Interviews

ไม่เด่น ไม่ดัง ไม่ต้องกลับมา : ชีวิตดั่งบทเพลงพุ่มพวงของ นพพล พลคำ

We are part of The Trust Project What is it?

ก้าวแรกบนถนนลูกหนัง

“จริงๆในตอนนั้นพ่อกับแม่ยังไม่รู้หรอกนะว่าฟุตบอลมันสามารถเป็นอาชีพได้ พอคัดติดก็หวังแค่จะทำให้ดีที่สุดไม่ให้พ่อแม่เดือดร้อน แล้วพอเข้ามาเรียนที่นี่มันทำให้ผมมีวินัยกับตัวเองมากขึ้นด้วย มันช่วยเปลี่ยนจากที่เคยเป็นเด็กเกเรให้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง” นพพล เริ่มเล่าถึงชีวิตการเป็นนักเรียนพณิชยการราชดําเนิน แต่เรื่องความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิตในเมืองหลวงคนเดียวประกอบกับฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะมีชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะต้องประหยัดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

บ้านผมไม่ค่อยมีเงินส่วนใหญ่ผมจะอยู่กับเพื่อน แล้วก็มีบางครั้งที่เราต้องประหยัดมากๆอย่างในหนึ่งวันถ้าเราจะซื้ออะไรกินสักอย่างก็ต้องคิดคำนวนให้ดีๆไม่งั้นเงินจะไม่เหลือไว้ใช้วันอื่น

“ตอนนั้นผมต้องใช้จ่ายต้องประหยัดมากๆ เพราะที่บ้านผมไม่ค่อยมีเงินส่วนใหญ่ผมจะอยู่กับเพื่อน แล้วก็มีบางครั้งที่เราต้องประหยัดมากๆอย่างในหนึ่งวันถ้าเราจะซื้ออะไรกินสักอย่างก็ต้องคิดคำนวนให้ดีๆไม่งั้นเงินจะไม่เหลือไว้ใช้วันอื่น”

“พอหลังจบปี1 (เทียบเท่าม.4) ตอนนั้น บีอีซี เทโรศาสน เป็นพันธมิตรกับพณิชยการราชดําเนิน ผมก็เห็นรุ่นพี่ขึ้นไปซ้อมกับสโมสรเราก็อยากไปบ้าง พอขึ้นปี 2 โค้ชเขาก็คัดเราเป็น 1 ใน 8 คนที่ได้ไปฝึกกับบีอีซี แต่ก็ต้องไปคัดอีกรอบแล้วผมก็ติด หลังจากนั้นผมโดนส่งไปอยู่กับ อาร์แบค เอฟซี ในดิวิชั่น 2”

หลังอยู่กับ อาร์แบค เพียง 6 เดือน นพพล ถูกส่งมาอยู่กับ บีซีซี เทโร เอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรพันธมิตรของ บีอีซี เทโรศาสน และได้รับสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของ “มังกรไฟ” ชุดเดียวกับ เจนรบ สำเภาดี และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในบทบาทปีกขวาพร้อมพาทีมลุยศึกดิวิชั่น 2 รอบแชมเปี้ยนส์ลีก กระทั่งถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย ไปคว้าแชมป์ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2014 อีกทั้งยังช่วย “มังกรไฟ” คว้าแชมป์โค้ก คัพ ในปีเดียวกัน พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ไปครอง รวมถึงติดทีมชาติไทยU19 ในยุคที่มี “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ คุมทัพอยู่

แต่แม้จะมีผลงานโดดเด่นแค่ไหน ทว่ากลับถูกต้นสังกัดที่แท้จริงอย่าง บีอีซี เทโรศาสน มองข้ามมาตลอด ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนก้าวไปเล่นชุดใหญ่รวมถึง เจนรบ สำเภาดี แต่ตัวของ นพพล ยังคงต้องเล่นดิวิชั่น 2 ต่อไป

“ผมผิดหวังนะที่ไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นอย่างเจนรบก็ได้ขึ้นชุดใหญ่ไปแล้ว พอหมดสัญญายืมตัวที่บีซีซี ตอนนั้นผมกลับไปเทโร แต่ดูเหมือนเขายังไม่ต้องการเรา ใจจริงผมอยากไปซ้อมไปสัมผัสกับนักเตะเก่งๆในทีมชุดใหญ่ เพราะผมชอบเทโรมานานมีพี่ตั้ม (ธนบูรณ์ เกษารัตน์) เป็นไอดอลด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่เคยได้รับโอกาสแล้วทางสโมสรเขาก็เรียกไปคุยว่าต้องการส่งผมไปเล่นต่างจังหวัด พอดีเป็นช่วงเดียวกับที่พี่เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ติดต่อมาว่ากำลังทำทีมแอร์ฟอร์ซฯ ผมเลยขอไปอยู่ด้วย เราอาจผิดหวังที่ไม่ได้รับโอกาสจากเทโรฯ แต่การไปแอร์ฟอร์ซ ผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีโอกาสลงเล่นมากขึ้น มันก็มีท้อบ้าง แต่ก็คิดเสมอว่าวันหนึ่งเราจะทำให้ได้”

