ใจกลางความเจ็บปวด: 5 เหตุผลที่ทำให้โรนัลโด้ฟอร์มฝืดในยูโร 2016

ทั้งที่โปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกยูโร 2016 แต่มันก็ไม่ใช่ทัวร์นาเม้นต์ที่ดีของ 'ซีอาร์เซเว่น' เลยจนถึงตอนนี้ และ ธอเร่ โฮกสตัด คอลัมนิสต์ของเราจะสืบหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา...

จนถึงตอนนี้ เวลส์อาจรู้สึกปลอดภัยในการเจอกับโปรตุเกสที่ต่อให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะมีโอกาสยิง 17 ครั้ง แต่เชื่อสิว่าคงไม่เป็นประตูเลยสักครั้ง ไม่ว่า คริส โคลแมน จะเชื่อมั่นในบัญญัติไตรยางศ์ดังกล่าวหรือไม่ในเกมรอบรองชนะเลิศคืนวันพุธนี้ ตัวเลขดังกล่าวก็ยังชี้ว่าโรนัลโด้มีผลงานอันน่าผิดหวังในยูโรอยู่ดี

ขณะที่กัปตันฝอยทองวัย 31 กะรัตขึ้นชื่อเรื่องการหาโอกาสยิง แต่ผลงานสองประตูจากความพยายาม 36 ครั้งก็ถือว่าเจ้าตัวใช้เปลืองสิ้นดี โดยมีแค่เกมเดียวที่เจ้าตัวทำสกอร์และแอสซิสต์ได้ก็คือเกมกับฮังการี

แม้บางคนจะยกย่องเขาเป็นผู้กอบกู้ในนัดที่โปรตุเกสเสมอกับขุนพลแม็กย่าร์ 3-3 ช่วยให้ทีมผ่านเข้ารอบหวุดหวิด แต่เจ้าตัวก็พลาดโอกาสหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดโทษนัดที่เสมอกับออสเตรีย

Cristiano Ronaldo vs Austria at Euro 2016

การพลาดโอกาสในเกมกับไอซ์แลนด์ออสเตรีย ทำให้โปรตุเกสเน้นสุดๆในเกมกับฮังการี

 จนมาถึงรอบน็อคเอาท์ก็ไม่ต่าง ถึงแม้ว่าการเหมาคนเดียวสองประตูในเกมกับฮังการีจะทำให้เจ้าตัวตามหลัง มิเชล พลาตินี่ ผู้นำในชาร์ทดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของยูโรที่ยิงไป 9 ประตูแค่เพียงลูกเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ช่วยให้เขาทำประตูได้เพิ่มในเกมกับโครเอเชียและโปแลนด์เลย จึงเป็นที่น่าประหลาดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของบัลลงดอร์ 3 สมัยที่ยิงไป 35 ประตูในลา ลีกา และอีก 16 ลูกในแชมเปี้ยนส์ ลีก

1. ไม่มีกองหน้าอาชีพช่วยซัพพอร์ท

หนึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเกมรุกของโปรตุเกสก็คือ ที่เรอัล มาดริดนั้น โรนัลโด้จะยืนอยู่ทางกราบซ้ายในระบบ 4-3-3 ซึ่งนี่คือบทบาทที่ชื่นชอบของเขา เพื่อที่ว่าตัวเองจะได้มองเห็นเกมกว้างขึ้นและมีเวลาวิ่งเข้าเขตโทษ นั่นทำให้ คาร์โล อันเชลอตติ ที่ส่วนตัวแล้วชอบระบบ 4-4-2 ก็ต้องมาปรับเป็น 4-3-3 เพราะโรนัลโด้จะรู้สึกอึดอัดทันทีที่ตัวรับบทเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า

แต่ต่อให้เป็น  4-4-2 อย่างน้อยเขาก็ต้องมีพาร์ทเนอร์ ที่เรอัล คาริม เบนเซม่า จะเป็นคนวิ่งป่วนกองหลังเพื่อแผ้วถางทางให้โรนัลโด้ ซึ่งการวิ่งทำทางที่คลาสสิคก็คือดาวเตะเฟร้นช์แมนจะวิ่งฉีกออกข้างแล้วให้ซีอาร์เซเว่นวิ่งตัดเข้าในเพื่อจบสกอร์

