แมนเชสเตอร์เป็นสีแดง! 5 เรื่องต้องคุยหลังยูไนเต็ดบุกเชือดซิตี้

Paul Wilkes คอลัมนิสต์ของเราอยู่ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เพื่อชมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์ พร้อมวิเคราะห์เกมผ่าน Stats Zone  – ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ iOS และ Android...

1. แรชฟอร์ด เด็กระเบิด

เรียกว่า ฟอร์มแรงต่อเนื่องจริงๆสำหรับ มาร์คัส แรชฟอร์ด จนทำให้เกิดกระแสบางส่วนเรียกร้องให้ รอย ฮอด์จสัน เรียก ดาวยิงวัยรุ่น ติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยยูโร 2016 กลางปีนี้ 

โดยเกมนี้ แรชฟอร์ด ทำสถิติกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์ ที่ยิงประตูได้ ซึ่งประตูที่เขาทำได้ก็ยอดเยี่ยมมาก เมื่อ เด็กปั้นปีศาจแดง หลอก มาร์ติน เดมิเคลิส จนเสียผู้ใหญ่ ก่อนยิงผ่านมือ โจ ฮาร์ท เข้าไป

Prove your point with Stats Zone: Free on iOS • Free on Android

ส่วนสถิติด้านอื่นๆก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดย แรชฟอร์ด จ่ายบอลเข้าเป้า 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังวิ่ง ขยัน ทุ่มเท และดึงกองหลังเจ้าถิ่นได้ตลอดทั้งเกม “เขายังเด็ก” หลุยส์ ฟาน กัล กล่าวถึง ดาวเตะวัย 18 ปี ในช่วงให้สัมภาษณ์หลังเกม “แต่เก่งมาก และถ้าเขาไม่ดีพอ ผมคงไม่ให้เขาอยู่ในทีม”

2. เอล กุน เซฟซิตี้ไม่ไหว

เซร์คิโอ อเกวโร่ คือ คนที่เกิดมาเพื่อเล่นแมนเชสเตอร์ดาร์บี้อย่างแท้จริง โดยสถิติก่อนหน้านั้นของ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่า คือ ซัด 8 ประตู จากการลงสนามเพียง 9 นัด อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในเกมนี้

เขาคือ แมนออฟเดอะแมตช์ ของฝั่ง ซิตี้ อย่างแท้จริง

โดยเพียงแค่ 10 นาทีแรกของเกม “เอล กุน” หลอกล่อ คริส สมอลลิ่ง จนเสียท่าและทำให้ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ต้องยอมตัดฟาวล์และโดนใบเหลืองไปตามระเบียบ ซึ่งจากสถิติในครึ่งแรก พบว่า อเกวโร่ ถูกผู้เล่นทีมเยือนทำฟาล์วคนเดียวถึง 4 ครั้ง

สำหรับเรื่องของโอกาสยิงประตู อดีตดาวเตะแอตฯมาดริด มีโอกาสยิงถึง 5 ครั้ง แต่น่าเสียดายที่บอลเจ้ากรรมไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยโอกาสที่ดีที่สุดของ อเกวโร่  เกิดขึ้นในนาทีที่ 66 เมื่อ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ โหม่งลูกเปิดของ ยาย่า ตูเร่ ไปชนเสานอก อย่างไรก็ตาม “เอล กุน” วิ่งและสู้ตลอด 90 นาที และสำหรับผมแล้ว เขาคือ แมนออฟเดอะแมตช์ ของฝั่ง ซิตี้ อย่างแท้จริง

3. นาบาส ควรได้ไปต่อ

ถึงตรงนี้ เราเริ่มมองออกแล้วว่า ผู้เล่นซิตี้คนใดบ้างที่จะได้โอกาสไปต่อกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งชื่อของบรรดาสตาร์ดังๆอย่าง ฮาร์ท หรือ อเกวโร่ คงจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ สำหรับหลายคน แต่กับ เฆซุส นาบาส ละ?

ดาวเตะทีมชาติสเปนยังสามารถเลื้อยฝ่าผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ด ได้ถึง 4 ครั้งจากความพยายาม 7 ครั้ง และยังสร้างโอกาสได้เน้นๆอีก 6 ครั้ง

เกมนี้ นาบาส พิสูจน์คุณค่าของตัวเองได้เป็นอย่างดี โดย อดีตปีกเซบีญ่า เกือบจะซัดให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 7 โดยลูกวอลเลย์ของเขา หลุดเสาออกไปนิดเดียว 

ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมา นาบาส จะได้โอกาสยิงอีกครั้ง แต่ด้วยความยอดเยี่ยมของ ดาบิด เด เคอา ทำให้ลูกยิงของเขาถูกเซฟไว้ได้

นอกจากจะหาโอกาสยิงได้เน้นๆสองครั้งแล้ว ดาวเตะทีมชาติสเปนยังสามารถเลื้อยฝ่าผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ด ได้ถึง 4 ครั้งจากความพยายาม 7 ครั้ง และยังสร้างโอกาสได้เน้นๆอีก 6 ครั้ง ซึ่งฟอร์มระดับนี้ ทำให้ นาบาส น่าจะได้โอกาสไปต่อในปีหน้า..

