ไมล์ เจดิแนค: กัปตันเจได ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน

Cronan Yu ขอยกย่องจอมทัพซ็อคเกอร์รู ไมล์ เจดิแนค ผู้ไม่เพียงแข็งแกร่งในสนาม แต่ยังเป็นผู้นำด้วยหัวใจนักสู้และพลังแข็งแกร่ง 

เกมผ่านเข้าสู่ช่วงท้ายของครึ่งแรก ออสเตรเลียโหมบุกหนักหวังยิงประตูที่ 2 ให้ทีมซ็อคเกอร์รูขึ้นนำก่อนพักครึ่งเวลาในเกมเปิดสนามฟุตบอลเอเชียนคัพ

นับตั้งแต่เริ่มเกมก็เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าทีมชาติซ็อคเกอร์รูชุดนี้ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้เลย คูเวตเป็นฝ่ายยิงประตูขึ้นนำไปก่อนจากลูกตั้งเตะในนาทีที่ 8 ที่ทำให้แฟนจิงโจ้ในสนามเอเอเอ็มไอ ปาร์คในเมืองเมลเบิร์นเงียบกริบกันไปทั้งสนาม แต่หลังจากที่ลูกทีมของอังเก้ โปสเตโคกลูพยายามฮึดสู้กับเกมกดดันสูงของทีมชาติคูเวต ดาวยิงจอมเก๋า ทิม เคฮิลล์ ก็ซัดประตูตีเสมอให้กับทีมชาติซ็อคเกอร์รู และในขณะที่เพิ่งเสมอ 1-1 อยู่นั่นเอง ออสเตรเลียก็ต้องเจอข่าวช็อคซ้ำสองเมื่อไมล์ เจดิแนค มีอาการบาดเจ็บข้อเท้าในเกม

แต่กัปตันเจไดไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะต้องลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้นสนามหลายนาทีด้วยสีหน้าที่เห็นได้ชัดเจนว่ากำลังกัดฟันสู้ความเจ็บปวด และในที่สุด “เจได” ก็ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้งโดยไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดแต่ใช้กำลังใจสู้ล้วนๆ และพาลูกทีมออสเตรเลียสู้จนสามารถคว้าชัยชนะไม่เพียงในเกมเปิดสนามเอเชี่ยนคัพ แต่ยังสามารถคว้าแชมป์ประกาศศักดาเจ้าแห่งเอเชียได้ด้วย

ความแข็งแกร่งและใจสู้เช่นนั้นคงไม่ใช่ผลจากการพูดปลุกใจของโปสเตโคกลูก่อนลงสนาม และไม่ใช่ผลจากการซ้อมแท็กติกกับทีมฟุตบอลที่ทุ่มเทซ้อมกันมาเป็นระยะเวลานานก่อนจะเริ่มการแข่งขัน แต่ความมุ่งมั่นกล้าแกร่งของเจดิแน็คที่จะลงสนามและเล่นเพื่อเกียรติยศในนามทีมชาติเป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักตลอดชีวิตการค้าแข้ง ความทุ่มเทให้กับงานตรงหน้า และหากจะมองในอีกมุมก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นความรักชาติเลยทีเดีย

ในอีกด้านหนึ่ง เส้นทางสู่ความสำเร็จของมิดฟิลด์วัย 30 ปี ไม่เพียงเฉพาะในฐานะกัปตันทีมชาติออสเตรเลียแต่รวมถึงตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวแกร่งของทีมในพรีเมียร์ลีก ไมล์ เจดิแน็ค สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแต่มักจะถูกมองข้ามเหมือนกับปิดทองหลังพระ แม้จะได้เป็นนักเตะตัวหลักของทัพซ็อคเกอร์รูตั้งแต่ลงแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2011 เป็นต้นมา แต่ผลงานที่โดดเด่นเป็นไฮไลท์ของอาชีพนักเตะของกัปตันเจไดคือการพาทีมคริสตัล พาเลซเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 11 เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งนั่นทำให้เจไดกลายเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างขึ้น

