ไม่มีโมเรโน่ก็รั่วได้ : เมื่อหงส์แดงโดนเบิร์นลี่ย์ดับซ่าส์

พอล ไวลค์ส ได้นั่งชมเกมที่บ็อกซ์นักข่าวในเทิร์ฟ มัวร์ และได้วิเคราะห์เกมที่เดอะ คลาเร็ตส์ ดับซ่าส์หงส์แดงโดยใช้ Stats Zone

1. บอลไดเร็กต์ของเบิร์นลี่ย์สร้างปัญหาให้กับแนวรับลิเวอร์พูล

แม้ว่าจะเป็นบ่อน้ำมันในนัดที่เจอกับอาร์เซนอล แต่ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ก็ไม่สมควรจะโดนตำหนิอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นแล้วว่าเกมรับของพวกเขาเปื่อยยุ่ยขนาดไหนเมื่อโดนเบิร์นลี่ย์นำ 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก โดยเจ้าบ้านใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็โดนดีเมื่อ เดยัน ลอฟเรน กับ รักนาร์ คลาวาน ปล่อยให้ แซม โวคส์ มีเวลาตั้งป้อมยิงตรงริมกรอบเขตโทษผ่านมือ ซิมง มิโญเล่ต์ เข้าไปอย่างหมดจด

เบิร์นลี่ย์เริ่มเกมด้วยความดุดันซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เกรงกลัวลิเวอร์พูลเลย เมื่อ อังเดร เกรย์ กับ จอร์จ บอยด์ วิ่งเข้าหาแนวรับทีมเยือนตลอด และความอันตรายในลูกกลางอากาศของโวคส์ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับคู่เซ็นเตอร์อย่างลอฟเรนกับคลาวานอีกด้วย เมื่อเจ้าตัวเอาชนะในการดวลลูกกลางอากาศได้ถึง 8 จาก 12 ครั้ง

"กองหน้าสองคนนี้เล่นได้และแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันห้าวหาญ" เจอร์เก้น คล็อปป์ กล่าวหลังจบแมตช์ โดยทีมจากแลงคาเชียร์แสดงความเฉียบคมด้วยการกดไป 2 ตุงจากโอกาสยิงแค่สองครั้งในช่วง 45 นาทีแรก แต่ลิเวอร์พูลเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองพ่ายแพ้ในนัดนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อพวกเขาได้ครองบอลถึง 81% แต่กลับขาดไอเดียการเข้าทำตลอดทั้งเกม "บางครั้งลิเวอร์พูลก็มีนักเตะในแผงมิดฟิลด์ถึง 6 คน แต่ผมวางผู้เล่นในตำแหน่งกองกลาง 6 คนเราก็คงเก็บบอลได้หลายครั้งเหมือนกัน" ผู้จัดการทีมเบิร์นลี่ย์ ฌอน ไดซ์ กล่าวหลังจบเกม "แต่เราต้องการจะเจาะแผงหลังและทำให้มันมีประสิทธิภาพ"

2. ในที่สุดเดฟูร์ก็ได้มาพรีเมียร์ลีก

เป็นเวลา 6 ปีนับตั้งแต่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขียนจดหมายถึง สตีเว่น เดฟูร์ เพื่อแสดงความเสียใจต่ออาการบาดเจ็บของเขา โดยตอนนั้นอดีตกัปตันทีมสตองดาร์ ลีแอช อายุแค่ 21 ปีตอนที่ได้รับจดหมายที่ตัวเองไม่ได้คาดฝันที่อวยพรให้เขาฟื้นตัวจากอาการกระดูกฝ่าเท้าแตก พร้อมทั้งคำมั่นสัญญษจากเฟอร์กูสันที่ว่าจะติดต่อมาอีกในอนาคต

แม้การย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด จะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ แต่ในที่สุดกองกลางชาวเบลเจี้ยนก็ย้ายมาเล่นในอังกฤษในถิ่นเทิร์ฟ มัวร์ และมีการประเดิมสนามอันน่าจดจำ เมื่อเบิร์นลี่ย์เอาชนะลิเวอร์พูลในเกมลีกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1974

ในนาทีที่ 37 เดฟูร์โชว์ความแข็งแกร่งด้วยการเอาชนะคลาวานในจังหวะปั๊มบอล 50-50 ก่อนจะจ่ายบอลให้กับเกรย์เลี้ยงตัดเข้าในก่อนจะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายเป็นประตู 2-0 โดยศูนย์หน้าค่าตัว 6 ล้านปอนด์กดไป 23 ตุงในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซีซั่นก่อน แต่ก็ยิงได้แค่ลูกเดียวจาก 10 นัดหลังสุดในบ้านตัวเองก่อนที่ลิเวอร์พูลจะมาเยือน

