ไล่ / ล่า / กล้า / ฝัน : ชีวิตลูกหนัง 3 ทวีปของดาวรุ่งโนเนม ...ธรรมนูญ สาลี

นี่ คือ นักเตะไทยคนแรกในรอบ 31 ปี ที่ได้ค้าแข้งบนเวทีลูกหนังเกาหลีใต้… 

หลังการสร้างตำนานในแดนโสมขาวของ “เดอะ ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กองหน้าเบอร์ 1 ตลอดกาลทีมชาติไทยกับ ลัคกี้ โกลด์สตาร์ หรือ เอฟซี โซล ในปัจจุบัน... วงการฟุตบอลเกาหลีใต้ก็เติบโตพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนพวกเขามีลีกอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ฟุตบอลไทยเริ่มไล่ตามไม่ทัน และไม่มีใครที่กล้า ท้าฝันของตัวเองไปค้าแข้งที่นั่นอีก   

แต่วันนี้เด็กหนุ่มวัย 22 ปี ธรรมนูญ สาลี กองกลางตัวรับที่อาจไร้นามในเมืองไทย กล้าล่าท้าฝันของตัวเองไปค้าแข้งกับเอฟซี อึยจองบู ทีมในศึกเคลีก 3 ของเกาหลีใต้… ความจริงมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพยายามผลักดันตัวเองไปเล่นฟุตบอลที่ต่างแดน เขาล้มเหลวมาหลายครั้ง และ นี่ คือ เรื่องราวของเด็กหนุ่มอายุน้อย แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความผจญภัย

ปฐมบทชีวิตลูกหนัง

“ผมเกิดที่กรุงเทพ แต่ไปเติบโตอยู่ที่จังหวัดหนองคายตั้งแต่ตอนอนุบาล 3...ตอนนั้นพ่อ-แม่ ผมไม่มีเงินเลี้ยงดู จึงส่งไปอยู่กับคุณป้าที่นั่น” แทน-ธรรมนูญ สาลี เริ่มเล่าถึงความจริงของชีวิตเขาในวัยเด็ก

ชีวิตลูกหนังของ ธรรมนูญ สาลี ไม่ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังที่แดนอีสาน…สมัยอยู่หนองคาย เขาเล่นเพื่อความสนุกสนานกับเพื่อนตามสนามที่โรงเรียนท่าบ่อ และลานกว้างในวัดใกล้บ้านเท่านั้น ...และเงินเพียง 20 บาท ทำให้เขาเริ่มได้ศึกษาเกมลูกหนังอย่างจริงจัง

“ผมเรียนที่หนองคายตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งชั้นประถามศึกษาปีที่ 6… ตอนนั้นคุณพ่อ-แม่ ของผมเริ่มตั้งตัวและฐานะได้แล้ว เขาทำธุรกิจขายเครื่องเขียนและธุรกิจก็เริ่มอยู่ตัว จนพาผมกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงเวลาเดียวกันที่ทหารอากาศมีเปิดซ้อมฟุตบอลภาคฤดูร้อนเป็นเวลา 3 เดือน เสียค่าใช้จ่ายแค่ 20 บาทเท่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นจริงๆของผม”

“โค้ชเกลี้ยง” นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยของทหารอากาศยุคปี ‘80 คือ ผู้ให้โอกาสเด็กชายธรรมนูญให้ได้รับวิชาลูกหนังมากขึ้น เขาได้ไปฝึกซ้อมกับ “อะคาเดมี่แสนดีคลับ” ซึ่งเป็นของ “โค้ชเกลี้ยง” เอง จนท้ายที่สุดเขาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ทว่าด้วยรูปร่างที่เล็กจนเกินไปทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียน และหันไปเล่นฟุตซอลอยู่พักใหญ่

“ตอนนั้นผมดีใจมากๆ ทั้งครอบครัวก็ดีใจกัน เพราะเข้าไปในโครงการช้างเผือกของโรงเรียนได้ด้วย” แทน เริ่มเล่าถึงช่วงชีวิตที่เริ่มเอาจริงเอาจังกับฟุตบอล

“แต่พอประมาณ ม.2 ผมเริ่มรู้สึกตัวเองเล่นไม่ไหว เพราะเมื่อก่อนผมตัวเล็กมาก...มากที่สุดในทีม เราจึงหันไปเล่นฟุตซอล ปรากฏว่าเล่นดี มาถึงตรงนี้พ่อของผมจึงตัดสินใจพาไปเข้าคัดตัวกับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งโด่งดังเรื่องทีมฟุตซอล”​

“ชีวิตของผมเริ่มดีขึ้น ได้แชมป์หลายรายการ รวมถึงแชมป์สพฐ.ลีก และตอนนั้นก็ได้เริ่มกลับมาเล่นฟุตบอล 11 คนด้วย”  