เจดิแนคอยู่กับคริสตัลพาเลซเป็นฤดูกาลที่ 4 และปราสาทเรือนแก้วยังคงทำผลงานได้ไม่น่าเกลียดในพรีเมียร์ลีก ชีวิตการค้าแข้งของไมล์ เจดิแนคในตอนนี้คงจะมีแต่กราฟขาขึ้นเท่านั้น

เริ่มต้นช้าๆ 

ไมล์ เจดิแนค เปิดฉากเส้นทางการค้าแข้งกับลีก NSL หรือฟุตบอลลีกแห่งชาติออสเตรเลียซึ่งปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว แต่ผลงานในช่วงแรกของเจดิแน็คมักจะไม่โดดเด่นเป็นที่น่าสนใจ การมีส่วนร่วมในเกมของทีมเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่หวือหวาจนบ่อยครั้งต้องถูกมองข้าม ตำแหน่งมิดฟิลด์เกมรับของเจไดไม่ได้มีความสามารถยอดเยี่ยมเหมือนกับดาวดังของทีมชาติออสเตรเลียคนอื่นๆ เจดิแน็คยังมีจังหวะไม่ค่อยแน่นอนยามต้องเล่นกับบอล และหากจะเปรียบเทียบกับอีกหลายๆ คน เจดิแน็คยังนับว่าขยับได้อย่างเชื่อช้า แต่ความตั้งใจและหัวใจนักสู้ของไมล์ เจดิแน็คแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร

“ไมล์อาจจะไม่มีพรสวรรค์มากเหมือนกับนักเตะคนอื่นๆ แต่เขามีความตั้งใจแรงกล้า” อดีตที่ปรึกษาของเจดิแน็คเมื่อครั้งเป็นดาวรุ่ง บรังโก้ คูลิน่า กล่าว

“เขาไม่ใช่นักเตะที่เล่นจังหวะวูบวาบฉาบฉวย แต่เขาเป็นนักเตะที่โค้ชชอบ เขาหนักแน่น มุ่งมัน ทุ่มเท และทำงานเป็นทีมได้ดี”

แซม เคอร์สโลวิค อดีตประธานฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของสโมสรซิดนีย์ ยูไนเต็ด ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับคูลิน่า “เขาไม่ใช่นักเตะพรสวรรค์ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขามีจรรยาบรรณในการทำงานสูงมาก เขามีความมุ่งมั่น เขาตั้งใจและมีความเคารพผู้อื่น บางครั้งนักเตะเก่งอาจจะไปไม่รอด แต่นักเตะขยันทุ่มเทอาจจะสามารถไปได้ไกล”

ดาวรุ่งพรแสวงได้โอกาสก้าวไปสู่เวทียุโรปด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีกับ เอ็นเค วอร์เท็คส์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วาราซดิน) ในลีกโครเอเชีย แต่ฤดูกาลแรกยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะเจดิแน็คยังไม่สามารถเบียดแย่งพื้นที่ตัวจริงได้ และได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองเพียงเกมเดียวในยูฟ่า คัพรอบคัดเลือกพบกับ เลอวาเดีย มาร์ดู

“ปีแรกสำหรับผมเรียกว่าไปไม่รอดเลย แต่ผมได้เรียนรู้หลายอย่างและเติบโตมากขึ้นในฐานะชายคนหนึ่ง” เจดิแน็ค เล่าย้อน “และนั่นก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นและเป็นคนที่ดีขึ้น”

การย้ายกลับบ้านเกิดมาเล่นในเอ-ลีก ออสเตรเลียอีกครั้งกลายเป็นความสำเร็จ แม้ระยะแรกๆ เซ็นทรัล โคสต์ มาริเนอร์จะไม่ต้องการตัวเจดิแน็คในทีม แต่เจดิแน็คก็ค่อยๆ พาตัวเองสร้างผลงานจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยมของเอ-ลีกด้วยการพาทีมจากกอสฟอร์ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ฤดูกาล 2007/2008 ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะสามารถคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพมาครอง

ในวัย 24 ปี หลังจากความสำเร็จในเอ-ลีก 3 ฤดูกาลต่อเนื่อง เจดิแนคก็ตัดสินใจกลับคืนสู่เวทียุโรปอีกครั้งด้วยการไปร่วมทีมเก็นเคลอร์บีร์ลิจิ ในลีกโปรตุเกส ซึ่งเจดิแนคกล่าวว่า เป็นสัญญาที่ปฏิเสธไม่ลงเลย

