ไขข้อข้องใจ : เหตุใด ฮาเมส โรดริเกซ ถึงฟอร์มตกต่ำได้ขนาดนี้?

จากโกลเด้นบอยฟุตบอลโลกและดาวเตะค่าตัวแพง แต่ตอนนี้ ฮาเมส โรดริเกซ กลับตกเป็นตัวสำรองในถิ่น ซานติเอโก้ เบอร์นาบิว ซึ่ง Thore Haugstad คอลัมนิสต์และแฟนบอลเรอัล มาดริดของเรา จะมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุทั้งหมดและอนาคตของเขาต่อจากนี้…

ในเกมลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากับ เรอัล โซเซียดาด นั้น เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโคลอมเบีย ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง เนื่องจาก ซีเนอดีน ซีดาน ตัดสินใจพักตัวหลักไว้รอเล่นเกมแชมเปี้ยนลีกเมื่อวานนี้

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของ ฮาเมส ในเกมดังกล่าว กลับห่วยแตก เหมือนหลายๆเกมก่อนหน้านี้ในซีซั่นนี้ จนถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 73 และที่น่าเจ็บใจก็คือ หลังจากเขาออกจากสนามได้เพียงแค่ 7 นาที ทีมก็มาได้ประตูชัยจนได้

อย่างที่กล่าวไปว่า ผลงานในฤดูกาลนี้ของ ฮาเมส นั้นไม่ดีเอาซะเลย ไม่ว่าจะเป็นในยุคของ ราฟา เบนิเตซ ที่ ดาวเตะหมายเลข 10 ไม่เคยเป็นที่ชื่นชอบ และยิ่งเปลี่ยนมาเป็น ซีดาน สถานการณ์ต่างๆก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะผู้สื่อข่าวที่ใกล้ชิดมาดริดระบุว่า กุนซือหัวเหม่ง ไม่ได้ชื่นชอบ ฮาเมส แต่แรกอยู่แล้ว เช่นเดียวกับ ตำนานชาวโคลอมเบียอย่าง คาร์ลอส วัลเดอร์รามา ที่มองไปในทางเดียวกัน

Zinedine Zidane

ซีดาน ดูไม่ชื่นชอบ ฮาเมส เท่าไร

“คาร์โล อันเชล็อตติ ส่งเขาลงเล่นและทำผลงานได้เยี่ยม จากนั้น เบนิเตซ ก็ยังส่งเขาบ้าง แต่ไม่ใช่กับ ซีดาน” วัลเดอร์รามา กล่าว “ดังนั้นเราจึงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่”

เด็กปั้นอันเช

ทันทีที่ อันเชล็อตติ ถูกปลด ชีวิตของ ฮาเมส ก็ไม่เคยเหมือนเดิม

น่าเหลือเชื่อไม่น้อยที่สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ ฮาเมส เพราะหากมองไปในปีแรกของเขากับ “ราชันชุดขาว” แล้วละก็ มันแทบจะเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว

ในฤดูกาลแรกนั้น ฮาเมส ลงเล่นภายใต้การบัญชาของ อันเชล็อตติ และทำผลงานได้สุดยอดมาก โดย อดีตดาวเตะโมนาโก ยิงไป 13 ลูก พร้อมทำ 13 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 29 เกมลีก

โดย “คาร์ล็อตโต้” ใช้ ฮาเมส ในตำแหน่งตัวรุกตรงกลางในระบบ 4-3-3 หรือปรับมาใช้เขาในตำแหน่งปีกในแผน 4-4-2 ซึ่งไม่ว่าจะเล่นในระบบไหน ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2014 ก็เป็นกำลังหลักในยุคของ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน

Carlo Ancelotti, James Rodriguez

กับ อันเชล็อตติ เจ้านายคู่บุญ

ทว่า ทันทีที่ อันเชล็อตติ ถูกปลด ชีวิตของ ฮาเมส ก็ไม่เคยเหมือนเดิม

อันที่จริง ลือกันว่า ฮาเมส ทำให้ เบนิเตซ นายใหญ่คนใหม่ไม่ค่อยพอใจนักตั้งแต่ก่อนเริ่มซีซั่น เพราะว่า เพลย์เมคเกอร์จากเมืองโคเคน ขอพักเพิ่ม หลังกรำศึกหนักกับทีมชาติมาตลอดสองปีหลัง จนเป็นเหตุให้ ฮาเมส มีส่วนร่วมในช่วงเตรียมทีมก่อนเปิดฤดูกาลเพียงนิดเดียว และ “เอล ราฟา” ก็เลือกดร็อปเขาตั้งแต่นัดเปิดซีซั่นเลย

