แตกต่างกันจริงหรือ? : เทียบผลงานคล็อปป์กับบีร็อดนัดพ่ายค้อน

คริส ฟลานาแกน แห่งโฟร์โฟร์ทูได้อยู่บนบ็อกซ์ผู้สื่อข่าวที่อัพตันพาร์คเพื่อทำการวิเคราะห์ความปราชัยของลิเวอร์พูลที่มีต่อเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-0 โดยใช้ Stats Zone

1. กุนซือคนละคน แต่จุดจบในการเจอกับเวสต์แฮมเหมือนกัน

ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีอยู่หลายครั้งนับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์​ เข้ามากุมบังเหียนเมื่อเดือนตุลาคม แต่ก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่เจอกับผลการแข่งขันอย่างเกมกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

มันเหมือนกับเป็นการก้าวไปข้างหน้า 1 ก้าวแล้วเดินถอยหลัง 1 ก้าวสำหรับ “หงส์แดง” ที่เก็บชัยชนะได้ทั้ง 2 นัดในช่วงคริสต์มาส แต่ยังไม่เคยชนะ 3 เกมรวดภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์เสียที

ที่น่าสนใจก็คือลิเวอร์พูลเก็บได้ 12 แต้มจาก 8 นัดในยุคของร็อดเจอร์สฤดูกาลนี้ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 คะแนนต่อเกม และเมื่อคล็อปป์เข้ามาพวกเขาเก็บไปแล้ว 18 แต้มจาก 12 เกม เฉลี่ยแล้วตกที่ 1.5 คะแนนต่อเกมเช่นกัน

แน่นอนว่าต้องให้เวลากับคล็อปป์ในการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง และถือว่ามีเหตุผลที่จะกล่าวว่าทีมที่เขาทำงานอยู่ด้วยตอนนี้ยังไม่ดีพอ เมื่อทั้ง ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ต่างก็ชวดลงสนาม ขณะที่ม้านั่งสำรองก็แทบไม่มีตัวเจ๋งๆเลย

และก็อย่าลืมว่าคล็อปป์นี่เองที่พาลิเวอร์พูลเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแคปิตอล วัน คัพ หลังจากถล่มเซาแธมป์ตัน 6-1 อย่างไรก็ตามด้วยเกียรติประวัติของโค้ชชาวเยอรมันผู้นี้ ผลงานในลีกจึงควรจะคาดหวังได้มากกว่าที่เป็นอยู่

โดยนัดที่ลิเวอร์พูลพ่ายคาบ้านต่อเวสต์แฮม 3-0 เมื่อช่วงต้นฤดูกาลนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของฟอร์มอันสุดบู่ในยุคของร็อดเจอร์สเลยก็ว่าได้ และมันก็ไม่ดีขึ้นเลยเมื่อทั้งคู่มาพบกันอีกที่อัพตันพาร์ค ซึ่งจากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้ “ขุนค้อน” คว้าชัยเหนือ “หงส์แดง” ได้ทั้งไปและกลับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1963/64 เลยทีเดียว

และทาง สลาเวน บีลิช ก็ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่าเวสต์แฮม ‘จอดรถบัสเอาไว้แต่ไม่ได้ดึงเบรคมือ’ ในเกมนี้ พวกเขาตั้งรับอย่างอดทน ปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองบอลและจากนั้นก็ใช้เกมสวนกลับอันมีประสิทธิภาพเล่นงาน พวกเขาแทบจะทำเหมือนเดิมจากนัดแรกที่เจอกันในแอนฟิลด์

ลิเวอร์พูลได้ครองบอล 65 เปอร์เซ็นต์และผ่านบอลสำเร็จ 391 ครั้ง ขณะที่ “เดอะ แฮมเมอร์ส” อยู่ที่ 187 ครั้งซึ่งถือว่ามากกว่า 2 เท่า ส่วนการผ่านบอลสำเร็จในพื้นที่สุดท้ายนั้น “เดอะ เร้ดส์” ทำได้มากกว่าถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราส่วน 159 ต่อ 52 แต่ขณะที่เวสต์แฮมดูอันตรายในการขึ้นเกมไปข้างหน้า ลิเวอร์พูลกลับไม่ทำให้การครองบอลของตัวเองมีความน่ากลัวเลย

2. ขุนค้อนยังจบสกอร์เข้าเป้ากว่าเหมือนเดิม

ลิเวอร์พูลยุคร็อคเจอร์สสร้างสรรค์โอกาสได้ 12 ครั้งในเกมที่แอนฟิลด์ขณะที่เวสต์แฮมทำได้ 6 ครั้ง แต่พวกเขายิงตรงกรอบแค่หนเดียวจากจังหวะยิงทั้งหมด 13 ครั้ง

และเกมนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ “หงส์แดง” มีสถิติหน้าปากประตูที่ค่อนข้างขี้เหร่ โดยสร้างสรรค์โอกาสได้ 20 หนส่วน “ขุนค้อน” ทำได้ 13 แต่มีเพียง 2 จาก 23 ที่ทีมเยือนยิงตรงกรอบ

