลังของบุรีรัมย์ เจตนายันเข้าที่หน้าแข้งของธาตรี สีหา ทำเอาบรรดานักเตะเจ้าบ้านกรูเข้าไปจะเอาเรื่อง แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่สนามและสตาฟฟ์ของทั้งสองฝ่ายห้ามทัพได้ทัน สุดท้ายผู้ตัดสินปรึกษากับผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 1 และ 2 ก่อนแจกใบเหลืองธาตรีจากจังหวะฟาวล์ก่อนหน้าเหตุปะทะ ส่วนอันแดร์สันก็รับใบแดงไปตามระเบียบ แต่ยังไม่วายบันดาลโทสะถีบโต๊ะผู้ตัดสินที่ 4 ก่อนเดินเข้าห้องแต่งตัว

สถานการณ์ร้อนระอุยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อธาตรีคนเดิมที่เหมือนยังฉุนไม่หาย ไปเล่นนอกเกมกับธีราทร บุญมาทัน ถึงขั้นออกหมัดใส่กัน ทำให้นักเตะทั้งสองทีมกรูเข้าใส่กันจนเกือบมีมวยหมู่รอบสอง ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบลง ผู้ตัดสินสุระ ศรีอาจ ก็เรียกทั้งสองคนมาพูดคุยสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนแจกเหลืองที่สองให้ธาตรี เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม แต่เจ้าตัวเหมือนเดือดไม่หาย วิ่งไปตบบ้องหูซ้าย "เจ้าอุ้ม" แบบเต็มแรง จนเกิดเหตุรุนแรงอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่นาที เมื่อผู้เล่นสำรองของทหารบกวิ่งไปกระโดดเตะดูดู้ ทำเอาแฟนบอล "ปราสาทสายฟ้า" ลุกฮือทั้งสนาม แต่ก็ไม่มีการลงโทษแต่อย่างใดจนเหตุการณ์พ้นขีดอันตราย

ถึงจะไม่มีเหตุรุนแรง แต่ก็ไม่วายเกิดเหตุวุ่นวาย เมื่อเกมการแข่งขันต้องหยุดไปถึง 8 นาที เพราะผู้เล่นทีม "ตรากงจักร" ไม่พอใจการตัดสิน พากันวอล์คเอาท์ไปยืนตรงกรอบเทคนิคฝั่งทีมตัวเอง ก่อนจะยอมกลับลงสู่สนามอีกครั้งโดยมีทีมเยือนยืนรออยู่แล้ว จบ 90 นาทีก็ยังเสมอ 0-0 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาทีเผื่อหาผู้มีชัยต่อไป

และแล้วประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 100 ที่เจ้าถิ่นอาศัยจังหวะโต้กลับที่ทำได้ดีตลอดเกม เริ่มจากจักรพงศ์ สมบูรณ์ ลากบอลไปถึงกรอบเขตโทษ ก่อนป้ายเข้ากลางให้ธนากรณ์ แดงทอง ยิงเลียดๆด้วยขวาข้างถนัดส่งบอลซุกก้นตาข่าย พาทีมออกนำก่อน 1-0 และก็เป็นประตูเดียวของเกมอันร้อนระอุครั้งนี้

จะจบสวยๆก็คงไม่เหมาะสมนักสำหรับศึกสมรภูมิกลางแดนทัพบก เมื่อก่อนหมดเวลาแค่นาทีเดียว อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ ก็โดนไล่ออกจากสนามเป็นรายที่ 3 จากจังหวะที่เจ้าตัวไปด่าท่อผู้ตัดสินด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ก็ไม่เหลือเวลาพอให้บุรีรัมย์พลิกกลับมาตีเสมอได้ จบเกมทหารบกเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 1-0

ทว่าเกมจบแต่คนไม่จบเสียแล้ว อนุวัติ ที่เพิ่งโดนใบแดงไปหยก ทำท่าขึงขังปรี่จะเข้าไปเอาเรื่องผู้ตัดสิน เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรุดเข้าระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ปิดฉากโดยสมบูรณ์สำหรับศึกไทยคม เอฟเอ คัพ ที่ทะลุองศาเดือดเสมือนหนังแอคชั่นเกรดเอเกมนี้

22 มิถุนายน 2011 รอบที่สอง
ระยอง เอฟซี (ด.2) 2-1 แบงค็อก ยูไนเต็ด (ด.1)

แม้จะสังกัดอยู่ในลีกรอง แต่ต้องบอกเลยว่าบรรดา "แข้งเทพ" นั้น เปี่ยมด้วยแข้งฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์ อยู่เต็มทีม รวมไปถึง โรเมียง กัสมี นักเตะเลือดน้ำหอมที่เพิ่งแยกทางจากเพื่อนร่วมชาติอย่างมอร์แกน ชไนเดอร์ลิน ที่เซาแธมป์ตัน เพื่อมาค้าแข้งยังแดนสยาม 

