ได้อย่างเสียอย่าง : สิ่งที่แมนฯยูต้องเดิมพันกับชายชื่อ 'มูรินโญ่'

ดีแคลน วาร์ริงตัน คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูเผยว่า การเข้ามาของกุนซือชาวโปรตุเกสจะทำให้คุณค่าของสโมสรที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สร้างมาในอดีตค่อยๆ เลือนหายไป... 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจดึง โชเซ่ มูรินโญ เข้ามานั่งตำแหน่งกุนซือเพราะต้องการประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกันมันก็มีข้อเสียหลายอย่างตาม นี่คือเหตุผลที่สโมสรเมินแต่งตั้งนายใหญ่ชาวโปรตุกีสตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การเข้ามาของอดีตเฮดโค้ชเชลซีอาจเป็นจุดเปลี่ยนของสโมสร หลังก่อนหน้านี้ต้องพบกับความผิดหวังมาตลอดนับตั้งแต่ในยุคของ เดวิด มอยส์ จนมาถึง หลุยส์ ฟาน กัล

ฝีมือระดับ เดอะ สเปเชียล วัน สามารถเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จของเฟอร์กี้ได้แบบไม่ยากเย็น แต่หลายฝ่ายอยากเห็นเขาทำงานในถิ่น”โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด”ไปนานๆ  ด้วยคาแรคเตอร์อันโดดเด่นอาจทำให้เขาก้าวข้าม 2 บรมกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ของยูไนเต็ดอย่าง เฟอร์กุสัน และเซอร์ แมตต์ บัสบี้ ได้ด้วยซ้ำ

ในทางตรงข้ามยูไนเต็ดอาจได้ผู้จัดการทีมที่พร้อมยอมแพ้กับการล่าแชมป์ได้ทุกเมื่อตลอด 3 ปีต่อจากนี้ เห็นได้จากสมัยที่เขาคุมทีมเชลซีในปี 2007 และเรอัล มาดริดในปี 2013 แต่ก็ต้องเสี่ยงต่อการมีปัญหาหลายอย่างตามมา เช่น ปัญหาความขัดแย้งกับคนรอบตัว, การมีปากเสียงกับกรรมการ หรือ การซื้อตัวที่ไม่ไม่ถูกใจแฟนบอล โดยสโมสรคงภาวนาไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ซึ่งเราจะได้เห็นกันเมื่อเขาเข้าทำงานตั้งแต่วันแรก

Jose Mourinho

นอกจากมูรินโญจะนำความสำเร็จมาสู่สโมสรแล้ว เขายังนำข้อกังหาหลายๆ อย่างเข้ามาด้วย

อัจฉริยะก็พลาดได้

เชลซีได้เงินจากการขาย ดิยาร่า และ เดอ บรอยน์ รวมกันแค่ 23 ล้านปอนด์ ทว่านักเตะ 2 รายนี้กลับถูกขายต่อด้วยค่าตัวรวมกันถึง 75 ล้านปอนด์ ขณะที่ ซาฮิน, มาต้า และ ลูกากู ต่างโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่

คำถามที่หลายคนคงอยากรู้คำตอบจากมูรินโญคือ เขาวางแผนเสริมทัพอย่างไรในเมื่อแมนฯยูฯมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว เพราะนี่คือก้าวแรกที่สำคัญซึ่งเปรียบเหมือนกุญแจพาไปสู่ความสำเร็จได้

แม้กุนซือชาวโปรตุกีสผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า เขาเป็น 1 ในผู้จัดการที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคนี้ กระนั้นเขาคงไม่สามารถทำทีมปีศาจแดงด้วยนักเตะเท่าที่มีได้ เนื่องจากผู้เล่นหลายคนทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐานตั้งแต่ในยุคของฟานกัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งปราการหลังตัวกลางและแบ็คขวา มูรินโญควรหาผู้เล่นเข้าเสริมหากต้องการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ดังนั้นทุกคนมั่นใจได้เลยว่า คงมีการซื้อตัวผู้เล่นทั้งดีและแย่เกิดขึ้นในยุคนี้แน่นอน เพราะทั้งหมดนี้คือการปรับทีมเพื่อไล่ล่าแชมป์ให้ได้เร็วที่สุด

เดอะ สเปเชี่ยล วัน เคยปล่อยตัวนักเตะชื่อดังมากมาย ทั้ง ลาสซานา ดิยาร่า, นูริ ซาฮิน, ฮวน มาต้า, โรเมลู ลูกากู และ เควิน เดอ บรอยน์ จนถูกแฟนบอลวิจารณ์หลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาจะถูกตัดสินจากจำนวนถ้วยแชมป์ที่คว้าได้ ส่วนเฟอร์กี้นั้นไม่เพียงแค่เลือกผู้เล่น 11 คนแรก แต่เขายังพยายามสร้างทรัพยากรป้อนสโมสรให้มากที่สุดและขายนักเตะในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น นี่คือความแตกต่างทางแนวคิดอย่างสิ้นเชิงของ 2 สุดยอดกุนซือ

