ไมเคิ่ล โอเว่น: 6 เกมเปลี่ยนชีวิต

อดีตศูนย์หน้าของลิเวอร์พูล,​เรอัล มาดริด,​ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษได้เลือก 6 เกมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขามาให้แฟนๆได้ระลึกถึงกัน...

6 พฤษภาคม 1997: วิมเบิลดัน 2-1 ลิเวอร์พูล

เมื่อคุณลงเล่นในทีมเยาวชนและทีมสำรอง คุณก็ย่อมฝันถึงการเล่นในทีมชุดใหญ่ แล้วผมก็ได้โอกาสในนัดเยือนวิมเบิลดัน ซึ่งผมก็อยากจะสร้างความประทับใจ เราตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-0 ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำประตูได้ แต่ สติ๊ก อินเก้ บียอร์นบี้ แทงบอลมาเข้าทางผมพอดี แล้วผมก็ใช้เวลาเล็กน้อยในการแต่งบอลแล้วยิงผ่าน นีล ซุลลิแวน เข้าประตูไป

ประตูแรกของโอเว่นในเกมกับวิมเบิลดันเป็นสัญญาณการแจ้งเกิดของเขา

30 มิถุนายน 1998: อาร์เจนติน่า 2-2 อังกฤษ

ตอนนั้นผมอายุแค่ 18 และมันก็เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากในการลงเล่นฟุตบอลโลก หลังจากที่ กาเบรียล บาติสตูต้า ยิงให้อาร์เจนติน่าขึ้นนำ เราก็โต้ตอบแทบจะทันทีจากลูกจุดโทษของ อลัน เชียเรอร์ แน่นอนว่ามันเป็นครึ่งแรกที่มีสีสัน และทุกประตูที่ผมเคยทำได้ตลอดการค้าแข้ง ผมคิดว่าลูกที่ยิงอาร์เจนติน่านี่แหละที่ดีที่สุดแล้ว ผมแค่รู้สึกมั่นใจในการวิ่งแหวกพวกเขา และมันก็เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่ยิงเข้าไปได้ ถึงเราจะจบด้วยการแพ้จุดโทษ แต่ก็ถือว่าเป็นนัดที่พิเศษนัดหนึ่งสำหรับพวกเราเลยทีเดียว

Michael Owen England vs Argentina 2-1 1/8 Finals World Cup 1998 Dutch commentary

ประตูแจ้งเกิดของโอเว่นในเกมกับอาร์เจนติน่า

12 พฤษภาคม 2001: อาร์เซนอล 1-2 ลิเวอร์พูล

พูดตามตรงว่าอาร์เซนอลเล่นดีมากในเกมนั้น และสมควรที่ขึ้นนำ 1-0 แต่เมื่อคุณตามหลังแค่ลูกเดียว คุณก็ยังมีความหวัง ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ เปิดฟรีคิกแล้วลูกมันก็ขลุกขลิกอยู่หน้าปากประตูอาร์เซนอล ดังนั้นผมเลยจัดการกระโดดวอลเล่ย์เข้าไป จากนั้นในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม พาทริก แบร์เกอร์ ก็วางบอลยาวมาให้ผมลากผ่าน ลี ดิ๊กซั่น ก่อนจะยิงเสียบโคนเสาไกล เอฟเอ คัพ คือโทรฟี่ที่ผมฝันจะได้ตั้งแต่เด็กๆ และการคว้าแชมป์แบบนั้นก็ยิ่งทำให้มันพิเศษเข้าไปใหญ่

    โอเว่นยิงเบิ้ลช่วงท้ายเกมทำให้แชมป์เอฟเอ คัพ เปลี่ยนมือ

    1 กันยายน 2001: เยอรมัน 1-5 อังกฤษ

    เราตกเป็นฝ่ายตามหลัง 1-0 จาก คาร์สเท่น ยังเคอร์ แต่ผมก็ตีเสมอได้อย่างรวดเร็ว และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็ยิงสุดสวยให้เราขึ้นนำก่อนหมดครึ่งแรกไม่นาน ซึ่งในห้องแต่งตัวตอนพักครึ่ง ผมรู้สึกว่าเราจะยิงได้เยอะกว่านี้ แล้วมันก็เป็นจริง มันเป็นค่ำคืนที่วิเศษและการทำแฮตทริกในเกมใหญ่แบบนี้ก็มีความหมายมากสำหรับผม เพราะมีนักเตะไม่กี่คนหรอกที่ยิงได้ 3 ประตูในเกมเดียวในการเจอกับเยอรมัน

    10 เมษายน 2005: เรอัล มาดริด 4-2 บาร์เซโลน่า

    บางทีเอล กลาซิโก้ น่าจะเป็นแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสรเลยก็ว่าได้ และการทำประตูในชัยชนะ 4-2 ก็เป็นความรู้สึกที่สุดยอด ซึ่งนักเตะฝั่งเราที่ทำประตูได้วันนั้นก็มี ซีเนดีน ซีดาน, ราอูล และโรนัลโด้ ซึ่งมันก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของทีมมาดริดชุดนั้นได้เป็นอย่างดี มีสิ่งเดียวที่น่าผิดหวังก็คือบาร์เซโลน่าเป็นฝ่ายเข้าป้ายคว้าแชมป์ด้วยการมีแต้มมากกว่าเราแค่ 4 แต้มเท่านั้นเอง

    20 กันยายน 2009: แมนฯยูไนเต็ด 4-3 แมนฯซิตี้

    มันเป็นเกมที่มีจุดพลิกผันเกิดขึ้นตลอด และจากการที่ได้ชมเกมอยู่บนม้านั่งสำรอง ผมก็หวังว่าตัวเองจะได้โอกาสสร้างผลงานบ้าง ซึ่งการทำประตูสุดดราม่าในช่วงทดเจ็บมันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีวันลืมเลย และประตูนั้นก็ทำให้เกมที่มันใหญ่อยู่แล้วดูดียิ่งขึ้นไปอีก มันน่าจะเป็นประตูที่ทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำผมได้ดีที่สุดเลยทีเดียว