อัฟชิน ก็อตบี : ชายผู้เตรียมนำ “สายฟ้า” กลับคืน “ปราสาท”

อเล็กซานเดร กาม่า ชื่อนี้กลายเป็นอดีตทันทีหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวในเกมที่ลีโอ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะพา “ปราสาทสายฟ้า” บุกไปชนะบางกอกกล๊าส 2-0 ก็ตาม 

แม้พาทีมคว้า 5 แชมป์เมื่อปีก่อน แต่ด้วยผลงานในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก อีกทั้งในลีกก็โดนเมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมคู่ปรับทิ้งห่าง 8 แต้ม คือสิ่งที่ยากจะมองข้าม

“ปรัชญาการทำงานของสโมสรต้องก้าวขึ้นไปข้างหน้า” นี่คือสิ่งที่ท่านประธานสโมสร เนวิน ชิดชอบ ได้ลั่นวาจาไว้ นั่นทำให้โค้ชคนใหม่ที่เข้ามาแทนกุนซือชาวบราซิเลียนจะต้องมีโปรไฟล์ที่ดีกว่า

อาฟชิน ก็อตบี้ อดีตกุนซือทีมชาติอิหร่าน และชิมิสุ เอส-พัลส์ คือ ชายที่เดินเข้ามา เขาเข้ามาพร้อมกับความหวังของทุกคนว่า “สายฟ้า” ที่ร้อนแรงจะกลับสู่ “ปราสาท” แห่งนี้ อีกครั้ง...และ นี่ คือ เรื่องราวของเขา

จุดเริ่มต้นสู่วิถี “คนลูกหนัง”

ปี ค.ศ. 1979 กรุงเตหะราน, ประเทศอิหร่าน... ดินแดนแห่งศาสนาอิสลามเกิดการปฏิวัติศาสนาครั้งใหญ่ อาฟชิน ก็อตบี ซึ่งเป็นลูกชายของคุณครูในอิหร่าน ได้ย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกากับคุณพ่อตอนอายุ 13 ปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชาติได้ไม่นาน...

ณ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ทำให้เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง เพราะแคลิฟอร์เนีย รัฐที่เขาอาศัยอยู่เป็นเพียงไม่กี่แห่งของสหรัฐอเมริกาที่มีวัฒนธรรมลูกหนังในขณะนั้น...

“ผมรู้สึกโชคดีมากที่พบความชอบของตัวเองตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ทันทีสัมผัสบอลเป็นครั้งแรก ผมก็อยากเป็นนักฟุตบอล ผมเริ่มต้นเตะฟุตบอลพลาสติกในเตหะราน ตอนนั้นผมเด็กกว่าคนอื่นแต่ก็พยายามจะแสดงให้เห็นว่าผมเล่นดีกว่าพวกเขาเสมอ”

“การอาศัยอยู่ในเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย ทำให้ผมได้รับวัฒนธรรมฟุตบอลมามากมาย ผมรู้สึกโชคดีที่อยู่ห่างจากสนามโรส โบลว์ แค่ 15 นาที และได้เห็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเล่นในเอ็นเอเอสแอล ไม่ว่าจะเป็น เปเล่, เบคเค่นบาวเออร์, ครัฟฟ์ และคนอื่นๆ”

ก็อตบี เล่นฟุตบอลในระดับมัธยมปลายที่เกลนเดล ไฮสคูล (โรงเรียนเดียวกับ ราล์ฟ วินเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง เอ็กซ์-แมน และ แฟนทาสติก โฟร์) ก่อนจะติดทีมมหาวิทยลัยของยูซีแอลเอ สถาบันการศึกษาชื่อดังระดับโลกและศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งขณะนั้นเอ็นเอเอสแอลได้ล่มสลายในปี ค.ศ. 1984 (จนเป็นจุดกำเนิดของเอ็มแอลเอสในอีก 9 ปีต่อมา) ทำให้นักฟุตบอลมหาวิทยาลัยเหลือทางไปต่อน้อยเหลือเกิน แต่การขึ้นมาเป็นโค้ชดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

"ตอนที่ผมเล่นทีมชายของยูซีแอลเอ ผมมีโอกาสได้เป็นเฮดโค้ชให้กับทีมหญิง ซึ่งการสอนผู้หญิงเกี่ยวกับฟุตบอลมันได้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของแรงขับภายในทีม,​ การสื่อสาร และการบริหารคน… ทำให้การโค้ชชิ่งกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผมมากกว่า”