เจไดเริ่มต้นได้อย่างสวยงามกับทีมจากเมืองอังการา แต่ต่อมาเส้นทางอาชีพนักเตะก็เริ่มโรยราลง จนกระทั่งโทนี่ โปโปวิช ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมคริสตัล พาเลซ เป็นเหมือนผู้ช่วยกู้ชีวิตนักเตะเจดิแนค แม้ในขณะนั้นพาเลซกำลังร่อแร่จวนตกชั้นลงไปเล่นลีกรอง มิดฟิลด์ออสเตรเลียนตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทีมปราสาทเรือนแก้ว และต่อจากนั้นเราก็คงได้เห็นกันมาทั้งหมดแล้ว

เส้นทางสู่ดวงดาว

ภายใต้การคุมทีมของโค้ชดั๊ก ฟรีดแมน และผู้ช่วย โทนี่ โปโปวิช ไมล์ เจดิแนค ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์เกมรับและโชว์ฝีเท้าการจ่ายบอลแม่นและสวยงาม และที่นี่เองที่ความสามารถของเจดิแนคได้ส่องประกายให้เห็น

รูปร่างสูงใหญ่และกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ทำให้เจดิแนค เหมาะสมกับตำแหน่งนี้และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ตำแหน่งมิดฟิลด์เกมรับที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ต้องคุมเกมกลางสนามและต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ซึ่งไมล์ เจดิแนคมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่ความสามารถในการอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยมเท่านั้น ความขยันและดุในเกมรับรวมกับเทคนิคฟุตบอลที่ช่วยให้จับจังหวะการเข้าบอลได้อย่างเพอร์เฟ็ค หนักแน่น ซึ่งดูแล้วแทบจะเป็นสไตล์เดียวกับกมรับพันธุ์ดุจอมเก๋า อย่างคาร์เลส ปูโยล

ความสามารถในการสอดแทรกขึ้นมาเล่นเกมบุกและยิงประตู ไม่ว่าจะเป็นจังหวะฟรีคิกหรือโอเพ่นเพลย์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความน่ากลัวให้เจดิแน็คเช่นกัน

แม้ว่าฝีเท้าของเจดิแนคน่าจะได้ไปเล่นกับทีมระดับท็อปในพรีเมียร์ลีก แต่ดูเหมือนกว่าตราบใดที่ยังมีกัปตันเจไดวัย 30 ปีอยู่กับคริสตัลพาเลซ เส้นทางความอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกของปราสาทเรือนแก้วก็ยังสดใส สำหรับทีมที่มีปัญหากับการหาโค้ชมาคุมทีมหลังจากผ่านการเปลี่ยนโค้ชไปถึง 5 คนแล้ว ไมล์ เจดิแนคในฐานะกัปตันจึงเป็นเสมือนเรือธงและแสงสว่างนำทางของทีม หากไม่ต้องมองถึงความสามารถในสนามฟุตบอล คุณสมบัติผู้นำของเจดิแนค ที่ยืนหยัดพาทีมฟันฝ่ามรสุมก็เป็นความยอดเยี่ยมที่หาได้ยากในตัวนักฟุตบอล

ช่วงเวลายุ่งยากในทีมระดับสโมสรจากปัญหาโทนี่ พูลิส ที่บังเอิญลาออกปุบปับ ต่อด้วยกุนซือขัดตาทัพอย่างนีล วอร์น็อคที่ถูกเด้งพ้นตำแหน่งก่อนที่ อลัน พาร์ดิวจะก้าวเข้ามา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไมล์ เจดิแนคเคยเจอสถานการณ์ใกล้เคียงกันมาแล้วเมื่อครั้งทีมซ็อคเกอร์รูต้องดิ้นรนสู้ภายใต้การคุมทีมของโฮลเกอร์ ออสเซียค ก่อนจะมายกเครื่องใหม่ภายใต้การคุมทีมของอังเก้ โปสเตโคกลู ที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จอย่างสวยงามจนถึงปัจจุบัน

