แย่กว่านี้มีอีกไหม? ย้อนกลับไปดูสิงห์บลูฟอร์มบู่ปี 86

จริงอยู่ที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้อย่างลุ่มๆดอนๆ  แต่ Richard Edwards ก็ยังจำได้ว่าพวกเขาเคยแย่กว่านั้นเยอะ...

We have a T-shirt. It says ‘Where were you when we were sh*t? Below that it says ‘Your town, your pubs, your end’

สำหรับสโมสรที่มีเจ้าของเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มันจึงเป็นเรื่องน่าขบขันที่เชลซีต้องมาเผชิญหน้ากับภาวะตึงเครียดเช่นนี้ แต่สำหรับสาวกรุ่นเก๋านั้นพวกเขาเคยผ่านมาแล้ว “เรามีเสื้อยืดตัวหนึ่ง” นีล เบียร์ด แฟนบอลเชลซีที่ตามเชียร์มานานตลอดทั้งชีวิตกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู “มันเขียนไว้ว่า ‘แกไปอยู่ไหนตอนเราห่วย?’ แล้วด้านล่างก็เขียนว่า ‘เมืองของเรา, ผับของเรา, อัฒจันทร์ของเรา’”

เขาไม่เหมือนกับแฟนบอล “สิงโตน้ำเงินคราม” รุ่นใหม่ที่ได้จับจองที่นั่งสุดเจ๋งในสนามที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในพรีเมียร์ลีก เบียร์ดยังจำได้ดีถึงตอนที่การรั้งอันดับ 4 จากท้ายตารางพรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นหายนะหรือประเด็นร้ายแรงให้พูดถึงตามสถานีวิทยุหรือแม้กระทั่งโซเชียลมีเดีย

เมื่อก่อนนั้นถือเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาสำหรับสโมสรที่เคยคว้าแชมป์ลีก, เอฟเอคัพ และคัพ วินเนอร์ส คัพ เพียงแค่อย่างละหนในปี 1955, 1970 และ 1971 ตามลำดับ แต่ตอนนี้ดูจะเป็นปัญหาเสียแล้วในยุคของเจ้าสัวชาวรัสเซียน

วิกฤติทางด้านความมั่นใจ

The crowd was under 12,000, which hinted not only at the disaffection of Chelsea fans at that time but that the West Londoners were not the modern-day fashionistas they've evolved into

เป็นระยะเวลา 29 ปีนับตั้งแต่ฤดูกาล 1986/87 เป็นต้นมาที่เชลซีไม่ได้มีผลงานออกสตาร์ทในลีกสูงสุดน่าอับอายอย่างนี้ โดยในตอนนั้นผู้ชมในสแตมฟอร์ดบริดจ์ดูโหรงเหรงหนำซ้ำประธานสโมสรยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงประเด็นที่จะติดตั้งรั้วไฟฟ้าเพื่อจัดการกับพวกฮูลิแกนด้วย พวกเขาเริ่มต้นซีซั่นใหม่ด้วยการสะกดคำว่าชนะไม่เป็นหลังจากผ่านไป 5 นัดและเก็บได้เพียง 3 แต้มเท่านั้น

จากการที่จบอันดับ 6 เมื่อฤดูกาลก่อนหน้าเหนืออาร์เซนอลและสเปอร์สคู่ปรับร่วมเมือง ผลงานดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ และเมื่อเกมเหย้านัดที่ 2 ของฤดูกาลมาถึง แฟนๆก็ต่างแสดงความไม่พอใจด้วยการไม่เข้าไปเชียร์ทีมรัก

Stamford Bridge

สแตมฟอร์ดบริดจ์ในปี 1986 ค่อนข้างแตกต่างจากปัจจุบัน

“เมื่อคืนนี้เชลซีประสบกับปัญหาการขาดความมั่นใจอย่างหนักในช่วงต้นซีซั่น พวกเขาโดนโห่ในนัดที่มีแฟนๆเข้ามาชมเกมดิวิชั่น 1 ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์น้อยที่สุดในรอบ 3 ฤดูกาล” เดอะ ไทม์ส หนังสือพิมพ์ชื่อดังรายงานหลังจบเกมที่เสมอกับโคเวนทรี 0-0 ก่อนที่พลพรรค “ช้างกระทืบโรง” จะคว้าแชมป์เอฟเอคัพในซีซั่นนั้น