4. ลาเถอะ น้าเด

เกมนี้ มานูเอล เปเยกรินี่ ไม่มีคู่เซ็นเตอร์แบ็กตัวจริงอย่าง แว็งซ็อง กอมปานี กัปตันทีมและ นิโคลัส โอตาเมนดี้ ที่เจ็บจากเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ จนทำให้ต้องปัดฝุ่นเอา มาร์ติน เดมิเคลิส มาแก้ขัด

และกองหลังวัย 34 ปี ก็ต้องเจอกับฝันร้ายอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ เดมิเคลิส โดนดาวเตะรุ่นน้องอย่าง แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ปั่นหัวจนแทบหาทางกลับไม่ถูก ซึ่งประตูที่ทีมเสียไป มาจากความผิดพลาดของเขาเต็มๆ

นอกจากนี้ หาก ไมเคิล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสินในเกมนี้เขี้ยวๆสักหน่อย รับรองว่า เดมิเคลิส จะโดนข้อหาทำทีมเสียจุดโทษไปอีกหนึ่งกระทง โดยเหตุเกิดในช่วงท้ายครึ่งแรกที่ อดีตกองหลังบาเยิร์น มิวนิค ไปกระแทกใส่ แรชฟอร์ด ในเขตโทษ จนทำให้ทั้งสองทีมมีเรื่องมีราวกัน

และอีกหนึ่งช็อตสำคัญที่ เดมิเคลิส คืนหลังเบา จนทำให้ โจ ฮาร์ท ต้องรีบวิ่งเข้ามาเคลียร์ทิ้ง และต้องได้รับบาดเจ็บ จนต้องเสียโควต้าเปลี่ยนตัว

ฝันร้ายของ อดีตกองหลังทีมชาติอาร์เจนติน่า จบลงในนาทีที่ 53 เมื่อ เปเยกรินี่ ตัดสินใจถอดเขาและส่งกองหน้า(?)อย่าง วิลฟรีด โบนี่ ลงไปแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้บ่งบอกได้อย่างดีว่า เดมิเคลิส มีเกมที่ย่ำแย่ขนาดไหน

“นักเตะทุกคนต่างมีวันแย่ๆ เขาดูสับสนและมันไม่ใช่วันที่ดีของเขาเลย” เปเยกรินี่ กล่าวหลังจบเกม

ความจริงก็คือว่าแม้แต่กุนซือคู่บุญยังรู้สึกว่าเป็นการดีกว่าที่ใช้แฟร์นันดินโญ่ในตำแหน่งดังกล่าวตอนช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกม แสดงให้เห็นว่าเดมิเคลิสเล่นแย่ขนาดไหน

5. ครั้งสุดท้ายของ ลุงกัล และ เปเย

ก่อนเกมเมื่อวันอาทิตย์ หนังสือพิมพ์ El Pais ของสเปนรายงานว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ได้ตกลงเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับ “ปีศาจแดง” ไปแล้ว และหากทุกอย่างผิดพลาด แมนฯยูไนเต็ดจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส ตามข้อตกลง

ขณะเดียวกัน ฝั่งซิตี้นั้น ประกาศแต่งตั้ง เป๊ป ล่วงหน้ามาหลายเดือนแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายพยายามโยงประเด็นนี้ว่า ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจนักเตะ “เรือใบสีฟ้า” จนผลงานในลีกนั้นออกทะเลไปไกล

และหลังจากนี้ ทั้งสองทีมยังต้องต่อสู้กันเพื่อตำแหน่งอันดับ 4 และตั๋วลุยแชมเปี้ยนลีกในปีหน้าให้ได้ ซึ่งถึงตรงนี้ ยูไนเต็ด ตามหลัง ซิตี้ เพียงคะแนนเดียว และด้วยความไม่แน่นอนของม้าทั้งสามตัว(เพิ่ม เวสต์แฮม อีกทีม) ก็คงต้องลุ้นจนถึงช่วยท้ายของฤดูกาล

"เราไม่สมควรแพ้ เราเหนือกว่าพวกเขาตั้งแต่นาทีแรก เพราะทั้งเกมเราเป็นทีมเดียวที่อยากบุก แต่เราดันพลาดโอกาสใส่สกอร์ 3-4 ครั้ง" นายใหญ่ชาวชิลีให้สัมภาษณ์หลังเกม “ผมมีความสุขกับทัศนคติของลูกทีม สำหรับผมนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และผมมั่นใจว่า ผู้เล่นทุกคนของผมยังกระหายความสำเร็จในปีนี้”

“ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในมือพวกเรา เราแค่ชนะไปทุกเกม” ฟาน กัล กล่าวอย่างมั่นใจ (หรอ?) “เรายังมีเกมในบ้านมากกว่าเกมเยือน ซึ่งผมเชื่อว่าเราไม่ค่อยแพ้ใครใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดังนั้น พวกเรายังครองความได้เปรียบอยู่”

ไม่ว่าใครจะให้สัมภาษณ์ยังไง แต่นี่จะเป็นการดวลกันครั้งสุดท้ายของทั้งคู่แน่นอน

เพราะคนหนึ่งจะรีไทร์ ส่วนอีกคนต้องหางานใหม่ต่อไป…

Analyse Man City 0-1 Man United yourself with Stats Zone

More features every day on FFT.comAnalysis 

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android