ใครขึ้น - ใครลง? : เช็คพัฒนาการแรงกิ้งฟีฟ่า 11 ชาติอาเซียนรอบ 4 ปีหลังสุด

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เพิ่งประกาศการลงตำแหน่งจากหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย… ท่ามกลางกระแสความเห็นที่แตกต่างกันออกไปของแฟนบอล  

ยอมรับกันอย่างเป็นรูปธรรมว่า ในแง่ของรางวัลความสำเร็จ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ นำมาให้กับทีมชาติไทยมากมาย นับตั้งแต่ปี 2013 ที่เขาเริ่มเป็นโค้ชทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี… ทุกๆ การแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ทีมชาติไทยประสบความสำเร็จ ทั้งหมด ภายใต้การนำทัพของอดีตกองหน้าจอมตีลังกา แต่แรงกิ้งฟีฟ่าตลอด 4 ปีหลังสุดของไทยที่มี “โค้ชซิโก้” เป็นกุนซือล่ะ?

ทุกคนทราบดีว่า หากเกมฟุตบอลแมตช์ใดก็ตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) รับรองผลการแข่งขัน เกมนั้นจะมีความหมายทันที มันจะไม่ใช่แค่การอุ่นเครื่อง หรือเตะกันเล่นๆ พอให้ได้เหงื่อไว้ออกกำลังกาย เพราะหากมันมีผลให้เกิดการคำนวณคะแนนของ “ฟีฟ่า แรงกิ้ง” ที่เอาไว้สำหรับจัดอันดับโลก กีฬาฟุตบอล ประเภทชาย ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มันก็จะมีผลโดยตรงต่อการแบ่งกลุ่มการแข่งขัน ในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก ของปีต่างๆ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะแมตช์ใดก็ตาม แม้จะเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่อง แต่หากฟีฟ่า รับรองผลการแข่งขัน “ทุกเกม มีความหมายเสมอ”

ในส่วนของภูมิภาค “อาเซียน” นั้น ทีมชาติไทย มีทั้งคู่รัก และคู่แค้น ร่วมภูมิภาคนี้ทั้งหมด 11 ชาติ โดยมี 6-8 ประเทศที่ต่างก็ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการเดินหน้าพัฒนาวงการฟุตบอลของชาติตัวเอง เพื่อให้ก้าวหน้าขึ้นไปจากแค่ระดับอาเซียน ไปสู่ระดับเอเชีย ทั้งในแง่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากทัวร์นาเมนต์ต่างๆ และตัวเลขแรงกิ้งฟีฟ่า สูงขึ้น

ยิ่งล่าสุด ทัวร์นาเมนต์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในปี 2016 ที่จัดการแข่งขันโดยสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) ได้กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีการคิดคะแนน ฟีฟ่า แรงกิ้ง ในแบบทัวร์นาเมนต์นานาชาติ แล้ว ไม่ใช่คิดคะแนนในรูปแบบลักษณะของเกมกระชับมิตรเหมือนเก่า เพราะศึกชิงจ้าวอาเซียนได้ถูกขยับขึ้นมาเป็นการแข่งขันในระดับ “Category A Tournament” ของฟีฟ่าเรียบร้อยแล้ว นั่นก็แสดงให้เห็นว่า “วงการฟุตบอลอาเซียน” มีความตั้งใจในการพัฒนาไปด้วยกันในภาพรวมตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ตารางแสดงอันดับโลกประจำเดือนมีนาคม ย้อนหลัง 5 ครั้ง ของทีมชาติในภูมิภาคอาเซียน ตามประกาศของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเจาะรายละเอียดไปที่แต่ละทีมชาติในภูมิภาคอาเซียน ว่ามีการพัฒนาไปในทิศทางใด ขึ้นหรือลง มากน้อยต่างกันแค่ไหน โดยใช้ตัวเลขแรงกิ้งฟีฟ่าในเดือนมีนาคม ตั้งแต่ปี 2013-2017 เป็นจำนวน 5 ครั้ง ก็จะเห็นได้ว่า

ชาติที่เกิดการพัฒนามากที่สุด นั่นคือ “ฟิลิปปินส์” ที่ค่อยๆ ไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ จากอันดับ 145 เมื่อปี 2013 ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันอยู่ในอันดับ 124 ซึ่งหมายความว่า กระโดดขึ้นมาถึง 21 อันดับเลยทีเดียว พร้อมทั้งยึดตำแหน่งเบอร์หนึ่งของอาเซียนได้สำเร็จ ทั้งที่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ยังอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคนี้อยู่เลย

ส่วน “ทีมชาติไทย” ถือว่ามีกราฟขึ้นสุดลงสุดแล้วแต่ช่วง โดยเมื่อปี 2013 ทีมชาติไทย เริ่มต้นที่อันดับ 135 ก่อนจะตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 148 ในปี 2014 และอันดับที่ 142 ในต้นปี 2015

โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม อันดับโลกของทีมชาติไทย ดิ่งกราวรูดอย่างหนัก สู่อันดับที่ 165 เป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย และกลายเป็นอันดับที่ 8 ของภูมิภาคอาเซียน ต่ำกว่า ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, เมียนมาร์, ลาว, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ สิงคโปร์ ทั้งที่ทีมชุดยู-23 ของไทย เพิ่งไปคว้าที่สี่ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่อินชอนเกมส์ ประเทศเกาหลีใต้ มาหมาดๆ

การตกลงของแรงกิ้งทีมชาติไทยนั้น เกิดจากการที่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมากมายนัก ประกอบกับมีแมตช์ฟีฟ่าเดย์ให้แข่งขันน้อยเกินไป รวมถึงความสำเร็จของทีมชาติไทย ไปกระจุกตัวอยู่ที่ชุดซีเกมส์ และอันดับที่ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งใช้ทีมชาติชุดยู-23 ลงแข่งขัน และไม่ได้รับรองจากฟีฟ่า แม้จะมีแชมป์ ซูซูกิ คัพ 2014 แต่นั่นก็ยังคิดคะแนนในระบบของเกมกระชับมิตรเท่านั้น

ส่วนหลังจากที่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ทำผลงานได้ดี และชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในรายการ ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ในรอบแบ่งกลุ่ม จนทำให้ได้ลงเล่นในรอบ 12 ทีมสุดท้าย ก็ทำให้อันดับโลกของทีมชาติไทย กระเตื้องขึ้นมาถึงเกือบ 40 อันดับ จากจุดต่ำสุด เมื่อสองปีเศษที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ในอันดับ 127 ของโลก, อันดับ 18 ของเอเชีย และอันดับที่ 2 ของอาเซียน

ขณะที่ทีมชาติอื่นๆ นั้น อย่างทีมชาติเวียดนาม ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติไทย ในการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย รอบที่สอง ก็อยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนในปัจจุบัน ก็ตกลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2013 โดยตกจาก 129 มาสู่ 136 ในเดือนมีนาคมปีนี้

อันดับที่ 4, 5 และ 6 ของอาเซียนอย่าง มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเกิดการพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากอันดับโลกของแต่ละชาติ แทบไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลย อย่างมาเลเซีย ที่ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 161 ก็มาจากอันดับ 164 เมื่อปี 2013 ส่วนสิงคโปร์ก็ยังตกลงเพียง 1 อันดับจากปี 2013 จากอันดับ 162 เป็น 163

อินโดนีเซีย ก็ตกลงเล็กน้อยจาก 166 เมื่อปี 2013 มาอยู่ที่ 167 ในปัจจุบัน แต่ทว่า ทีมชาติอิเหนา มีความน่าสนใจเมื่อพวกเขาโดนแบนจากการลงเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติไทย และอดคัดเลือกเอเชี่ยนคัพ 2019 อีกด้วย จากปัญหาการเมืองของฟุตบอลภายในประเทศ จนอันดับโลกตกลงไปถึง 178 เมื่อมีนาคมปีที่แล้ว แต่ว่าพวกเขาก็กลับคืนพื้นที่เดิมที่เคยอยู่ได้อย่างรวดเร็ว หลังคว้ารองแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 โดยมีเกมที่ชนะเวียดนาม และทีมชาติไทย สองชาติอันดับสูงในภูมิภาค ทันทีที่ถูกปลดแบนนั่นเอง

ส่วนทีมที่มีอันดับการพัฒนาที่ย่ำแย่ที่สุด คือ เมียนมาร์ ที่มีอันดับโลกตกลงจาก 155 สู่ 172 ในช่วงเวลาแค่ 4-5 ปีเท่านั้น ซึ่งน่าแปลกใจพอสมควร เพราะหากดูผิวเผิน เมียนมาร์ น่าจะเป็นอีกชาติในอาเซียนที่มีความแข็งแกร่ง และเพิ่งผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ด้วยซ้ำ แถมแฟนบอลของพวกเขาเพิ่งจะได้อิ่มเอมความสุขจากการที่ทีมชาติ เมียนมาร์ ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก ยู-20 ไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาอีกด้วย

ขณะที่ กัมพูชา ถือเป็นทีมในอันดับโลกที่ต่ำกว่า 170 ที่ดูไม่ได้ย่ำแย่ และมีอนาคตที่ดี เพราะพวกเขาเขยิบขึ้นมาจาก 185 สู่อันดับ 173 ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าอาจจะแซงเมียนมาร์ได้ในอนาคตอันใกล้ด้วยซ้ำ

อีก 3 ทีมสุดท้ายของอาเซียนอย่าง ลาว, บรูไน และ ติมอร์-เลสเต้ ยังคงเป็น 3 ประเทศที่มีแนวโน้มการพัฒนาต่ำ หรือไม่พัฒนาเลย เรียกได้ว่า มีแต่ทรงกับทรุดต่อไป