หลังจากนั้น ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูดีขึ้นบ้าง โดยเกมถัดมากับ เรอัล เบติส ฮาเมส ได้รับโอกาสลงสนาม พร้อมกับทำสองประตูสุดสวยช่วยให้ทีมชนะได้ แต่เหมือนบุญมีแต่กรรมบัง เพราะจากเกมนั้น อดีตดาวรุ่งปอร์โต้ ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ก่อนต้องพักยาว 7 สัปดาห์

หลังจากกลับมา ฮาเมส ยิงได้ทันทีในเกมแรกที่ถูกส่งเป็นตัวสำรองในเกมพิชิต เซบีญ่า 3-2 ก่อนที่เริ่มฟอร์มตก ตั้งแต่เกมพ่าย บาร์เซโลน่า คาถิ่น 0-4 ซึ่ง ดาวเตะทีมชาติโคลอมเบีย ได้เป็นตัวจริง พร้อมเริ่มออกทะเลอย่างเป็นทางการ..

ซิ่งจนหายซ่า

ผลงานในสนามทั้งของทีมและส่วนตัวก็แย่แล้ว ผลงานนอกสนามของ ฮาเมส กลับแย่เข้าไปอีก โดย มีรายงานข่าวว่า จอมทัพรูปหล่อ ถูกตำรวจจับข้อหาขับรถด้วยความสูงถึง 200 กม./ชม. ทั้งที่พื้นที่ตรงนั้นจำกัดความเร็วแค่ 120 กม./ชม. ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ประจวบกับช่วงนั้น เรอัล มาดริด เพิ่งตัดสินใจปลด เบนิเตซ พร้อมกับดัน ซีดาน ขึ้นมาคุมทัพใหญ่ ทำให้เรียกว่า เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของทีมอย่างแท้จริง

ในเกมแรกของ ซีดาน นั้น อดีตบัลลังดอร์ชาวเฟรนช์ เลือกใช้ อิสโก้ ในตำแหน่งตัวทำเกม ซึ่งผลงานของทีมสุดยอดมาก เมื่อพวกเขาถล่ม เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า เละเทะ 5-0 และทำให้ ซีดาน ตัดสินใจยึดทีมชุดเดิมเรื่อยๆ

ฮาเมส มาได้รับโอกาสเป็นตัวจริงครั้งแรกในเดือนถัดมากับ เรอัล เบติส ซึ่งเขาเป็นคนทำประตูเดียวของทีม ช่วยให้ มาดริด ได้ 1 คะแนนออกจากเจ้าถิ่นได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะทำประตูได้ แต่ ฮาเมส ก็โดนวิจารณ์เรื่องรูปร่างที่เริ่มอ้วนขึ้น

Isco

โดน อิสโก้ เบียดตำแหน่งไปแล้ว

และสุดท้ายในอีกหลายเกมต่อมา ซีดาน ก็ได้ทีมที่ลงตัวของเขา ซึ่งก็คือระบบ 4-3-3 โดยมีสามประสาน “BBC” ในแดนหน้า ขณะที่กองกลางประกอบด้วยตัวคุมเกมอย่าง โทนี่ โครส และ ลูก้า โมดริช พร้อมกับมี คาเซมิโร่ คอยปัดกวาดหน้าแผงหลัง ซึ่งนั่นทำให้ ฮาเมส และ อิสโก้ ไม่มีตำแหน่งตัวจริง นอกจากนี้หาก ซีดาน ต้องการแก้เกมแล้ว บ่อยครั้งที่ กุนซือหัวเหม่ง จะใช้บริการของ อิสโก้ มากกว่า ฮาเมส อยู่ดี

