แสงสว่างในความมืด : เหตุผลที่ทำให้หงส์แดงยิ้มออกหลังชวดแชมป์ยูโรป้า

แม้จะพลาดแชมป์และอดไปลุยฟุตบอลยุโรปในปีหน้า แต่ Alex Hess คอลัมนิสต์ของเราเชื่อว่า การพ่ายแพ้ต่อ เซบีญ่า จะเป็นผลดีต่อ ลิเวอร์พูล ในปีหน้า… 

แน่นอนว่าสาวก “เดอะ ค็อป” ทุกหมู่เหล่า ย่อมผิดหวังกับผลการแข่งขันที่ เซนต์ ยาค็อบ-ปาร์ค อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนนั้นสวยงามเสมอ และ “หงส์แดง” สามารถใช้วลีดังกล่าวกับความเจ็บปวดครั้งนี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน

St. Jakob-Park ahead of the Europa League final between Sevilla and Liverpool

เซนต์ ยาค็อบ-ปาร์ค สถานที่แห่งคราบน้ำตาของเด็กหงส์

เพราะอะไร เราถึงกล้าบอกแบบนั้น? ติดตามกันด้านล่างนี้…

ร่องรอยแห่งความเจ็บปวด

การพลาดแชมป์ยูโรป้า ลีก ย่อมหมายความว่า พวกเขาหมดสิทธิที่จะไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในปีหน้า ซึ่งนั่นย่อมส่งผลต่อการดึงดูดผู้เล่นดังๆเข้าสู่ทีม

ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องดีๆ เราขอพูดในแง่ลบก่อนละกัน

แน่นอนว่า การพลาดแชมป์ยูโรป้า ลีก ย่อมหมายความว่า พวกเขาหมดสิทธิที่จะไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในปีหน้า ซึ่งนั่นย่อมส่งผลต่อการดึงดูดผู้เล่นดังๆเข้าสู่ทีม ใครจะไปคิดละว่านักเตะอย่าง มาร์โก้ รอยส์ จะอุตส่าห์ย้ายมาอยู่กับทีมที่ได้เพียงอันดับ 8 ในลีก และไม่ได้เล่นบอลระดับทวีป

เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดกับทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์มาก่อนแล้ว โดยเคสก่อนหน้านี้อย่าง ดิเอโก้ คอสต้า, วิลเลี่ยน หรือ เฮนริค เมอคิตาร์ยาน นั้นปฏิเสธที่จะไม่เลือก แอนฟิลด์ เพราะเหตุผลดังกล่าว

Willian fights off Lucas Leiva during Chelsea and Liverpool's meeting in the 2015 League Cup semi-final

วิลเลี่ยน เคยเกือบย้ายมา ลิเวอร์พูล แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งคือ พวกเขาเสียโอกาสได้รายได้จากการเล่นยูซีแอล ไม่ว่าจะเป็นเงินรางวัลจากยูฟ่า, เงินจากถ่ายทอดสด หรือ ค่าตั๋วที่ “หงส์แดง” จะเก็บได้ในแต่ละเกม

ทว่า “เดอะ ค็อป” ไม่ต้องร้องไห้ เสียน้ำตา จนเกินไป(ฮา)

เพราะทุกอย่างมีสองด้านเสมอ…

เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

แนวทางการทำทีมของ กุนซือเมืองไส้กรอก คือ การใช้ความสามารถของผู้เล่นแต่ละคนให้เข้ากับแท็คติคของเขา

แง่ดีแง่งาม คือ ปีหน้า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะได้โอกาสคุมทีมเต็มๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องเกมกลางสัปดาห์ และยิ่งแท็คติคของกุนซือชาวเยอรมัน คือ การใช้ “เกเก้นเพรสซิ่ง” กดดันคู่แข่งทุกเกม นั่นทำให้ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บและเหนื่อยล้า อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งการที่มีเกมน้อยลง จะทำให้แผนของ คล็อปป์ เกิดประสิทธิผลมากขึ้น

และแม้ว่าทีมอาจจะไม่สามารถดึงดูดสตาร์มาร่วมทีมได้ แต่ อดีตยอดโค้ชของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็แสดงให้เห็นว่า เขาสามารถปั้นดินที่โดนแฟนๆด่าในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ให้กลายมาเป็น “ดาว” ได้อย่างสวยงาม

ไม่ว่าจะเป็น อดัม ลัลลาน่า, ดิว็อค โอริกี้, โจ อัลเลน และ เดยัน ลอฟเรน ดังนั้น การใช้เวลาด้วยกันในช่วงของการฝึกซ้อม จะช่วยให้ คล็อปป์ ปั้นนักเตะทั้งหมดให้ดีขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับ อีกหลายคนที่กำลังเข้าคิวรอเหมือนกัน

อีกทั้งแนวทางการทำทีมของ กุนซือเมืองไส้กรอก คือ การใช้ความสามารถของผู้เล่นแต่ละคนให้เข้ากับแท็คติคของเขา ทั้งยังพร้อมปรับแผน เพื่อให้สอดคล้องกับตัวผู้เล่น เรียกได้ว่า เป็นโค้ชที่มีความยืดหยุ่นสูงทีเดียว

และยิ่งปีหน้าจะมีเวลาว่างมากกว่าปีนี้ นั่นทำให้การฝึกซ้อมและการเรียนรู้แท็คติค จะได้ผลในสนามมากกว่าเดิมแน่นอน

ความฝัน(ที่ยังรอวัน)เป็นจริง

การที่ไม่มีโปรแกรมให้เตะถี่ยิบ ทั้งยังต้องเดินทางไปหลายประเทศ ทำให้ลูกทีมของ บีร็อด มีความสดกว่าทีมอื่นๆ

ยังจำเรื่องราวเมื่อสองปีที่แล้วกันได้ไหม?