ทว่าเริ่มเกมทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดไว้ เมื่อระยองเปิดฉากแลกกับผู้มาเยือนได้อย่างสูสี แถมเกือบได้เฮอยู่หลายจังหวะ แต่แล้วก็เสียประตูจนได้ในนาทีที่ 36 เมื่อกรวิทย์ นามวิเศษ เปิดมุมให้ฉัตรชัย คุ้มพญา เทคตัวโหม่งเหน่งๆ พาแบงค็อก ออกนำ 1-0 จนจบครึ่งเวลาแรก

เข้าสู่ครึ่งหลังเจ้าบ้านไม่มีทีท่าว่าจะท้อ เปิดเกมรุกเข้าใส่ตั้งแต่เริ่มเกม แต่ก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับทั้งสองฝ่าย จนมีทีท่าว่าทีมเยือนจะได้เฮอยู่แล้ว ยอดทีมแห่งภาคตะวันออกก็เปิดก๊อกสองโหมบุกหนักช่วงท้ายเกม จนความพยายามสัมฤทธิ์ผลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 จากจังหวะซัดในกรอบเขตโทษโป้งเดียวจอดของศิริศักดิ์ มัสบูงอ ช่วยทีมไล่ตีเสมอ 1-1 จนต้องต่อเวลาพิเศษ

ฟิตสมชื่อ "ม้าลำพอง" จริงๆสำหรับเจ้าบ้าน ที่ยังคงจัดหนักเกมรุกใส่ผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่องแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แลแล้วแฟนบอลระยองก็ได้เฮลั่นสนามกีฬากลางจังหวัดอีกครั้งเมื่อจารุวัฒน์ นามมูล เทคตัวขึ้นโหม่งสวนตัวผู้รักษาประตูส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายอย่างสวยงาม พาทีมพลิกแซง 2-1 แม้ครึ่งหลังของช่วงต่อเวลาพิเศษยังคงเปิดแลกกันแบบไม่มีใครยอมใคร แต่สุดท้ายก็ทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม 120 นาที ด้วยชัยชนะของทีมรองบ่อน ซึ่งต่อกรกับทีมเงินหนาได้แบบสมศักดิ์ศรี

31 สิงหาคม 2011 รอบที่สี่
เอสซีจี สมุทรสงคราม 0-0 เลย ซิตี้ (ด.2) (ต่อเวลาพิเศษ เลย ซิตี้ ชนะจุดโทษ 5-4)

เรียกได้ว่าชุบตัวกลายเป็นอีกหนึ่งทีมเศรษฐีเลยทีเดียวสำหรับ "ปลาทูคะนอง" เมื่อได้ทุนทำทีมจากเอสซีจีอย่างมหาศาล เสริมทัพลุยศึกไทย พรีเมียร์ลีก ได้อย่างน่ากลัว ภายใต้การคุมทีมของ "โค้ชป้ำ" วรวรรณ ชิตะวณิช เปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมที่ไม่มีอะไรจะเสียอย่าง เลย ซิตี้ จากดิวิชั่น 2 แต่ก็ยังแอบหวังทะลุเข้าสู่รอบต่อไป

เจ้าบ้านจัดทัพลงสนามแบบเต็มสูบ วางตัวดิยุฟ บิรัม ยืนค้ำหอกล่าตาข่าย หมายมั่นว่าจะเป็นหนึ่งใน 8 ทีมสุดท้ายของรอบถัดไป ส่วนทีมเยือนก็ยังพอมีสองแข้งอย่างวิชิตชัย รักษา และรังสันต์ รูปเหมาะ ให้พอได้เชิดหน้าชูตาขู่แนวรับ "ปลาทูคะนอง" ได้บ้าง

เริ่มเกมกลับกลายเป็นว่า "ผีตาโขนออกศึก" บุกไปสู้ได้อย่างสูสี เปิดแลกกับสมุทรสงครามได้แบบไม่กลัวเกรง ต่างฝ่ายต่างก็ได้ลุ้นได้เสียวบวกประตูกันหลายต่อหลายครั้ง แต่โดยรวมแล้วเป็นเจ้าบ้านที่กดดันหนักใส่ผู้มาเยือนเสียมากกว่า สุดท้ายกินกันไม่ลงจนจบ 90 นาที เสมอ 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษเพื่อหาผู้มีชัยในการประชันอีก 30 นาที

เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษก็ยังมาทรงบอลเดิม คือเป็นฝ่ายเจ้าบ้านที่ยังเดินหน้าหาประตูชัยอย่างต่อเนื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเจาะทำสกอร์ทีมเยือนได้เสียที ยืดเยื้อถึงฎีกาต้องดวลจุดโทษให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้าง

โชคที่ไม่เข้าข้าง "ปลาทูคะนอง" มาตลอดทั้งเกม ก็ยังไม่เป็นใจให้พวกเขาอยู่ดี จนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแบบน่าเจ็บใจเพราะยิงจุดโทษพลาดเป้าไปถึงสองคน และด้วยเกมรับอันเหนียวแน่น แถมยังเก็บคลีนชีทได้อีกต่างหาก แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จะตกเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก วิชิตชัย  รักษา  นายทวารจอมหนึบของ เลย ซิตี้ ที่ช่วยปฏิเสธประตูไว้หลายครั้งหลายหน