ชีวิตในรั้วโรงเรียนใหม่ดูเหมือนใกล้สมบูรณ์แบบ... แต่เพราะผลการเรียนที่ติด 0 ทุกวิชา ทำให้การผจญภัยแบบหลุดกรอบของเขาเริ่มต้นขึ้น

การเดินทางครั้งที่ 1 : เด็กหนุ่มผิวเหลืองในอัคครา

“สมัย ม.ต้น ผมค่อนข้างเกเร ติดเพื่อนโดดเรียน ผมขี้เกียจสุดๆ ทั้งแอบมานอนที่หอพักหรือห้องสมุดบ้าง ไปเล่นเกมบ้าง รวมถึงก็ไฮไฟว์ด้วย เพราะตอนนั้นกำลังเริ่มติดสาว (ยิ้ม) ทางโรงเรียนจะไม่ให้ผมผ่าน ม. 3 พ่อผมจึงตัดสินใจให้ผมออกจากโรงเรียนมาเลย” ธรรมนุญ เท้าความถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องออกจากสถาบันการศึกษา

“พอออกมาผมยังไม่ได้เรียนหนังสือเลย พ่อผมให้ไปอยู่อะคาเดมี่โอเอแซดของโค้ชเนี๊ยว (ส่งเสริม มาเพิ่ม - อดีตนักเตะทีมชาติไทย) เตะฟุตบอลอย่างเดียว จนได้ไปแข่งฟุตบอลรายการต่างๆ...วันหนึ่ง คริสโตเฟอร์ เอ็นนิน ผู้รักษาประตูชาวกาน่าของสมุทรปราการได้เข้ามาดูผมเล่น เขาก็ชวนพ่อผม บอกว่าน่าให้ผมไปลองเล่นอยู่ฟุตบอลอะคาเดมี่ที่กาน่า”

“พ่อมาถามผมว่า ‘ลูกอยากไปไหม?’ ตอนนั้นผมก็งงๆ เลยถามกลับไปว่า ‘เพราะอะไรทำไมถึงคิดอยากให้ไปกาน่า’ พ่อก็ตอบกลับมาประมาณว่า อยากให้ผมได้ไปใช้ชีวิตคนเดียว ให้รู้จักต่อสู้ ไปเรียนรู้ชีวิต และเติบโต ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็ก เราไม่มีระเบียบวินัยเลย และที่สำคัญที่ประเทศกาน่าก็พูดภาษาอังกฤษกันด้วย…สุดท้ายผมตอบตกลงไปทั้งที่ตอนนั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าประเทศกาน่าเป็นยังไง”    

อัคครา (Accra) เมืองหลวงของประเทศกาน่า ดินแดนติดชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ท่ามกลางประชากรหนาแน่นกว่า 2 ล้านคน...นั่น คือ บ้านใหม่ของนาย ธรรมนูญ สาลี วัย 16 ปี

“บอกตามตรงผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ว่าประเทศกาน่าเป็นยังไง...ผมคิดว่าคงเป็นประเทศที่สวยงาม มีบ้านดีๆให้พัก มีห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่พวกเขาเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ผมคิดว่ามันต้องเป็นเมืองศิวิไลซ์ แต่บรรยากาศมันชวนให้ผมรู้สึกทันทีว่า ‘นี่พ่อส่งผมมาลำบากรึเปล่า?’ จากนั้น...ผมนั่งรถไปพักอาศัยอยู่เมืองชื่อ “แทมม่า” มันอยู่ห่างจากกรุงอัคคราออกไปประมาณ 45 นาที คล้ายๆกับปทุมธานีทำนองนั้น"   

อัคครา เมืองหลวงของกาน่า ที่ ธรรมนูญ ไปใช้ชีวิตแรมปี

“เริ่มแรกชีวิตที่กาน่าไปไหนก็อายมีแต่คนมอง คนเขาสะกิดเพื่อนกันชี้ให้ดูผม ประมาณว่า เฮ้ย! มีคนเอเชียมาอยู่ที่นี่ด้วยอะไรแบบนี้ แต่ผมเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย อาหารพื้นบ้านที่นั่นก็รสชาติไม่เลว มันจะมีแป้งก้อนหนึ่งกับไก่ทอดและน้ำซุป และกล้วยกินกับน้ำพริก คือ ทีเด็ดของที่นั่น แต่สิ่งสำคัญ คือ คริส เขาช่วยดูแลผมดีมากๆ...”