นอกจากนี้ยังแทบไม่อยากเชื่อว่านัดดังกล่าวจะมีผู้ชมต่ำกว่า 12,000 คน ซึ่งมันเป็นตัวชี้ได้ว่าไม่เพียงแค่แฟนๆในตอนนั้นจะตีตัวออกห่างเชลซีอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่าทีมจากลอนดอนตะวันตกทีมนี้ไม่ได้เป็นมหาอำนาจลูกหนังเหมือนอย่างในยุคปัจจุบันที่มี โรมัน อับราโมวิช ครองอาณาจักรอยู่อีกด้วย

อุปสรรคนานับประการ

Honestly, there were times when you needed binoculars to see what was going on at the other end of the ground

- Fan Richard McCormack

ริชาร์ด แม็คคอร์มัค ผู้ถือตั๋วปีของเชลซีที่เริ่มติดตามเชียร์มาตั้งแต่ช่วงนั้นรำลึกความหลังถึงช่วงที่มีความยากลำบากหลายอย่างที่สแตมฟอร์ดบริดจ์นับตั้งแต่ออกมาจากสถานีฟูแล่ม บรอดเวย์ เลยทีเดียว

“ไม่มีใครที่มาในสนามวันนี้จะเชื่อว่าระยะทางระหว่างอัฒจันทร์ฝั่งเชด เอนด์ กับสนามจะห่างกันมากจนถึงขนาดต้องใช้รถ” เขาหัวเราะ “พูดจริงๆนะ มีอยู่หลายครั้งที่คุณจำเป็นต้องใช้กล้องส่องทางไกลเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นตรงอีกฟากของสนาม”

“ผมนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งเชด เอนด์ ในเกมกับมัคคาบี้ เทล อาวีฟ ซึ่งตอนนี้คุณสามารถมองเห็นได้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันดูเหมือนว่าห่างออกไปเป็นไมล์เลยทีเดียว” ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันในทศวรรษที่ 80 ที่หลายอย่างไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากแค่หวังอย่างเช่นในกรณีนี้

Colin Pates

โคลิน เพทส์ เหม่อมองฟ้าในนัดเปิดซีซั่นใหม่ที่เสมอกับนอริชแบบไร้สกอร์

โดย จอห์น ฮอลลินส์ ผู้จัดการทีมได้จัดการดร็อป มิคกี้ ฮาซาร์ด แข้งพรสวรรค์เจ้าของค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์ไว้ที่ข้างสนามในเกมกับโคเวนทรี ขณะที่ตัวเขามุ่งมั่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสไตล์การเล่นที่เอนเตอร์เทนกับผลการแข่งขันอันยอดเยี่ยมอย่างในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 ซึ่งมี ปีเตอร์ ออสกู๊ด, อลัน ฮัดสัน และ ชาร์ลี คุ๊ก ด้วยนักเตะอย่าง สตีฟ วิคส์, กอร์ดอน กูรี และฮาซาร์ด อย่างไรก็ตาม “สิงห์บลู” ดูล้มเหลวกับการที่พยายามรวม 2 สิ่งเข้าด้วยกันจนกลายเป็นมั่วไปหมด

ความรู้สึกที่หมองหม่น

Unlike Jose Mourinho, there was no scowling, no ranting; just a simple acceptance that this was Chelsea and, hey, we would like to win a trophy but at the moment we’d settle for winning a game

หลายๆอย่างดูเลวร้ายสำหรับ “สิงห์บลู” จริงๆทั้งในและนอกสนาม โดยก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่ม ไซมอน บาร์นส์ แห่งเดอะ ไทม์ส ได้เขียนในเชิงติดตลกว่า ทีมไหนก็ตามที่คิดจะเล่นกับเชลซีจะถูกปรับข้อหา ‘มีพฤติกรรมที่ส่อไปทางสร้างความไม่สงบ’

ถึงจะมีการกล่าวอย่างนั้น แต่สาวกเดอะบลูก็ยังหาเรื่องป่วนแฟนบอลทีมเยือนอยู่เสมอ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความฟิตเหลือเฟือในการวิ่งจากฟากหนึ่งของสนามไปยังอีกฟากหนึ่ง