ในหัวเด็กหงส์ต้องบอกว่า “ไม่” แต่ในใจไม่เคย “ลืม” แน่นอน(ฮา)

เมื่อครั้งที่ ร็อดเจอร์ส พาทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจนถึงท้ายซีซั่นในวงเล็บว่า จากความมหัศจรรย์ของ หลุยส์ ซัวเรส ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลง เมื่อคนที่คุณก็รู้ว่าใคร “ลื่น” (ฮากว่าเดิม)

นอกจากความยอดเยี่ยมของ ซัวเรส แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ลิเวอร์พูล ได้เปรียบทีมอื่นๆในฤดูกาลนั้นก็คือ พวกเขาไม่มีเกมระดับทวีปให้ต้องเล่นเลย เนื่องจากซีซั่นก่อนหน้านั้น “หงส์แดง” จบเพียงอันดับ 7 เท่านั้น

และการที่ไม่มีโปรแกรมให้เตะถี่ยิบ ทั้งยังต้องเดินทางไปหลายประเทศ ทำให้ลูกทีมของ บีร็อด มีความสดกว่าทีมอื่นๆ สังเกตได้ชัดๆคือ ช่วงครึ่งฤดูกาลหลังที่แชมป์ลีก 18 สมัย สามารถเร่งโกยแต้มได้อย่างมากมาย ทั้งยังยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

Suarez and Sturridge of Liverpool celebrate their team's goal

SAS ในตำนาน

เหมือนอย่างที่ เลสเตอร์ ทำให้เห็นในปีนี้ โดย เคลาดิโอ รานิเอรี่ และลูกทีม ตั้งใจมุ่งสมาธิทุกอย่างมาที่พรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ การแข่งขันในปีนี้ ทำให้เห็นว่า ไม่ใช่ว่าทีมยักษ์ใหญ่จอมทุ่มจะประสบความสำเร็จเสมอไป โดยดูตัวอย่างจาก “จิ้งจอกสยาม” ทั้งยังมี สเปอร์ส และ แอตฯมาดริด ที่สามารถลุ้นแชมป์ได้จนถึงนาทีสุดท้าย ทั้งๆที่ไม่ได้ทุ่มเงินเสริมทัพมหาศาล

ที่น่าสนใจคือ ทั้งสามทีมมีสไตล์การเล่นคล้าย ลิเวอร์พูล อีกด้วย นั่นคือ ใช้การวิ่ง การไล่เพรสซิ่ง พร้อมกับกดดันคู่แข่งไม่ให้เล่นกันได้ถนัด

From left to right - Claudio Ranieri, Diego Simeone and Mauricio Pochettino

สามกุนซือที่มีแนวทางการทำทีมคล้ายๆกับ คล็อปป์

สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ความฝันใกล้ความจริงมากขึ้นก็คือ คล็อปป์ ต้องนำเข้ากองหน้าตัวเป้าระดับโลกมาสู่ทีมให้ได้ เช่นเดียวกับปรับปรุงในบางตำแหน่งที่ยังสามารถหานักเตะที่ดีกว่านี้มาเสริมทีม

และหากทำได้ บาดแผลในใจ “เดอะ ค็อป” เมื่อสองปีที่แล้ว ก็จะถูกลืมไป

เช่นเดียวกับ ความหวังที่รอมา 27 ปี…

(ผมนับล่วงหน้าถึงปีหน้าเลย ฮา)

อดทนรอวันที่ฟ้าเป็นใจ

ถึงแม้ที่กล่าวมาทั้งหมดจะดูเหมือนเป็นการปลอบใจตัวเองหรือพยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แต่บอกได้เลยว่า การที่ซีซั่นแห่งความเปลี่ยนแปลงจบลงได้ขนาดนี้ ก็ไม่เลวร้ายสำหรับ คล็อปป์ และลูกทีม

ซึ่งปีหน้า กุนซือชาวเยอรมันจะมีโอกาสจัดเต็มในเกมลีกทุกนัดได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้า พะวงหลัง ทั้งยังมีโอกาสเสริมทีมตามที่เขาต้องการในช่วงซัมเมอร์นี้

Jurgen Klopp signals to his players during a training session at St. Jacob's Park. Liverpool face Sevilla in the Europa League final

มั่นใจได้เลยว่า คล็อปป์ จะพาทีมได้แชมป์ในสักวัน

และไม่แน่ว่า ช่วงเวลานี้ของปีหน้าเราอาจได้เห็นพาดหัวข่าว ประมาณว่า

“สิ้นสุด 27 ปีแห่งการรอคอย! หงส์แดงถล่มเละ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก”

เพราะสักวันจะเป็นวันของพวกคุณ…

#YNWA