ผมถามกลับไปว่า ‘เพราะอะไรทำไมถึงคิดอยากให้ไปกาน่า’ พ่อก็ตอบกลับมาประมาณว่า อยากให้ผมได้ไปใช้ชีวิตคนเดียว ให้รู้จักต่อสู้ ไปเรียนรู้ชีวิต และเติบโต

“ผมนับถือเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง… เขามักปลุกผมขึ้นมาแต่เช้าทุกวัน เพื่อไปฝึกซ้อมกันที่ชายหาดด้วยตัวเอง ตอนนั้นผมต้องเร่งฟิตสภาพร่างกายเพื่อที่จะเข้าสู่ทีมอะคาเดมี่ของปัลมา เอฟซี (Palma F.C.) ซึ่ง คริส สนิทกับโค้ชมากๆ มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่เขาจะฝากฝังให้ผมไปเข้าทีมเยาวชน แถมเวลาอยู่บ้าน เขายังพาเพื่อนสนิทมาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับผมด้วย”

“สโมสรที่นั่น อาจจะไม่ถึงกับดูดีมีความเป็นมืออาชีพสูงนัก แต่สิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ ก็มีเพียงพอ นักเตะแอฟริกาตัวใหญ่ ทักษะดี แข็งแกร่ง เร็ว ผมก็พอจะได้เรียนรู้วิธีการเล่นกับนักเตะเหล่านั้นมาบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นก่อนผมกลับเมืองไทยไม่นาน ผมได้ไปอยู่กับ เร้ดบูลล์กาน่า (Red Bull Ghana) ซึ่งเป็นอะคาเดมี่เบอร์ 1 ของประเทศ”

“1 ปีเต็มที่กาน่า จะว่าไปก็ทำให้ผมค่อนข้างผูกพันทีเดียว...ทุกวันนี้ผมยังหาร้านอาหารกาน่ากินในเมืองไทยอยู่เลย...”

ฝันร้ายที่แดนอิเหนา

“ผมกลับมาเมืองไทยช่วงสงกรานต์  เมื่อปี 2012”

“หลังจากหาโรงเรียนอยู่สักพัก ผมก็ได้เข้าเรียนที่โพธินิมิตวิทยาคม...ตอนนั้นก็คัดตัวอยู่นานพอสมควร รุ่นผมมีทั้ง ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย, สุพร ปีนะกาตาโพธิ์, และ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล ก่อนได้เซ็นสัญญาเป็นเยาวชนเมืองทองฯ รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีที่มีพี่อู๊ด (สราวุฒิ ตรีพันธ์)  แต่ผมอยู่ที่นั่นแค่ปีเดียวเท่านั้น…”

ธรรมนูญ สาลี ในวันใส่ชุดเมืองทองฯ

“ตอนนั้นพ่อผมเชื่อว่าผมคงไม่ได้รับโอกาสนักกับเมืองทองฯ ก็เลยให้ออกมาเลย ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 19 ปี (ชุดลุยชิงแชมป์อาเซียน 2013 ที่อินโดนีเซีย) เปิดคัดตัว พ่อผมจึงบอกให้ผมลองไปดู”

“เอาจริงๆ ตอนนั้นผมคิดลึกในใจว่าจะไปทำไม...เพราะขนาดอยู่เมืองทองฯ โอกาสเรายังน้อยเลย ถ้าไปคัดแล้วไม่ติด มันจะยิ่งเสียกำลังใจเปล่าๆ… แต่พ่อเขาเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘ขอได้ไหม? ถ้าคัดติดทีมชาติได้ พ่อจะเลิกบุหรี่ ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้พ่อปีนี้นะ’... ผมจึงตัดสินใจลองดู”

“พ่อผมไปคุยกับพี่ลี (วีระพงษ์ เพ็งลี) ให้ช่วยติวเข้มผม 3 เดือนก่อนไปคัดตัว เราไปคัดกันประมาณ 6 - 7 รอบ จากหลายร้อยคนคัดมาเรื่อยๆ กระทั่งผมติดชุดสุดท้ายได้ไปอินโดฯ เฉย!”

อย่างไรก็ตามการติดธงครั้งแรกของเขาไม่น่าพิศมัยนัก… ธรรมนูญ สาลี สวมเสื้อหมายเลข 7 พา “ช้างศึกจูเนียร์” และผองเพื่อน นำโดย เจนรบ สำเภาดี, ชัยวัฒน์ บุราณ, รัตนัย ส่องแสงจันทร์ รวมถึงเชาว์วัฒน์ วีระชาติ บุกอินโดนีเซียลุยศึกเอเอฟเอฟ แชมเปี้ยนชิพ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี แต่ช่างชอกช้ำที่ไทยเก็บชัยได้แค่ 1 นัด เสมอ 1 แพ้ 3 รั้งอันดับ 4 จาก 5 ทีมในกลุ่ม ตกรอบไป ซ้ำร้ายกว่านั้น… เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแค่เกมเดียว คือ นัดที่พบเจ้าภาพอินโดนีเซีย

การสวมเสื้อเบอร์ 7 ของเขาครั้งนั้นเปรียบเสมือนฝันร้าย…แต่เขาลุกขึ้นและออกเดินทางเป็นครั้งที่ 2 

-ติดตามเรื่องราวการใช้ชีวิตลูกหนังของเขาในประเทศเซอร์เบียได้ในหน้าถัดไป-