ไม่มีลูกรัก : กุนซือผู้ยึดถือระบบก่อนซุเปอร์สตาร์ (ยกเว้นมูรินโญ)

Paul Pogba, Jose Mourinho

การตกเป็นตัวสำรองของ เซร์คิโอ เกวโร่ และ เจมี่ วาร์ดี้ 2 กองหน้าตัวเก่งของเวทีพรีเมียร์ลีก คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ตำแหน่งตัวจริงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม

แน่นอนว่าทุกทีมต้องเคยผ่านเหตุการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง ซูเปอร์สตาร์ หรือ ทีม ซึ่งทั้งคู่สามารถสร้างผลดีให้กับทีมได้ทั้งนั้น ดังเช่นในกรณีของ หลุยส์ ซัวเรส กองหน้าตัวเก่งของบาร์เซโลนา ที่ครั้งหนึ่งเคยแบกลิเวอร์พูลจนเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ขณะที่ทีมเวิร์คของแอตเลติโก มาดริด ภายใต้การทำทีมของ ดิเอโก ซิเมโอเน คือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลนา 2 มหาอำนาจฟุตบอลสเปนได้อย่างที่เราเห็นกัน

เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในถิ่นของลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ พวกเขาทำผลงานได้น่าอย่างประทับใจด้วยฟุตบอลทีมเวิร์คอันน่าชื่นชน ส่งผลให้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าขาแดนซ์ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับเวสต์บรอมวิชฯ เพราะที่ผ่านมาเขาทำได้ไม่ดีพอเมื่อได้รับโอกาส

Daniel Sturridge, Liverpool

สเตอร์ริดจ์เพิ่งโชว์ฟอร์มหรูในฟุตบอลถ้วย ทว่าเขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่เหมาะกับสไตล์ของ เจอร์เก้น คล็อปป์

วันต่อมา พอล ป็อกบา สตาร์ค่าตัวแพงหูฉี่นำทัพแมนฯ ยูฯ ลงดวลเชลซี แม้เขาจะทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายต้นสังกัดของเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อสิงห์บลูแบบหมดท่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า บางทีทีมเวิร์คอาจจะสำคัญกว่าซูเปอร์สตาร์

ไม่มีใครการันตีตัวจริง

สเตอร์ริดจ์ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียวที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะ เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงผู้นำ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เพิ่งนั่งดูเพื่อนเล่นอยู่ข้างสนามเช่นกัน เมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี เลือก ชินจิ โอกาซากิ กองหน้าจอมขยันชาวญี่ปุ่นลงเล่นแทน ส่วน อาเบล เอร์นานเดซ และ คริสเตียน สตัวนี ดาวซัลโวของ ฮัลล์ ซิตี้ และ มิดเดิ้ลสโบรห์ ต่างมีอันต้องหลุดจาก 11 ตัวจริง

ขณะที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ดาวซัลโวของอาร์เซนอลในฤดูกาลที่แล้ว ยังไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเลยด้วยซ้ำในปีนี้ เนื่องจากเจอปัญหาบาดเจ็บเล่นงาน จนถูก อเล็กซิส ซานเชส เบียดแย่งตำแหน่งกองหน้าเบอร์ 1 ของทีมไปครอง ส่วนอีกฝากหนึ่งของลอนดอนเหนือ แฮร์รี่ เคน กับ วินเซนต์ แยนส์เซ่น 2 หัวหอกสเปอร์ส ถูก ซน ฮึง มิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ไล่เบียดตำแหน่งตัวจริงของทีมอย่างดุเดือด

ด้านเชลซีก็มี เชสก์ ฟาเบรกัส กองกลางเท้าชั่งทองที่เคยเป็นศูนย์กลางของอาร์เซนอล แต่ปัจจุบันเขากลับกลายสภาพเป็นเพียงตัวสำรองของสโมสร เพราะถูก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวรับคนใหม่เบียดแย่งตำแหน่งไปครอง เอฟเวอร์ตันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าเมื่อ รอส บาร์คลีย์ เพลย์เมคเกอร์ตัวทีเด็ดโชว์ฟอร์มไม่ออก ทำเอา โรนัลด์ คูมัน กุนซือใหญ่ของทีมถอดชื่อเขาเป็นเพียงตัวสำรองและให้โอกาสผู้เล่นคนอื่นลงแทน

Son Heung-min

การที่กองหน้าเกาหลีใต้รายนี้ได้โอกาสบ่อยๆ ทำให้เขาค่อยๆงัดฟอร์มเก่งจนสามารถเบียดแย่งตำแหน่งกับ แฮร์รี่ เคน อย่างสนุก

    กุนซือรุ่นใหม่

    มันคงไม่ผิดอะไรหาก อเกวโร่, สเตอร์ริดจ์ และ ผู้เล่นที่เสียตำแหน่งคนอื่น อยากแหกปากโวยวายเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แม้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นผู้ยิงประตูชัยช่วยทีมมาแล้ว

    ความจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่พวกฉายเดี่ยวหรืออะไรทำนองนั้น เพียงแต่ว่าด้วยสไตล์และความสามารถทำให้พวกเขาต้องเป็นศูนย์กลางของทีมเพื่อแสดงผลงานออกมา การที่กุนซือกล้าดร็อปแข้งเหล่านี้และให้โอกาสแข้งรายอื่นลงแทน มันแสดงให้เห็นว่าบัดนี้แนวทางของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้เปลี่ยนไปแล้ว

    มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ เจอร์เก้น คลอปป์, เมาริซิโอ โปเชตติโน และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา หันมาใช้แนวทางการทำทีมแบบเดียวกันหมด เช่นเดียวกับ โรนัลด์ คูมัน และ อันโตนิโอ คอนเต้ พวกเขาทั้งหมดคือกุนซือยุคใหม่ของวงการลูกหนัง โดยหันมาใช้งานนักเตะที่มีความหลากหลายมากขึ้น

    สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของเทรนเนอร์ที่เรากล่าวถึงข้างต้นคือ พวกเขาชอบให้ลูกทีมบีบกดดันคู่แข่งสูง เพรสซิงหนัก และ วิ่งตลอดเกมแบบไม่มีหมด ดังนั้นคุณภาพของทีมจึงวัดที่ผลงานโดยรวม ของนักเตะทุกคนจนทีมได้ประตู การให้เครดิตกับสตาร์เพียงคนเดียวอย่าง อเกวโร่ หรือ สเตอร์ริดจ์ จึงไม่มีผลกับการตัดสินเหล่านี้อีกต่อไป

     

    Roberto Firmino, Sadio Mane

    ฟีร์มิโน และ มาเน่ ช่วยกันทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลมีสีสันขึ้น

    ซึ่งสิ่งนี้เองก็ไม่ได้หายไปในบรรดากุนซือรุ่นเก่า เพราะ อาร์แซน เวงเกอร์ ก็เปลี่ยนมาสร้างทีมโดยมีอเล็กซิสเป็นศูนย์กลางในเกมรุก หลังจากที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างทีมขึ้นมาจาก เธียร์รี อองรี, โรแบร์ ปิแรส และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ขณะที่ มาร์ค ฮิวจ์ นายใหญ่สโต๊คเองก็เช่นกัน เขาดัน โจ อัลเลน กองกลางคนใหม่ขึ้นไปเป็นเพลย์เมคเกอร์เต็มตัว จนทำให้ โบยาน เกร์กิช กองหน้าชาวสเปนต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง

    ไม่มีทางหรอกโชเซ่

    อย่างไรก็ตาม มูรินโญเป็นกุนซือที่อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากป็อกบาที่จับจองตำแหน่งตัวจริงแล้ว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คือผู้เล่นอีกรายที่ได้รับการการันตีตัวจริงเช่นกัน ลองคิดง่ายๆหากกองหน้าสวีดิชอยู่ภายใต้การทำทีมของ คล็อปป์, คอนเต้ หรือ กวาร์ดิโอลา เขาจะยังได้เป็น 11 ตัวจริงอยู่หรือไม่

    มูรินโญคือผู้จัดการทีมที่ไม่ชอบดร็อปแข้งสตาร์ดัง หากสถานการณ์ไม่บีบบังคบให้เขาต้องทำแบบในกรณีของเวย์น รูนีย์ เราจึงเห็นได้ชัดว่าแนวทางการทำทีมของเขายังห่างไกลกับกุนซือพลังหนุ่มคนอื่น

     

    Juan Mata, Jose Mourinho

    มาต้าครั้งหนึ่งเคยถูกมูรินโญดร็อปที่เชลซี

    สิ่งเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ว่ายุคสัมยของฟุตบอลอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน มูรินโญยังเข้ามาคุมทีมในระบบ 4-4-2 โดยมีคู่กองหลังสุดแข็งแกร่ง, ปีกความเร็วสูงคอยสร้างสรรค์โอกาสให้กองหน้า เรียกได้ว่าเชลซีชุดนั้นคุณภาพคับแก้วมากๆ พวกเขาคว้าแชมป์ลีกโดยมีคะแนนนำอันดับ 2 ถึง 12 คะแนน แถมยังเสียแค่ 15 ประตูตลอดฤดูกาลอีกด้วย

    วันใหม่ ยุคใหม่

    โมเดลการทำทีมของมูรินโญเริ่มถูกเลียนแบบมากขึ้น จนสุดท้ายเกือบทั้งลีกหันมาใช้กองหน้าเดี่ยว, เกมสวนกลับ และ กองกลางตัวรับสไตล์ มาเกเลเล่ มันใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเปลี่ยนจากความแปลกใหม่เป็นสไตล์หลักของลีกอังกฤษ

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสไตล์ของมูรินโยค่อนข้างซ้ำซากจำเจ เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตาม ส่งผลให้แนวทางการทำทีมแบบอื่นริ่มได้ผลมากกว่าของโค้ชชาวโปรตุกีส

    เพราะฉะนั้นหาก เดอะ สเปเชียล วัน ต้องการเอาตัวรอดในลีกอันแข็งแกร่งนี้ เขาจำเป็นต้องรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน เคยทำ จาก แมนฯ ยูฯ ที่เน้นการทำเกมรุมของวิงแบ็คในช่วงแรก เปลี่ยนมาเป็นเกมสวนกลับเร็วโดยใช้ปีกทั้ง 2 ข้างเป็นคนทำเกมแทน นั่นก็คือ คริสเตียโน โรนัลโด้ และ ไรอัน กิ๊กส์

    หรือแม้แต่ เคนนี ดัลกริช อดีตกุนซือลิเวอร์พูลที่ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จกับแบล็คเบิร์น ด้วยการเน้นใช้ปีกทำเกมรุก แต่ 20 ปีต่อมา แผนของเขาก็ไม่เวิร์คอีกต่อไป เห็นได้ชัดจากสมัยที่คุมทัพหงส์แดงคำรบสอง

    เฟอร์กี้คือกุนซือที่ยอมวางแนวทางของตัวเองเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทีมของเขา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมากมายคือ เขาพยายามที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆอยู่เสมอ

    มูรินโญที่ผ่านการคว้าแชมป์มานับไม่ถ้วน อาจจะอ้างว่าแผนของเขากำลังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่การที่เขาไม่ยอมปรับรูปแบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป บางทีชื่อเสียงที่สะสมอาจจะมลายหายไปง่ายๆ

    More features like this every day on FourFourTwo.com