เดฟูร์ตัดบอลได้ 3 ครั้งและบล็อคอีกสองหนก่อนที่จะถูกแทนที่โดย โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมุนด์สสัน ในนาทีที่ 56 เห็นได้ชัดว่าเขายังขาดเรื่องความฟิต แต่ถ้าสามารถปลอดจากอาการบาดเจ็บได้เขาจะเป็นการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญสำหรับเบิร์นลี่ย์เลยทีเดียว

3. เฮนเดอร์สันต้องขึ้นหน้ามากกว่านี้

การขยับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่ยืนต่ำไม่ได้ช่วยปกป้องแผงหลังอย่างที่ต้องการ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทั้ง จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม และ อดัม ลัลลาน่า ก็ตามที

โดยเมื่อฤดูกาลก่อนการประสานงานระหว่างเฮนโด้กับ เอ็มเร่ ชาน อาจทำให้ลิเวอร์พูลรู้สึกมั่นคงก็จริง แต่ตัวเขาเองดูโดดเดี่ยวเล็กน้อยและบ่อยครั้งก็มีช่องโหว่ในการเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ทีมเยือนเกิดช่องว่างมากเกินไป จนเบิร์นลี่ย์สามารถสร้างอันตรายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แม้กัปตันทีมลิเวอร์พูลจะสามารถคุมจังหวะเกมได้จากตรงกลางสนาม เมื่อจ่ายบอลได้ 122 ครั้งและสร้างสรรค์โอกาสอีก 3 หน แต่ตำแหน่งดังกล่าวก็เป็นตัวฉุดรั้งไม่ได้เจ้าตัวดึงจุดที่แข็งที่สุดของตัวเองออกมา นั่นก็คือการสอดขึ้นไปเติมเกมรุก เพราะเมื่อเฮนเดอร์สันพยายามจะขึ้นหน้า เพื่อนร่วมทีมก็ไม่สามารถจะเติมเต็มช่องว่างที่เขาทิ้งไว้ได้

ในนาทีที่ 65 เฮนเดอร์สันโดนจดชื่อจากการไปทำฟาวล์กุ๊ดมุนด์สสันหลังจากที่ทำเสียบอล ซึ่งจังหวะนี้เองคือตัวที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความผิดหวังของเขา

4. คล็อปป์มองว่าลัลลาน่าเล่นมิดฟิลด์ได้

"ถึงจะเป็นบทบาทที่แตกต่างออกไปก็จริง แต่ผมก็รู้สึกยินดีและพร้อมจะเล่นตรงไหนก็ได้ตามแต่ที่ผู้จัดการทีมอยากจะให้ผมเล่น ตราบใดที่มันเป็นประโยชน์ต่อทีม" ลัลลาน่ากล่าวกับเว็บไซต์ที่เป็นทางการของลิเวอร์พูล ซึ่งอดีตตัวรุกของเซาแธมป์ตันได้รับอนุญาตให้วิ่งทำเกมรุกบริเวณกรอบเขตโทษได้ในฐานะหนึ่งในสามมิดฟิลด์ตัวกลาง ถึงแม้ว่าการเล่นแบบเสี่ยงๆของเขาจะนำมาซึ่งก็โดนสวนกลับก็ตาม

"พวกเราผ่านบอลและเสียบอลผิดเวลา" คล็อปป์กล่าว โดยอดีตกุนซือดอร์ทมุนด์สร้างความงุนงงในการจัดทีมซึ่งผลงานในเกมนี้ก็ฟ้องอย่างเห็นได้ชัดว่าจำเป้นต้องปรับสมดุลในแผงมิดฟิลด์ 3 ตัวเสียใหม่ก่อนที่จะไปเยือนไวท์ ฮาร์ท เลน สัปดาห์หน้า

แม้ว่าลัลลาน่าจะโชว์สเต็ปเท้าอันรวดเร็วและการเปลี่ยนแกนที่ทำให้คู่ต่อสู้วิ่งไปคนละทางบ่อยครั้ง แต่เขาจำเป็นต้องเลือกจังหวะยิงให้ดีกว่านี้ เพราะมีไม่น้อยเหมือนกันที่ลูกยิงถูกบล็อค ซึ่งมีอยู่ 5 หนที่ความพยายามของเขาถูกหยุดโดยนักเตะเบิร์นลี่ย์ก่อนที่บอลจะไปถึงผู้รักษาประตู ทอม ฮีตัน ถึงแม้ว่าครึ่งหลังเขาจะไม่ได้ลองสักครั้งก็ตาม