นพพล เก็บความผิดหวังไว้ในใจพร้อมหอบกระเป๋าเดินทางสู่บ้านหลังใหม่ที่ชื่อธูปะเตมีย์ เพื่อช่วย “อินทรีทัพฟ้า” สู้ศึกยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 2016

ชีวิตลูกทัพฟ้า

นพพล พลคำ ย้ายมาร่วมทีมแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัว ที่นี่เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในลีกที่สูงกว่าเดิมมันอาจไม่ใช่ลีกสูงสุดอย่างที่ฝันไว้ แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เขามีเส้นทางลูกหนังที่เติบโตขึ้น

“ผมว่าการมาอยู่แอร์ฟอร์ซเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเลยะนะ” นพพล พูดถึงวินาทีที่ย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของลูกทัพฟ้า

“แรกๆผมต้องปรับตัวพอสมควรกว่าจะเข้ากับทีมได้จนพี่เตี้ยเขาเห็นว่าทีมเริ่มลงตัว เลยได้ลงเป็นตัวสำรองตอนเจอสมุทรสงคราม เอฟซี ช่วงเลกแรกเกมนั้นชนะ 2-0 แต่หลังจากนั้นผมเจ็บไปช่วงหนึ่งต้องพัก 3 เดือนเลย แต่ก็กลับมาเล่นได้ตอนเลกสองหลังจากนั้นก็มีโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มหวังอยากกลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง เพราะถ้าได้มีโอกาสลงเล่นเยอะๆก็น่าจะมีลุ้น เพื่อนในรุ่นหลายคนก็ติดกันเยอะผมก็อยากจะมีชื่อติดทีมชาติอีกสักครั้งเหมือนกัน”

นพพล ก้าวจากแข้งระดับลีกรากหญ้าสู่นักเตะดิวิชั่น 1 พร้อมพกดีกรีแข้งนักเรียนไทย รวมถึงทีมชาติไทยชุดU19 แต่ความสำเร็จเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะลบคำสบประมาทของคนรอบข้างที่เคยดูถูกเขาได้

“ตอนนั้นเราได้ขึ้นมาเล่นดิวิชั่น 1 แล้วก็จริง แต่ก็มีบางคนยังดูถูกผมอยู่เหมือนเดิมเหมือนเขายังไม่ได้ยอมรับในตัวเรา มันก็เคยมีคำพูดที่ได้ยินกับหูแล้วรู้สึกแย่มากคือเขามาว่าเราว่า มึงไปเดี๋ยวก็หลงแสงสีเหมือนพี่มึง เดี๋ยวมึงก็หมดสภาพกลับมาแล้วก็ต้องมาขอตังค์พ่อแม่เหมือนเดิม ตอนนี้ผมเลยรออยู่ที่จะลบคำสบประมาทของเขาอยู่แล้วก็รอสร้างบ้านให้แม่เสร็จก่อนค่อยกลับไปบ้านอีกครั้ง”

“แต่มาถึงวันนี้ได้ผมต้องขอบคุณพี่เตี้ยเลยที่คอยสั่งสอนทั้งการใช้ชีวิต เรื่องให้โอกาสเราลงไปเล่น จริงๆก่อนเข้ามาที่นี่พี่เตี้ยบอกกับผมว่าถ้า 3 ปี เขาพาแอร์ฟอร์ซขึ้นไทยลีกไม่ได้ กูก็ไม่อยู่เหมือนกัน (ฮา) ผมก็เลยตั้งเป้าอยากไปเล่นไทยลีกด้วยจนปีที่แล้วก็เกือบทำได้เพราะจบอันดับที่ 4 ของตาราง”

ฤดูกาล 2016 นพพล ลงเล่นเป็นกองกลางตัวหลักของ “อินทรีทัพฟ้า” แม้จะไม่สามารถพาทีมเลื่อนชั้นได้ แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะเขาสามารถกลับไปมีชื่อในทัพช้างศึกอีกครั้ง โดยถูก “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เรียกไปติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี บินไปอุ่นเครื่องที่กาตาร์ ก่อนจะมีชื่อติดทีมมาโดยตลอดทั้ง ทันห์เนียน คัพ ที่เวียดนาม รายการชิงแชมป์เอเชียU23 รอบคัดเลือก กระทั่งมาถึงศึกซีเกมส์ ที่ช่วยให้ นพพล ได้โชว์ฝีเท้าจนสร้างชื่อกระหึ่ม และมันเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เขาเคยสัมผัสมา

-ติดตามเส้นทางล่าท้าฝันบนเส้นทางซีเกมส์ของ นพพล ได้ในหน้าถัดไป-