กลับมาที่เรื่องในสนามกันต่อ โดย 3 วันหลังจากที่เกมอันน่าเบื่อกับโคเวนทรี เชลซีก็เตรียมต้อนรับขับสู้บรรดาแฟนๆทีมเยือนที่เคยแบนตลอดทั้งฤดูกาลแบบไม่มีเหตุผลอีกครั้ง

และในเกมกับลูตันที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีนักในการเจอกับแฟนๆมิลล์วอลล์ (ไม่รวมถึงสาวกเวสต์แฮมอันน่ารังเกียจบางส่วนด้วย) พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีแบบชนิดที่คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว 

Kerry Dixon

เคอร์รี ดิ๊กซั่น ปะทะกลางอากาศกับผู้เล่นเลสเตอร์ในเกมที่ฟิลเบิร์ตสตรีท

ทั้งที่ขึ้นนำไปก่อนจากลูกโหม่งของ เคอร์รี ดิ๊กซั่น แต่แนวรับอันยุ่งเหยิงของเชลซีทำให้ลูตันพลิกแซงกลับมาชนะ 3-1 จากการเหมาคนเดียว 2 ตุงของ ไมค์ นีเวลล์ และอีกลูกจาก ไบรอัน สตีน นั่นทำให้เป็นการราดน้ำมันบนกองไฟเข้าไปอีก แล้วทีนี้ฮอลลินส์จะทำอย่างไรล่ะ?

 “เราอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าเก่า” ผู้จัดการทีมที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันแต่ยังมองโลกในแง่ดีไม่สิ้นสุดกล่าว โดยก่อนหน้านั้น 6 เดือนเจ้าตัวเคยพาทีมพ่ายยับในระยะเวลาห่างกันแค่ 3 วัน เริ่มจากการโดนเวสต์แฮมสอย 4-0 คาเดอะบริดจ์ ก่อนที่จะถูกคิวพีอาร์ถลุงอีกครึ่งโหลโดยที่ยิงคืนไม่ได้เลย เขาไม่เหมือนกับมูรินโญ ฮอลลินส์ไม่มีการทำหน้าบึ้งตึง, ไม่โวยวาย แค่ยอมรับโดยดุษณีว่านี่แหละคือเชลซีและพูดว่า เฮ้ เราต้องการคว้าแชมป์แต่ในตอนนี้เราต้องหาทางชนะให้ได้ก่อนแค่นั้น

John Hollins, Chelsea

ฮอลลินส์อดีตนักเตะที่เคยติดทีมชาติอังกฤษ 1 ครั้งเป็นนายใหญ่ของเชลซีในปี 1985-88

จากวันนั้นมาถึงวันนี้เชลซีอยู่ในอันดับที่เหนือกว่าโซนตกชั้นเพียงแค่อันดับเดียวเหมือนกันก่อนที่จะเจอกับทีมจากลอนดอนเหนือ โดยในตอนนั้นเป็นสเปอร์สไม่ใช่อาร์เซนอลที่พวกเขาจะต้องเจอในวันเสาร์นี้ อย่างไรก็ดีมูรินโญก็คงหวังว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อ “สิงโตน้ำเงินคราม” บุกไปขย้ำ “ไก่เดือยทอง” ถึงไวท์ฮาร์ทเลน 3-1 ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่จุดเปลี่ยนของฤดูกาลในภายหลังก็ตาม เมื่อในสัปดาห์ถัดมาพวกเขาปราชัยต่อน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ของ ไบรอัน คลัฟ แบบยับเยิน 6-2 ก่อนที่จะตกรอบลีกคัพในอีกไม่กี่วันหลังจากนั้นด้วยน้ำมือของยอร์ค

อย่างไรก็ดีพวกเขาก็ยังจบฤดูกาลด้วยอันดับ 14 และรอดตกชั้นซึ่งสร้างความดีใจให้แก่สาวกเชลซีที่มีจำนวนขึ้นๆลงๆมาตลอดทั้งซีซั่น แต่ถ้าเป็นตอนนี้คงมีแฟนๆจำนวนมากที่คงไม่ให้อภัยเป็นแน่หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีก

More features every day on FFT.com

Topics