“ผมเชื่อว่าฟุตบอลมันเป็นเรื่องของการเอนเตอร์เทนคนดูด้วยการเล่นอันน่าตื่นตาตื่นใจพร้อมกับคว้าชัยชนะอย่างมีสไตล์ ทุกๆแมตช์จะต้องสร้างอารมณ์ร่วมและความทรงจำที่ติดตราตรึงใจ ซึ่งฟุตบอลที่มีสไตล์จะต้องมาก่อนความแข็งแกร่งหรือว่าคุณภาพของนักเตะ”

หลังจากจบการศึกษาเจ้าตัวก็ทำหน้าที่เป็นโค้ชตามไฮสคูลและมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเคยคุมวอลเล่ย์ อีเกิ้ลส์ ทีมในระดับดิวิชั่น 3 ของสหรัฐฯในปี 1997 ขณะเดียวกันก็ยังรับงานเป็นผู้ฝึกสอนของอเมริกัน โกลบอล ซอคเก้อร์ สคูล (เอจีเอสเอส) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนฟุตบอลที่ส่งเด็กไปแข่งในยุโรปทุกๆซัมเมอร์เพื่อพัฒนาฝีเท้า และส่งออกนักเตะ โดย จอห์น โอไบรอัน อดีตกองกลางทีมชาติสหรัฐของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ แลนดอน โดโนแวน เคยกล่าวชมว่า “เป็นนักเตะอเมริกันที่ฝีเท้าดีที่สุด” ก็มาจากการปลุกปั้นของเขาคนนี้

และที่นี่เองที่ทำให้เขารู้จักกับ โบร่า มิลูติโนวิช กุนซือจอมพเนจรที่เคยพาเม็กซิโก, คอสตาริกา, สหรัฐอเมริกา, ไนจีเรีย และจีนผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จนกลายมาเป็นเพื่อนสนิทในเวลาต่อมา และก็เป็นก็อตบีที่ทำให้มิลูติโนวิชได้งานเป็นกุนซือทีมชาติอิรักโดยการให้เบอร์เอเย่นต์ไป

ด้วยความเป็นคนคิดบวกและคุณภาพที่มีในตัวของเขา ทำให้ สตีฟ แซมป์สัน กุนซือทีม “พญาอินทรี” อดีตโค้ชยูซีแอลเอสมัยที่เขายังเล่นอยู่ ดึงตัวไปเป็นสต๊าฟฟ์ทีมชาติสหรัฐฯ ในฐานะแมวมอง… นั่น คือ จุดเริ่มต้นที่เขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองจากความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้กับฟุตบอลอย่างเต็มที่

โบร่า มิลูติโนวิช เพื่อนสนิทของเขาผู้เคยพา 5 ทีมไปเล่นฟุตบอลโลก

แมวมองสมองกล...คนคอมพิวเตอร์

อาฟชิน ก็อตบี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแมวมองและสต๊าฟฟ์ฝ่ายเทคนิคของอเมริกาชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส และในทัวร์นาเม้นต์นั้นเอง ทำให้เขาพบกับช่วงเวลาอันน่ากระอักกระอ่วนใจที่สุดในชีวิต เมื่อสหรัฐและอิหร่านต้องโคจรมาพบกันเองในเกมสำคัญของกลุ่ม เอฟ เมื่อทั้งคู่ต่างแพ้มาก่อนในนัดแรก

“ผมรู้ว่ามันเป็นเกมที่มีความหมายมากสำหรับชาวอิหร่านทั่วทุกมุมโลก มันเป็นวันที่ยากลำบากสำหรับผม ใจหนึ่งผมก็รักประเทศของผม แต่อีกใจหนึ่งผมก็ต้องทำหน้าที่อย่างมืออาชีพให้กับทีมชาติสหรัฐ”

“ตอนที่เอสติลี่ทำประตูได้ผมไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ผมได้แต่นั่งแล้วก็ได้แต่เหม่อมอง”

ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะของอิหร่าน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็กอดคอกันตกรอบเมื่อต่างแพ้ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม

หลังจากนั้นเขาก็กลับไปทำหน้าที่ฝึกสอนเด็กในเอจีเอสเอสต่อ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2000 เขาก็ได้รับโทรศัพท์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อปลายสายเป็น กุส ฮิดดิ้งก์ กุนซือทีมชาติเกาหลีใต้ในขณะนั้นที่ต้องการคนมาวิเคราะห์วีดิโอ โดยจ้าง ก็อตบี ด้วยสัญญา 18 เดือนด้วยกัน

“ตอนที่เรากำลังเตรียมตัวเพื่อฟุตบอลโลกปี 2002 ผมได้ใช้เทคโนโลยีสร้างโมเดลทางแทคติกของทุกทีมในกลุ่มของเราขึ้นมา เพื่อทำการวิเคราะห์ทีมของเราและฝั่งตรงข้ามเพื่อทำให้เกาหลีมีความได้เปรียบในฟุตบอลโลก ผมเป็นโค้ชที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบ 100% ในการพัฒนาฟอร์มของแต่ละคนรวมถึงของทั้งทีม ขณะเดียวกันโบร่าก็ยังให้ผมเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคเพื่อแนะนำโปรแกรมการโค้ชชิ่งรุ่นใหม่กับทีมชาติจีนด้วย”

“หรือตอนที่มาสเตอร์ โค้ช โปรแกรมพัฒนาขึ้นเพื่อทำการวิเคราะห์ภาพวีดิโอในเกมถูกนำมาใช้ในทีมชาติสหรัฐเมื่อต้นปี 1998 ผมก็ได้รับมอบหมายจาก สตีฟ แซมป์สัน ให้ใช้โปรแกรมนี้ช่วยเหลือทีม แล้วผมก็พัฒนาขึ้นมากในการใช้เทคโนโลยีพวกนี้พัฒนานักเตะและทีมเพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก”

ซึ่งหลังจากเป็นส่วนหนึ่งที่พาทัพ “โสมขาว” คว้าอันดับ 4 ได้ 2 สัปดาห์ เขาก็เข้ามารับงานเป็นผู้ช่วยโค้ชให้กับซูวอน บลูวิงส์ โดยทำหน้าที่วิเคราะห์ฟอร์มการเล่นทางวีดิโอเป็นหลัก

“ผมจะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการวิเคราะห์หลังจบแมตช์ และระหว่างเกมก็จะมีวีดิโอที่ถ่ายฟอร์มการเล่นเอาไว้เพื่อใช้บรีฟช่วงพักครึ่ง ซึ่งคนที่จะประสบความสำเร็จในการวิเคราะห์ได้นั้นจะต้องมีความรู้, ประสบการณ์ และเซ้นส์เกี่ยวกับฟุตบอล รวมถึงความสามารถในการผนวกสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน ก็เหมือนกับเชฟเวลาทำอาหารนี่แหละ”

“ผมมีประสบการณ์อันยอดเยี่ยมกับโค้ชชาวเกาหลีผู้ยิ่งใหญ่ 2 คนที่ซัมซุง (ซูวอน บลูวิงส์) คิม โฮ กับ ชา บุม กุน ผมพูดภาษาเกาหลีไม่ได้ ดังนั้นชาเลยเป็นคนคุยกับนักเตะ จากนั้นก็มาแปลให้ผมเป็นภาษาเยอรมันแบบแปร่งๆ ผมเลยต้องพยายามแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษตามความเข้าใจของผมเอง จนบางครั้งมันก็เข้าใจไปคนละอย่างเหมือนกัน!”

หลังจากทำงานในแดนโสมมา 3 ปีเศษ เจ้าตัวก็กลับไปยังอเมริกาอีกครั้ง เพื่อรับงานตำแหน่งเดียวกันกับแอลเอ แกแลคซี่

“ตอนนั้น สตีฟ แซมป์สัน เป็นโค้ชอยู่ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจมาก เพราะเราคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ผมคิดว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายล่ะมั้งที่แกแลคซีชนะหลายๆแมตช์ติดๆกันและคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการได้” 

แต่การเดินทางในวิถีลูกหนัง... ไม่มีใครรู้ว่าต้องเดินไปทางไหนต่อ และในที่สุด หลังจากบ้านกว่า 30 ปี เขาได้กลับสู่มาตุภูมิอีกครั้ง... 

-ติดตามเรื่องราวชีวิตกุนซือของ อัฟชิน ก็อตบิ ได้ในหน้าถัดไป-