ไม้ไม่ยืนต้น : 10 ทีมระดับแชมป์ ทั่วโลกที่ฤดูกาลต่อมาสุดป้อแป้

การคว้าแชมป์ว่ายากเเล้วแต่การป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า นี่คงเป็นวลีอัมตะที่ใช้ได้ในทุกยุคสมัย มีหลายทีมที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดได้อย่างสง่าผ่าเผยแต่เมื่อยามที่พวกเขาต้องกลายเป็นเป้ารอทีมอื่นเข้ามาท้ายิงพวกเขากลับทำผลงานได้ตำกว่ามาตรฐาน และนี่คือ 10 สโมสรที่ที่เคยผงาดคว้าแชมป์แต่ไม่สามารถทำผลงานได้ดีในปีต่อมา

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (1937/38)

ผลงานโหดเกินห้ามใจในฤดูกาล 1936-37 คือการที่ทีม เรือใบสีฟ้า ผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเเดนผู้ดีเป็นครั้งแรกในประวัติษสตร์สโมสร ยิ่งไปกว่านั้นคือแชมป์ครั้งนี้ของพวกเขายิ่งใหญ่แบบสุดๆด้วยการทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อ 22 เกม แถมระเบิดตาข่ายคู่แข่งร่วม 100 ประตู

ด้วยผลงานร้ายกาจถึงเพียงนี้ไม่มีใครคิดว่า แมนฯ ซิตี้ จะต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝันในปีต่อมา ... แม้ในฤดูกาล 1937-38 พวกเขาจะยังมีเกมรุกที่ร้อนแรงกระหน่ำประตูไปได้กว่า 80 ลูกในฤดูกาลนั้น ทว่าพวกเขากลับตกชั้นแบบสุดช็อค เพราะขนาดที่ยิงประตูไปมากมายขนาดนี้แต่ที่สุดเเล้ว แมนฯ ซิตี้ มีผลต่างประตูได้เสียแค่ +3 เท่านั้น ปัญหาคงเป็นเกมรับที่เสียประตูมากอันดับสองของลีก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่มีอะไรสามารถปฎิเสธได้ เรือใบสีฟ้า ต้องตกชั้นไปอยู่ ดิวิชั่น 2 อย่างเลี่ยงไม่ได้

ลิเวอร์พูล (1947/48)

หงส์แดงเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกอังกฤษสมัยแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ด้วยการเฉือน แมนฯ ยูฯ และ วูล์ฟส์ 2 สโมสรแย่งแชมป์แบบฉิวเฉียดเพียง 1 คะแนน ทั้งที่ อัลเบิร์ต สตับบินส์ และ แจ็ค บัลเมอร์ สองดาวยิงตัวเก่งประจำทีมทำสกอร์รวมกันได้เพียง 24 ประตู

แต่ในฤดูกาลต่อมาลิเวอร์พูลกลับทำผลงานตกลงจบเพียงอันดับ 11 ของตาราง ตามหลัง อาร์เซนอล ทีมแชมป์ 17 แต้ม พร้อมทำสถิติยิงประตูได้น้อยกว่าปีก่อน 19 ลูก และ เสียประตูมากกว่า 9 ลูก ทั้งที่คราวนี้ สตับบินส์ (26 ประตู) และ บัลเมอร์ (15 ประตู) ยิงรวมกันได้ถึง 41 ประตู

เอฟเวอร์ตัน (1970-71)

เอฟเวอร์ตัน มีชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรประกอบด้วยสุดยอดนักเตะอย่าง โฮเวิร์ด เคนดัล , อลัน บอลล์ และ โคลิน ฮาร์วี่ย์  ซึ่งเหล่าคีย์แมนที่กล่าวมาต่างร่ายมนต์พา ทอฟฟี่สีน้ำเงิน คว้าแชมป์ลีกอังกฤษเป็นสมัยที่ 7 ได้สำเร็จในฤดูกาล 1969-70 และยังเป็นการคว้าแชมป์ที่ขาดลอยโดยแต้มทิ้งอันดับสองอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด ถึง 9 เเต้มเลยทีเดียว

ด้วยความมั่นใจหลังจากคว้าแชมป์พวกกับขุมกำลังสุดแกร่งของพวกเขาทำให้หลายคนคิดว่า เอฟเวอร์ตัน จะสามารถสานต่อความยิ่งใหญ่ได้ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้นผลของในฤดูกาล 1970-71 ของ เอฟเวอร์ตัน ช่างน่าผิดหวังด้วยการทำได้แค่การจบอันดับที่ 14 และมีแต้มตามหลังทีมแชมป์อย่าง อาร์เซน่อล ไกลสุดกู่ถึง 28 เเต้ม