นาฬิกาทราย

จนถึงตอนนี้ ฮาเมส กลายเป็นส่วนเกินของทีมเรียบร้อย สังเกตได้จากการที่ ซีดาน ไม่ใช้บริการ จอมทัพหน้าใส ในเกมใหญ่ๆเลย ไม่ว่าจะเป็นเกมในบ้านกับ โวล์ฟสบวร์ก หรือ เกมเยือน แมนฯซิตี้ จะมีก็แค่เกมเมื่อวานที่ ฮาเมส ได้ลงสนามแทน อิสโก้ ในนาทีที่ 67 แต่ผลงานตลอดทั้งเกม กลับไม่เข้าตา โดยเฉพาะช่วงทดเวลาบดเจ็บที่ ดาวเตะระดับโลกอย่างเขายิงพลาดแบบไม่ได้ลุ้นอะไร

พวกเขาทั้งต่างกันและความจริงที่ว่าเขา(ฮาเมส)ไม่ได้ลงสนามในตอนนี้ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความคิดของผมต่อทั้งคู่ แต่ที่ผมบอกได้ก็คือ การเปลี่ยนผู้จัดการ เป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับเขาเลย”

- วิลสัน โรดริเกซ (พ่อของฮาเมส)

ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พ่อของ ฮาเมส อย่าง วิลสัน โรดริเกซ เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงความแตกต่างของ อันเชล็อตติ และ ซีดาน มาก่อน

“พวกเขาทั้งต่างกันและความจริงที่ว่าเขา(ฮาเมส)ไม่ได้ลงสนามในตอนนี้ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความคิดของผมต่อทั้งคู่” วิลสัน กล่าว “แต่ที่ผมบอกได้ก็คือ การเปลี่ยนผู้จัดการ เป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับเขาเลย”

ซึ่งสิ่งที่พ่อของ ฮาเมส พูดเรื่องจริง เพราะจากสถิติก่อนเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาจะพบว่า จอมทัพเบอร์10 ได้เล่นในยุคของ ซีดาน น้อยกว่ายุคของ ราฟา พอสมควร

โดย ฮาเมส มีโอกาสเล่นเมื่อ เบนิเตซ เป็นผู้จัดการทีมที่ 56.5% ของเวลาการแข่งขันทั้งหมด ขณะที่เมื่อเปลี่ยนเป็น ซีดาน โอกาสของเขา กลับลดลงเหลือแค่ 46% เท่านั้น ซึ่งนั่นส่งผมให้ผลงานโดยรวมของ ดาวเตะรูปหล่อ เหลือแค่ ยิง 7 จ่าย 7 จาก 24 เกมลีกเท่านั้น ซึ่งแทบจะลดลงครึ่งต่อครึ่งจากเมื่อปีที่แล้ว

Rafa Benitez

ขนาดยุคราฟาที่ไม่ค่อยได้ลง มาเจอ ซีดาน ยิ่งหนักกว่า

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำให้ไม่ถูกเลือกเป็นตัวจริง โดยเฉพาะเรื่องนอกสนามที่กล่าวไป อีกทั้งในเกมเยือน โวล์ฟสบวร์ก กล้องจับภาพที่ ฮาเมส กำลังหัวเราะกับเพื่อนๆตอนอบอุ่นร่างการ ทั้งๆที่ตอนนั้น มาดริด กำลังโดนนำถึงสองลูก

“ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้” ซีดาน กล่าวหลังเกมในตอนนั้น “มันเป็นฉากที่ไม่มีใครชอบหรอก นี่คือเรื่องที่ยากลำบากและเขาก็รู้ และเขาจำเป็นจะต้องเรียนรู้จากเรื่องเหล่านี้”

เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า เวลาของ ฮาเมส เหลือไม่มากแล้ว และหาก สุดหล่อ ยังไม่รีบปรับปรุงตัวทั้งผลงานในสนามและนอกสนาม รับรองว่า ปีหน้า เราอาจไม่ได้เห็นเขาในถิ่น ซานติเอโก้ เบอร์นาบิว แล้วก็ได้ เพราะผลงานของ “ราชันชุดขาว” ในตอนนี้ก็กำลังติดลม และแสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมี ฮาเมส ในทีมก็ได้

ว่าแล้ว ย้ายมา แมนฯยูไนเต็ด ไหมละครับ? (ฮา)