5. มิลเนอร์เล่นแบ็คซ้ายนิ่งกว่าโมเรโน่

ฟอร์มของโมเรโน่ในเกมกับอาร์เซนอลนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แม้คล็อปจะยืนยันว่าแบ็คซ้ายชาวสแปนิชนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกที่เสียไปประตูแรก แต่หยุดไม่ให้กุนซือชาวเยอรมันดร็อปโมเรโน่แล้วเลือกใช้คนที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่างมิลเนอร์ไปไม่ได้

"ผมไม่ค่อยรู้สึกถนัดนัก เพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่ผมอยากเล่น แต่ทีมต้องมาก่อนตัวบุคคล" มิลเนอร์ยอมรับกับ FFT หลังจากที่รับหน้าที่ดังกล่าวเป็นครั้งแรกในเกมยูโรป้า ลีก กับแมนฯยูไนเต็ดเมื่อซีซั่นก่อน

ซึ่งจากการที่ถนัดขวา ทำให้เจ้าตัวสามารถเปิดบอลได้ได้มุมที่กว้างขึ้น แม้จะไม่ใช่ทุกครั้งก็ตาม ซึ่งอัตราส่วนการเปิดบอลสำเร็จหนึ่งต่อสิบครั้งเป็นตัวบอกได้อย่างดี "ผมเห็นลูกครอสวยๆหลายครั้งแต่ไม่มีใครอยู่ตรงกรอบเขตโทษเลย" คล็อปป์โอดครวญหลังจบเกม

 อย่างไรก็ตามเจ้าตัวมีส่วนร่วมกับเกมเป็นอย่างมากและเล่นได้แน่นอนกว่าโมเรโน่ยามที่มีบอล โดยสร้างสรรค์โอกาสได้ 4 หนและจ่ายบอลสำเร็จถึง 48 จาก 52 ครั้งในพื้นที่สุดท้าย อีกทั้งแทบจะไม่ได้เจอบททดสอบในเกมรับเลยด้วย

และเมื่อโมเรโน่ลงมาแทนมิลเนอร์ในช่วง 13 นาทีสุดท้าย แฟนบอลเบิร์นลี่ย์ก็ได้ยินดีปรีดากันอย่างมาก เพราะมั่นใจได้ว่ายังไงเกมนี้ก็ไม่มีโอกาสพลิกแล้ว

เกร็ดหลังเกม

STATS ZONE

วิเคราะห์เกมด้วยตัวเองทาง Stats Zone: Free on iOS • Free on Android

  • เบิร์นลี่ย์ทำประตูได้ในการยิงสองครั้งแรกในเกมกับลิเวอร์พูล และเป็นสองครั้งที่พวกเขายิงตรงกรอบ
  • เดอะ คลาเร็ตส์ มีชัยเหนือลิเวอร์พูลในเกมลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1974 ซึ่งไม่ชนะเลย 7 นัดติดต่อกัน
  • แซม โวคส์ กลายเป็นนักเตะเบิร์นลี่ย์คนแรกที่ทำประตูลิเวอร์พูลในลีกได้ที่เทิร์ฟ มัวร์ นับตั้งแต่ เรย์ ฮันกิ้น เมื่อเดือนมีนาคม 1975 ก่อนที่จะยิงหงส์ไม่ได้เลยในอีก 6 นัดหลังจากนั้น
  • เบิร์นลี่ย์ยิงนัดนี้นัดเดียวมากกว่าที่ลงเล่นเกมเหย้าในพรีเมียร์ลีก 7 นัดก่อนหน้านั้นรวมกัน (ตอนนั้นยิงรวมกันได้ลูกเดียว) เสียอีก 
  • โวคส์ทำประตูแรกได้ในรอบ 28 นัดในพรีเมียร์ลีก
  • ลิเวอร์พูลเก็บคลีนชีตได้เพียงแค่ครั้งเดียวจาก 11 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก (6-0 v แอสตัน วิลล่า)
  • นับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาทำทีม มีเพียง แอสตัน วิลล่า (12 ครั้ง) และเวสต์แฮม (10 ครั้ง) ที่ทำพลาดจนเสียประตูมากกว่าลิเวอร์พูล (9 ครั้ง) ในพรีเมียร์ลีก 

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android