Juan Mata

ตอนที่มูรินโญคุมเชลซีอยู่ เขาจัดการขาย ฮวน มาต้า ให้กับแมนฯ ยู ทำให้ตอนนี้มาต้าเสี่ยงที่จะถูกขายทิ้งอีกครั้ง

เชลซีได้เงินจากการขาย ดิยาร่า และ เดอ บรอยน์ รวมกันแค่ 23 ล้านปอนด์ ทว่านักเตะ 2 รายนี้กลับถูกขายต่อด้วยค่าตัวรวมกันถึง 75 ล้านปอนด์ ขณะที่ ซาฮิน, มาต้า และ ลูกากู ต่างโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งจริงๆแล้วพวกเขามีศักยภาพมากพอช่วยยกระดับเกมของสิงห์บลูได้หากไม่ถูกขายทิ้งเสียก่อน

หากลองประเมินทัพนักเตะของยูไนเต็ดชุดปัจจุบัน ผู้เล่นอย่าง เมมฟิส เดปาย, อันเดร เอร์เรร่า, ดาลีย์ บลินด์ และ มาต้า มีโอกาสเป็นนักเตะกลุ่มแรกที่ถูกโละออกจากทีม แต่พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นแข้งระดับคุณภาพ (โดยเฉพาะเดปายที่ยังอายุน้อยและมีความสามารถ) มูรินโญอาจต้องเสียใจกับการตัดสินใจปล่อยนักเตะเหล่านี้ในภายหลังได้

เดิมพันกับสายเลือดใหม่

ถ้าหากถามว่า หลุยส์ ฟาน กัล ทิ้งมรดกอะไรไว้ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดบ้าง คำตอบคงเป็นการปลุกปั้น เจสซี่ ลินการ์ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด จนกลายเป็นขุมกำลังของสโมสร รวมถึงการเค้นฟอร์มเก่งของ คริส สมอลลิ่ง และดึงตัว อองโธนีย์ มาร์กซิยาล มาร่วมทีม

สไตล์การคุมทีมของมูรินโญนั้นมักไม่ค่อยให้โอกาสดาวรุ่งในทีมได้แจ้งเกิด ยกเว้นกรณีของราฟาเอล วาราน ดังนั้นผู้เล่นอย่าง อัดนาน ยานาไซจ์, คาเมรอน บอร์ธวิค-แจ๊คสัน, ทิโมธี่ โฟซู-เมนซาห์ และคนอื่นอาจได้รับโอกาสลงเล่นน้อยกว่ายุคของฟานกัล แต่อาจมีข้อยกเว้นในรายของาร์กซิยาลและแรชฟอร์ด เพราะทั้งคู่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองพอสมควรแล้ว

Marcus Rashford

แฟนบอลยูไนเต็ดบางคนค่อนข้างกังวลกับอนาคตของแรชฟอร์ดภายใต้การกุมบังเหียนของมูรินโญ

แมนฯยูฯมักปั้นดาวรุ่งจากอะคาเดมี่จนขึ้นสู่ทีมใหญ่คนแล้วคนเล่า(ยกเว้นยุคของฟานกัลที่ปล่อยบรรดาลูกหม้อของสโมสรอย่าง แดนนี่ เวลเบ็ค, คริส อีแวนส์, ทอม เคลฟเวอร์ลีย์ และดาร์เรน เฟล็ทเชอร์) ทำให้แฟนบอลต่างคาดหวังว่าสโมสรจะยึดธรรมเนียมปฏิบัตินี้ต่อไป เพราะมูรินโญเป็นกุนซือประเภทยอมใช้บริการเอโต้ในวัย 32 ปี ก่อนดาวรุ่งอย่างลูกากู หรือยืมตัวอเดบายอร์ในวัย 26 ปีมาใช้งาน ทั้งที่มี อัลบาโร่ โมราต้า

เปลี่ยนสไตล์การเล่น

มูรินโญเป็นกุนซือประเภทยอมใช้บริการเอโต้ในวัย 32 ปี ก่อนดาวรุ่งอย่างลูกากู หรือยืมตัวอเดบายอร์ในวัย 26 ปีมาใช้งาน ทั้งที่มี อัลบาโร่ โมราต้า

มูรินโญให้สัมภาษณ์ว่าการเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมปีศาจแดงคืองานที่รอมานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงพร้อมปรับปรัชญาการทำงานของเขาให้เข้ากับรูปแบบของสโมสร ทั้งการเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทนฟุตบอล, การปั้นเยาวชนของสโมสร และที่สำคัญที่สุดคือแนวทางการปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ

มูรินโญเป็นกุนซือที่ชื่นชอบการเล่นเกมรับเป็นพิเศษ (ในขณะที่ฟานกัลเล่นเกมรับเป็นประจำตอนที่ยังคุมแมนฯ ยู) ดังนั้นมันอาจยากหน่อยหากแฟนบอลคาดหวังในตัวกุนซือรายนี้กับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเองในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นผลงานคุมเชลซีในคำรบสองของเขา

หากย้อนกลับไปสมัยที่ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสรสิงห์บลูแยกทางกับมูรินโญเมื่อเดินกันยายน ปี 2007 สาเหตุนั้นคาดว่ามาจากมหาเศรษฐีชาวรัสเซียต้องการฟุตบอลเกมรุกมากกว่าฟุตบอลเกมรับของนายใหญ่เลือดฝอยทอง อย่างไรก็ตาม เขาได้รับโอกาสกลับมาทำงานในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง ครั้งนี้เขาพยายามสร้างทีมเน้นเล่นเกมรุกและเอนเตอร์เทนคนดูตามที่เจ้าของสโมสรต้องการ ทว่าความพ่ายแพ้ต่อสเปอร์ 5-3 ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาเน้นเกมรับตามถนัดทันที (ตอนคุมเชลซีครั้งแรกเขาสร้างทีมโดยมีดัฟฟ์, กุ๊ดยอร์นเซ่น และ ร็อบเบนเป็นกำลังหลัก พร้อมสร้างฟุตบอลที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่แฟนบอลเคยเห็น)

นอกจากนี้เขาได้รับคำสั่งให้ใช้บริการดาวรุ่งของทีมให้มากขึ้น หลังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้กับผู้เล่นจากอะคาเดมี่ของสโมสรให้ลงสัมผัสเกมชุดใหญ่เท่าไหร่นัก เห็นได้จากตอนที่เขาเปลี่ยน รูเบน ลอฟตัส-ชีค ออกตั้งแต่ช่วงพักครึ่ง

ยอมเสี่ยงกับอันตราย

มูรินโญไม่ใช่กุนซือที่เป็นมิตรกับคนอื่นเท่าไหร่นัก เขาเคยก่อวีรกรรมแสบมากมายในอดีต ทั้ง จิ้มตาติโต้ บิลาโนบา สมัยที่เป็นมือขวาของเป็ป กวาร์ดิโอลา, ต่อว่ากรรมการ, ทะเลาะกับสื่อ, มีปัญหากับอิเกร์ กาซิยาส, หมอเอวา คาเนย์โร หรือแม้แต่ยั่วโมโหอาร์แซน เวนเกอร์ โดยเฟอร์กี้เคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาบ้างเช่นกัน แต่เขามียังควบคุมทีมตัวเองให้อยู่ในลู่ทางได้ เช่นเดียวกับ เป็ป กวาร์ดิโอลา ที่เข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่แมนฯ ซิตี้, อาเซน เวนเกอร์, อันโตนิโอ คอนเต้ และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งต่างมีบารมีจนนักเตะยากจะต่อต้าน

Jose Mourinho Pep Guardiola

มูรินโญเตรียมพบกับอริของเขาอย่างกวาร์ดิโอลาอีกครั้ง

ดังนั้นคำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “มูรินโญจะนำความสำเร็จมาสู่แมนฯ ยูได้หรือไม่” แต่ควรเป็น “เมื่อไหร่มูรินโญจะนำความสำเร็จมาสู่แมนฯ ยู” ว่ากันตามตรงคงไม่มีใครรู้คำตอบ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีความแน่นอนเมื่อพิจารณาว่าเขาจะต้องแลกกับอะไรบ้าง

แฟนบอลยูไนเต็ดคงรู้สึกตื่นเต้นกับข่าวลือที่ว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เตรียมย้ายมาล่าตาข่ายในโรงละครแห่งความฝัน แต่หากมองอีกมุมว่าการดึงอิบราที่มีอายุใช้งานอีก 1-2 ปี แลกกับการปล่อย มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวรุ่งไฟแรงวัย 18 ปีออกไป มันคุ้มค่าแล้วหรือ ปีศาจแดงควรยอมสูญเงินหลายล้านปอนด์กับดาวเตะมากประสบการณ์หรือใช้งานดาวรุ่งผู้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่อยากพิสูจน์ตัวเองในระยะยาว หากเขาเลือกประสบการณ์ บางทีในอนาคตถึงเวลาที่มูรินโญจากไป กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาสานต่ออาจต้องถึงขั้นสร้างทีมใหม่ทั้งหมดก็เป็นได้ ซ้ำรอยกับสมัยที่เขาลาออกจาก อินเตอร์ มิลาน ในปี 2010 หลังจากสร้างทีมขึ้นมาจนประสบความสำเร็จมากมายอย่างนั้นหรือ?

การเฝ้าดูคำตอบเรื่องนี้คงจะสนุกน่าดู