มีการฟันธงความเหตุผลของความย่ำแย่คือพวกเขามีขุมกำลังไม่เพียงพอสำหรับการเล่ยบอลถ้วยทั้ง ยูโรเปี้ยน คัพ และ เอฟเอ คัพ อีกทั้งในปี 1970 นักเตะตัวหลักของ เอฟเวอร์ตัน ยังต้องกรำศึกหนักกับทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกที่เม็กซิโกอีกด้วย

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (1995-96)

หลังจากได้นายทุนที่พร้อมทุมงบไม่อั้นเพื่อไล่ล่าแชมป์อย่าง แจ็ค วอล์คเกอร์ หลังจากนั้น แบล็คเบิร์น ก็กลายเป็นเสือติดปีกในทันที พวกเขาเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดใน 1992 ก่อนจะใช้เวลาแค่ 2 ปี สอย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงจากคอนได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1994-95 ด้วยผลต่างที่มากกว่าปีศาจเเดงเพียงแต้มเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามพวกเขากลับเปลี่ยนแปลงการบริหารอย่างน่างุนงงเมื่อ เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือที่พาทีมคว้าแชมป์โดยย้ายไปเป็นผู้อำนวยการของสโมสร ก่อนจะดัน เรย์ ฮาร์ฟอร์ด มือขวาของ "คิงเคนนี่" นั่งแท่นกุนซือใหญ่แทน

ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมอย่างชัดเจน แบล็คเบิร์น ย่ำแย่ตั้งแต่ออกสตาร์ทเพราะ คริส ซัตตัน และ เเกรม เลอ โซซ์ 2 นักเตะตัวหลักได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งการมีโปรเเกรมบอลยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ กุหลาบไฟ ยิ่งเละเทะไปกันใหญ่จนถึงขั้นที่นักเตะอย่าง เดวิด เเบ็ตต้ และ เลอ โซซ์ วางมวยในสนามระหว่างเเข่งขันกันมาเเล้ว

แบล็คเบิร์น ทำได้เพียงแค่อันดับที่ 7 เท่านั้น และเเชมป์ก็ตกเป็นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำแต้มทิ้งห่างพวกเขาได้ถึง 21 คะแนน ... ว่ากันว่าหากไม่มี อลัน เชียร์เร่อร์ ที่เเบกทีมแบบสุดๆด้วยการยิง 31 ประตูในฤดูกาลนั้น กุหลาบไฟ จะออกทะเลไปไกลกว่านี้เยอะเลยทีเดียว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2014/15)

หลังจากที่ ซิตี้ ผงาดซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2013-14 ด้วยการแซง ลิเวอร์พูล เข้าป้ายไปอย่างเจ็บแสบในช่วงท้ายฤดูกาล นั่นทำให้ มานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือของทีมมีงบจับจ่ายใช้สอยเพื่อป้องกันแชมป์มากมาย

นักเตะอย่าง บาการี่ ซานญ่า , แฟรงค์ แลมพาร์ด , วิลลี่ กาบาเยโร่ , เฟร์นันโด เรเกส และ เอเลียควิม ม็องกาล่า ถูกเติมเข้ามาเพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่

จะด้วยแรงจูงใจที่น้อยลงอย่างน่าใจหาย ซิตี้ ออกสตาร์ทฤดูกาล 2014-15 ได้อย่างน่าผิดหวัง พวกเขาแพ้ทั้ง สโต๊ค ซิตี้ และ เวสต์แฮม ซึ่งเมื่อผ่านไป 14 เกมแรกพวกเขาก็มีแต้มตามหลังเชลซี 6 แต้ม หลายคนคิดว่าพวกเขาจะตั้งหลักได้แต่ความจริงแล้ว เรือใบสีฟ้า ยิ่งเล่นยิ่งแย่พวกเขาแจกเเต้มให้กับทีมเล็กๆเป็นว่าเล่นไม่ว่าจะเป็น เบิร์นลี่ย์ หรือ คริสตัล พาเลซ และทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาต้องยกธงขาวยอมแพ้ให้แก่เชลซีตั้งแต่เกมที่ 32 ด้วยแต้มที่ตามหลัง สิงห์บลูส์ ถึง 15 เเต้ม

แม้ว่าเรือใบสีฟ้าจะคืนฟอร์มคว้าชัยชนะรวดทั้ง 6 นัด แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงจบฤดูกาลด้วยอันดับสองของตารางเท่านั้น ตามหลังทีมแชมป์อย่างเชลซี 8 คะแนน