แม้จะถูกมองว่าบทบาทของเจดิแนค จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้นำของสโมสรและทีมชาติ แต่หากย้อนกลับไปดูสถิติก็จะเห็นว่าเจดิแนค ไม่ได้มีดีแค่ความเป็นผู้นำเท่านั้น จากสถิติของ Opta กัปตันเจไดเข้าบอลเฉลี่ย 3.4 ครั้งต่กม และตัดบอลได้ 3.7 ครั้งต่อเกม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่านักเตะคนใดในพรีเมียร์ลีก คะแนนคามสามารถของเจดิแนคคือ 7.59 นับว่าเป็นคะแนนที่สูงสุดเป็นอันดับ 5 ในลีก ซึ่งนักเตะที่มีชื่อติดอันดับ 10 คนแรกล้วนมาจากทีมใหญ่อย่างอาร์เซนอล เชลซีและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ทั้งนั้น และนอกจานี้ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไมล์ เจดิแนค ได้รับการเสนอชื่อเป็นมิดฟิลด์เกมรับที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของยุโรป แม้จะเป็นการดูจากสถิติล้วนๆ และไม่มีการประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการก็ตาม

และนอกจากผลงานยอดเยี่ยมกับสโมสร กัปตันเจไดยังโชว์ความสุดยอดกับทีมชาติออสเตรเลีย การแบกความคาดหวังของแฟนบอลแดนจิงโจ้บนสองไหล่นับเป็นงานหนักแม้จะเป็นไหล่ที่แข็งแกร่งจะกัปตันเจได และนั่นยังไม่นับการที่ทีมซ็อคเกอร์รูเพิ่งจะตั้งต้นสร้างทีมกันใหม่ก่อนฟุตบอลโลกและเอเชี่ยนคัพโดยการยกเครื่องนักเตะชุดใหม่ทั้งหมด แม้ผลงานส่วนตัวจะไม่ยอดเยี่ยมโดดเด่น แต่บทบาทของกัปตันเจไดในสนามก็ช่วยประคองนักเตะรุ่นน้องที่ยังอ่อนประสบการณ์ให้สร้างผลงานได้อย่างดีจนกลายเป็นความหวังใหม่ของทีมชาติที่จะก้าวผ่านช่วงเวลามืดมนของฟุตบอลออสเตรเลีย

สำหรับนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมออย่างไมล์ เจดิแนค การที่ยังไม่ได้รับเลือกให้มีชื่อเข้ารับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอาจจะทำให้รู้สึกน้อยอกน้อยใจที่ความทุ่มเทและตั้งใจจริงถูกมองข้าม แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็พูดได้ว่าไมล์ เจดิแนคไม่ได้หมกมุ่นลุ่มหลงอยู่กับความสำเร็จส่วนตัวหรือการถูกขนานนามว่าเป็นนักเตะผู้ยิ่งใหญ่

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นกันเองและความเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ของเจดิแนคก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รุ่นน้องรักและนับถือ และทำให้แฟนฟุตบอลยกย่องชมเชย “ทุกคนคิดว่านักฟุตบอลมีพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ประสบความสำเร็จ แต่ไมล์ เจดิแน็คไม่ได้เป็นแบบนั้น” คูลิน่า กล่าวเสริม “พระเจ้าประทานพรให้เจดิแน็คในด้านอื่น ให้เขาให้ได้คุณสมบัติยอดเยี่ยมด้านอื่น คือความตั้งใจ บุคลิกที่น่าชื่นชม และความขยันมุมานะ”

หาประวัติศาสตร์จะเป็นตัวชี้วัดอนาคต ไมล์ เจดิแนค ยังคงมีอะไรอีกมากมายที่พร้อมจะนำมาสู่วงการฟุตบอลทั้งในออสเตรเลียและฟุตบอลเอเชีย และคุณสมบัติที่คูลิน่ากล่าวถึงก็จะทำให้กัปตันเจไดยังคงครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเอเชียต่อไปอีกหลายปี

อ่านและพูดคุยกับเรา #FFTASIA50

50 สุดยอดนักเตะเอเชีย ร่วมนำเสนอโดย Samsung Sports Flow ข้อมูลกีฬาที่ครบถ้วนและครอบคลุมมากที่สุดในแอพเดียว ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ที่นี่ที่เดียว