ตรงกันข้ามเจ้าถิ่นกลับยิงตรงกรอบถึง 10 จาก 18 หน ซึ่งตอนเจอกันที่แอนฟิลด์ก็คล้ายคลึงกันเมื่อทำได้ 5 จาก 12 ครั้ง

ลิเวอร์พูลยิงได้ 14 ประตูจาก 12 เกมในลีกนับตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาคุมทีม ซึ่งถือว่ามากกว่ายอดรวม 8 ประตูจาก 8 นัดภายใต้การคุมทีมของร็อดเจอร์สแค่ไม่กี่ลูกเท่านั้นเอง

3. คาร์โรลล์กลบรัศมีเบนเตเก้มิด

คริสเตียน เบนเตเก้ อาจทำประตูชัยให้  “หงส์แดง” ใน 2 นัดกอนหน้านี้ก็จริง แต่เขาดูอับเฉาในเกมที่อัพตันพาร์คและถูกหัวหอกของเวสต์แฮมอย่าง แอนดี้ คาร์โรลล์ บดบังรัศมีโดยสิ้นเชิงที่อีกฟากของสนาม

จากครั้งหนึ่งที่เคยล้มเหลวกับลิเวอร์พูล คาร์โรลล์คือผู้โหม่งทำประตูที่ 2 ของ “ขุนค้อน” ในนัดที่ 150 ของเขาในพรีเมียร์ลีก ซึ่งความพยายามทั้ง 5 ครั้งของเขานั้นตรงกรอบทั้งหมด ตรงกันข้ามกับเบนเตเก้ที่หลุดกรอบหมดทั้ง 5 หน

“แกก็เป็นได้แค่ แอนดี้ คาร์โรลล์ ตอนห่วยๆ” แฟนบอลเวสต์แฮมร้องแซวเบนเตเก้

ขณะเดียวกัน สลาเวน บีลิช ก็ได้ชมคาร์โรลล์ยกใหญ่ว่า “ผมคิดว่าเขาสุดยอดเลยนะ” นายใหญ่ “เดอะ แฮมเมอร์ส” ที่พาทีมไม่แพ้ใครมา 7 นัดซึ่งถือเป็นสถิติของพวกเขาในพรีเมียร์ลีกกล่าว “ไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาทำประตูได้เท่านั้น แต่เป็นเพราะผลงานโดยรวมของเขาไม่ว่าจะเป็นการป้องกันหรือเชื่อมเกม ซึ่งทุกๆครั้งที่อาเดรียนเปิดโด่งขึ้นไป เขามักจะเก็บบอลหรือไม่ก็โหม่งเช็ดให้เพื่อนได้”

“และตอนที่เขาเล่นเกมรับ เขาก็พร้อมจะไล่บอลจากลูคัสและชาน หรือจะเป็นตอนที่เขามีโอกาสกดดันลอฟเรนกับซาโก้ เขาก็อยู่ตรงนั้น ตอนนี้เขาฟิตสมบูรณ์แล้วและก็ครบเครื่องจริงๆ เขาจะดูแลตัวเอง, ทำงานหนัก, ซ้อม และรักษาความฟิตให้คงอยู่ระดับนี้หรือมากกว่านี้ได้หรือเปล่าน่ะหรอ? มันก็ขึ้นกับตัวเขาแล้วล่ะว่าเขาจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับเรานับจากนี้ได้หรือไม่”

โดยคาร์โรลล์เอาชนะในการดวลลูกกลางอากาศได้ 8 จาก 13 ครั้ง ขณะที่เบนเตเก้ทำได้เพียง 2 จาก 12 ซึ่งหัวหอกชาวเบลเจี้ยนทำได้ 2 ประตูจาก 6 นัดภายใต้การคุมทีมของร็อดเจอร์สที่เป็นคนดึงเขามา และกดไป 5 ตุงจาก 14 เกมในยุคคล็อปป์ ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยดีกว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น

4. คอลลินส์ทำให้แนวรับลิเวอร์พูลต้องอาย

คล็อปป์ไม่อาจซ่อนความผิดหวังได้หลังจากจบเกมนี้ และหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เขาผิดหวังที่สุดก็คือว่าลูกทีมของเขาปล่อยให้เวสต์แฮมโยนเข้ามาในกรอบเขตโทษอย่างง่ายดาย โดยทั้ง 2 ลูกมาจากทางด้านขวาทั้งสิ้น ซึ่งผู้จัดการทีมชาวเยอรมันก็ยอมรับว่านักเตะของเขาต้องเล่นเกมรับให้ได้กว่านี้ และไม่ควรจะเสียประตูในช่วงเวลาสำคัญของเกมด้วย