ส่วนทีมชาติโปรตุเกสนั้น โรนัลโด้แทบจะไม่เจออะไรอย่างที่ว่าเลย จากการที่โปรตุเกสนั้นขาดแคลนศูนย์หน้าระดับท็อปมาอย่างยาวนาน ทำให้โค้ช แฟร์นานโด ซานโตส ต้องขยับนานี่ไปเล่นแบบเบนเซม่าด้วยการวิ่งป่วนเพื่อซัพพอร์ทโรนัลโด้ แต่ผลงานกลับต่างกันสิ้นเชิง

โดยในเกมกับโครเอเชีย พลพรรคตาหมากรุกปล่อยให้โรนัลโด้ได้บอลในกรอบเขตโทษแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ขณะที่ในเกมกับโปแลนด์นั้นจบลงที่เขาต้องรอคอยลูกครอสแทนที่จะเป็นการบุกจากแนวลึก นั่นทำให้เป็นการง่ายที่จะประกบเขา แม้เจ้าตัวจะมีโอกาสหลายหน แต่ถ้ามีศูนย์หน้าระดับคุณภาพก็น่าจะทำให้ผลงานของเขาดีกว่าที่เห็นแน่นอน

2. รอคนมาป้อนให้อย่างเดียว

ปัจจัยอีกอย่างก็คือการเปลี่ยนแปลงของโรนัลโด้ในฐานะนักเตะ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่เจ้าตัวเปลี่ยนไปจากจอมเลื้อยสุดพริ้วไปเป็นตัวจบสกอร์ที่ทรงพลัง ทำให้ความสามารถเฉพาะตัวลดลงไป

และในยูโร เขาเลี้ยงบอลผ่านเพียงแค่สองหนเท่านั้นจาก 5 เกม ซึ่งตอนนี้สไตล์การเล่นของเขามีทางเลือกอยู่แค่การจ่ายบอลง่ายๆในแนวลึกกับวิ่งทำทางในกรอบเขตโทษ ซึ่งมันเอื้อต่อสัญชาตญาณการเป็นดาวยิงของเขา ทำให้เจ้าตัวสามารถสลัดหลุดตัวประกบได้แม้แต่ในวันที่ฟอร์มตก

และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เมื่อได้การป้อนบอลให้ดี ก็จะยิงได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าไม่ โรนัลโด้ก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย 

ไม่เหมือน ลิโอเนล เมสซี่ และ แกเร็ธ​เบล ที่เลี้ยงบอลผ่านได้ทีละ 4-5 คน หรือไม่ก็เป็นคนบรรเลงเกมรุกด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกันคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมก็มีส่วน เมื่อโปรตุเกสมีนักเตะที่ด้อยกว่ามาดริด ซึ่งนี่ทำให้เจ้าตัวเงียบเป็นเป่าสากในเกมกับโครเอเชีย โดยมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และเขาก็แสดงอาการไม่พอใจที่เพื่อนร่วมทีมไม่สามารถผ่านบอลหรือครอสมายังจุดที่ต้องการอยู่หลายครั้งแล้วในทัวร์นาเม้นต์นี้

3. ความมั่นใจถดถอย

ความมั่นใจคือสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ ทุกคนๆต้องการความมั่นใจและโรนัลโด้ดูจะขาดมันไปในยูโรหนนี้ ดูจากการพลาดจุดโทษหรือไม่ก็ลูกโหม่งเหน่งๆหลุดกรอบในรอบแบ่งกลุ่มก็ได้ เช่นเดียวกับการหวดวืดในระยะไม่กี่หลาในเกมกับโปแลนด์

บรรดายอดนักเตะต่างพึ่งสัญชาตญาณในสถานการณ์ดังกล่าว แต่โรนัลโด้กลับดูไม่มั่นใจซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติสำหรับเขา

ที่จริงโรนัลโด้ก็เคยเจอกับภาวะปืนฝืดมาก่อนหน้านี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน เขายิงไม่ได้มา 3 เกมและนั่นก็คือช่วงที่เขาใช้โอกาสเปลืองที่สุดช่วงหนึ่งในอาชีพค้าแข้ง

โดยในนัดที่เจอกับมาลาก้าในบ้าน เขามีโอกาสส่อง 14 หนแต่ไม่เป็นประตู ซึ่งแฟนบอลในซานติอาโก้ เบร์นาเบว ต่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเขาจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งในแมตช์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในสามเกมลีกของฤดูกาล 2015/16 ที่โรนัลโด้มีโอกาสยิง 10 ครั้งขึ้นไป แต่ทั้งสามเกมนั้นเขาทำประตูไม่ได้เลย

4. ความคมลดลง

อีกจุดหนึ่งที่น่ากังขาก็คือความน่ากลัวในการทำประตูของโรนัลโด้นั้นลดลงหรือไม่

เพราะจากตัวเลข 35 ประตูนั้นดูน่าประทับใจก็จริง แต่มันมาจากความพยายามทั้งสิ้น 227 ครั้ง มากกว่าคนอื่นในลีกระดับท็อป 5 ของยุโรปถึง 45 ครั้งด้วยกัน ถ้าคิดเฉพาะในกรอบเขตโทษเขาก็ยังมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 130 ครั้ง มากกว่าอันดับ 2 อย่าง กอนซาโล่ อิกวาอิน 9 หน

ซึ่งถ้าคิดเป็นค่าเฉลี่ยเขาจะใช้โอกาสในกรอบเขตโทษ 3.71 ครั้งจึงจะยิงเข้าสักลูก ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ด้อยประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับตัวจบสกอร์คมๆในซีซั่นนี้ อย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6

ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าโรนัลโด้มาตรฐานตกลงจากที่เคยทำได้ ซึ่งค่าเฉลี่ย 3.71 ถือว่าแย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในชีวิตของเขานับตั้งแต่ย้ายมาเรอัล มาดริด เมื่อปี 2009 โดยแย่สุดอยู่ที่ 3.84 ในซีซั่น 2013/14 ส่วนสถิติที่ดีที่สุดอยู่ที่ฤดูกาล 2014/15 เมื่อเจ้าตัวทำได้ 48 ประตูในลีกจากความพยายาม 115 ครั้งในกรอบเขตโทษคิดเป็นตัวเลขอันน่าทึ่งถึง 2.40 เลยทีเดียว

เห็นได้ชัดว่าข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ใช่ทฤษฎีที่แน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดเสียทีเดียว และมันก็ไม่ได้หมายความว่าโรนัลโด้เลยจุดพีคไปแล้วด้วย แต่กลับทำให้เห็นชัดว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทในช่วงนั้นๆมากกว่า

5. อารมณ์เสีย

ไม่ว่าใครก็ตามที่เจออะไรแย่ๆก็มีสิทธิ์น็อตหลุดได้ ไม่เว้นแม้แต่โรนัลโด้ที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

 ซึ่งนอกจากจะหงุดหงิดเรื่องฟอร์มในสนามแล้ว นอกสนามเขาก็หัวเสียด้วยเช่นกัน เมื่อไปวิจารณ์ว่าไอซ์แลนด์ "ใจมด" ก่อนที่จะเขวี้ยงไมโครโฟนนักข่าวโทรทัศน์ของโปรตุเกส โดยพฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งทำให้เขากดดันมากขึ้นไปอีก

จากนั้นโรนัลโด้ก็ทำคนเดียวสองประตูหลังจากเดินผ่านทะเลสาปแห่งนั้น และยังเป็นไปได้น้อยมากที่เขาจะยิงใครไม่ได้เลยหลังจากผ่านไป 3 นัด

ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรโคลแมนก็ต้องระวังซีอาร์เซเว่นไว้อยู่ดี