“ผมไม่อยากเน้นตั้งรับแบบน่าเกลียดหรือเล่นหนักใส่คู่แข่งหรอกนะ” เขากล่าว “เกมรับมันเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของเกมลูกหนัง ผมก็เคยเป็นกองหลังมาก่อน ถ้าคุณรู้ว่าอีกฝ่ายมี แอนดี้ คาร์โรลล์ แล้วคุณจะปล่อยให้โยนมาได้ยังไงล่ะ? เราต้องป้องกันลูกเปิดสิจากนั้นเราถึงค่อยเล่นไปตามเกมของเราได้ มันเป็นความผิดของเรา ผมอยากจะพูดมากกว่านี้แต่ภาษาอังกฤษของผมไม่ดีพอจะสื่อออกไปได้ถึงสิ่งที่มีอยู่ในหัวผมทั้งหมดในตอนนี้ ผมพูดกับนักเตะหลังจบเกมว่า ‘สรุปสั้นๆนะ มันยังไม่พอ ถ้าคุณสู้ไม่เต็มร้อย แค่ 95 เปอร์เซ็นต์ มันไม่พอหรอก’”

สิ่งที่คล็อปป์ผิดหวังอีกอย่างก็คือวิธีการเสียประตูแรก ถึงแม้ว่า อัลเบร์โต้ โมเรโน น่าจะได้ฟาวล์ในจังหวะดังกล่าวก็จริง แต่เขาก็ไม่พอใจที่ลูกทีมตัวเองปล่อยให้เจ้าถิ่นมีอิสระไปทั่วสนามเช่นกัน ซึ่งกุนซือเลือดด๊อยทช์เองก็ยอมรับว่าเขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม มิคาอิล อันโตนิโอ คนที่แย่งบอลจากโมเรโนถึงวิ่งขึ้นไปโหม่งได้อย่างสะดวกโยธินอย่างนั้น

และตอนนี้ลิเวอร์พูลก็เสียไปแล้ว 14 ประตูจากเกมลีก 12 นัดภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ลูกจาก 8 นัดสมัยร็อดเจอร์สก็ถือว่ามีความต่างแค่เล็กน้อยเท่านั้น

โดยเวสต์แฮมบล็อคลูกยิงได้ถึง 13 ครั้งในเกมนี้ขณะที่ลิเวอร์พูลทำได้เพียง 3 ขณะที่ เจมส์ คอลลินส์ ทำผลงานได้สุดยอดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเมื่อเคลียร์บอลได้ 17 หน ซึ่งมากกว่า มามาดู ซาโก้ ที่เคลียร์บอลมากที่สุดของฝั่งทีมเยือนถึง 13 หน

ซึ่งบีลิชชี้ว่าการดวลกับศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างเบนเตเก้ถือเป็นของโปรดสำหรับคอลลินส์เลยทีเดียว “ถ้าคุณคิดจะเล่นบอลกลางอากาศล่ะก็ ถือว่าเข้าทางเขาเลยเพราะเขาจะเก็บกินหมด” กุนซือชาวโครแอตกล่าว “แต่ทุกๆเกมก็ถือว่าเป็นเกมของเขาอยู่แล้ว เขาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝีเท้าเยี่ยมและกำลังอยู่ในช่วงพีคสุดในชีวิต”

5. ลิเวอร์พูลสู้ไม่ได้แม้แต่การเพรสซิ่งของถนัด

บีลิชได้พูดถึงความเต็มใจวิ่งไล่บอลตั้งแต่ในแดนหน้าของคาร์โรลล์ และเวสต์แฮมก็ทำสิ่งนั้นได้ดีในฐานะทีมด้วยเช่นกัน แม้ปรัชญาการทำทีมของคล็อปป์จะมีชื่อเสียงในเรื่องการใช้เกมเพรสซิ่งเป็นหลัก หรือที่รู้จักกันดีว่า ‘เกเก้นเพรส’ ในเยอรมัน แต่ถึงอย่างนั้นลิเวอร์พูลกลับไม่สามารถเอาชนะในการดวลเรื่องนี้ได้เลยที่อัพตันพาร์ค

เหมือนเกมที่แอนฟิลด์ยุคร็อดเจอร์สที่เวสต์แฮมถือครองสถิติเหนือกว่า พวกเขาตัดบอลได้ 27 ครั้งมากกว่าลิเวอร์พูลที่ทำได้ 14 ครั้ง เช่นเดียวกับการแย่งบอล 21 หนเมื่อเทียบกับ “หงส์แดง” ที่ 17 หน ขณะที่การเปลี่ยนเกมจากรับเป็นรุก “ขุนค้อน” ทำได้ 54 ส่วน “เดอะ เร้ดส์” ทำได้ 52

เห็นได้ชัดว่าคล็อปป์ยังไม่สามารถทำให้ลิเวอร์พูลเล่นอย่างที่ใจเขาต้องการได้ ซึ่งจนกว่าจะถึงตอนนั้น หลายๆสิ่งก็ยังคงดำเนินไปอย่างยากลำบากต่อไปสำหรับพลพรรค “หงส์แดง”