ไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือน? : เสียงสะท้อนจากแข้งทอง..."ฟุตบอลก็แค่อาชีพหนึ่ง"

แกรี่ ฮาร์ทลี่ย์ ขอสะท้อนถึงสถิติตัวเลขที่ไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงถึงความเย้ายวนใจในการเล่นฟุตบอลอาชีพ

“เรามีความฝันเดียวกัน,

เราต่างต้องการสิ่งเดียวกัน … โอ …

และทั้งหมดที่เราต้องการคือได้เห็นมันด้วยกัน”

- เบลินดา คาร์ไลส์

หลุดพ้นจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันน่าเบื่อหน่าย สู่การเติมเต็มความฝันวัยเยาว์ในทุกๆ วัน พร้อมรายได้มหาศาลและสิทธิพิเศษมากมาย ทุกสิ่งที่พูดมาข้างต้นถูกสะท้อนโดยเหล่านักฟุตบอลดาวรุ่งยามให้สัมภาษณ์กับสื่อ ซึ่งพวกเขาดูมีความสุขจนน่าอิจฉา เหมือนลูกแมวที่ติดของเล่นใหม่ยังไงยังงั้น

ทุกวันผมมาถึงสนามซ้อมเวลา 10 โมงครึ่งและทำตัวเป็นมืออาชีพเต็มที่ พอเลิกซ้อมตอนบ่ายโมงผมก็ทิ้งฟุตบอลออกจากหัวไปเลย

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป ประเด็นที่เหล่าแข้งทองต้องพูดต้องตอบก็เปลี่ยนตาม เพราะนอกจากเป้าหมายในชีวิตแล้ว พวกเขายังต้องพูดถึงการเป็นแบบอย่างให้คนอื่น รวมถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วย แต่ฟุตบอลก็ยังคงสนุกอยู่ใช่มั้ย? ใช่สิ เพราะคุณยังได้เห็นสีหน้าท่าทางที่นักเตะแสดงอารมณ์ร่วมระหว่างเกม ตลอดจนรอยยิ้มเวลาได้รับรางวัลต่างๆ

“ผมจะไม่พูดหรอกนะว่าเกลียดฟุตบอล แต่ให้พูดตามตรงก็ไม่ถึงกับมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ ทุกวันผมมาถึงสนามซ้อมเวลา 10 โมงครึ่งและทำตัวเป็นมืออาชีพเต็มที่ พอเลิกซ้อมตอนบ่ายโมงผมก็ทิ้งฟุตบอลออกจากหัวไปเลย เวลาทำงาน ผมเต็มที่กับมัน 100% แต่หลังจากนั้นผมมองตัวเองเหมือนนักท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน ซื้อบัตรขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปนู่นมานี่ หาอะไรอร่อยๆ กินอย่างที่คนเขาทำกัน”

- เบอนัวต์ อัสซู-เอก็อตโต้

เดี๋ยว… นี่ท่าจะไม่ใช่ละ จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่อย่างแรงเลยด้วย เพราะนี่เหมือนภาพที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตของเราเองมากกว่าฝันที่เป็นจริงเสียอีก จะต่างก็ตรงไม่มีแซนด์วิชเย็นชืดที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต กับมันฝรั่งทอดกรอบไว้กินเล่นตรงโต๊ะทำงานแค่นั้นแหละ

อีกวันธรรมดาในสำนักงาน

โลกทุกวันนี้ล้วนเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นทางดีหรือร้าย แต่บางเรื่องก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับนักในเกมอันงดงามนี้ อย่างเช่นเรื่องรักร่วมเพศที่จนถึงทุกวันนี้มีนักเตะออกมาเปิดเผยตัวเองน้อยมาก อัสซู-เอก็อตโต้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับนักฟุตบอลที่ยอมรับว่าไม่ใช่แฟนฟุตบอล และพร้อมต่อสู้กับเสียงวิจารณ์เสมอ เพราะแม้อาจมีหลายคนที่มองเห็นฟุตบอลเป็นแค่งานเหมือนกับเขา แต่กลับเลือกที่จะนิ่งเฉยเสียมากกว่า

อัสซู-เอก็อตโต้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับนักฟุตบอลที่ยอมรับว่าไม่ใช่แฟนฟุตบอล และพร้อมต่อสู้กับเสียงวิจารณ์เสมอ

เดวิด แบ็ตตี้ ก็ถือเป็นอีกตัวอย่าง เจ้าตัวชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผู้จัดการไม่ชอบใจเท่าไหร่เป็นอย่างมาก และหลังจากแขวนสตั๊ดก็แทบจะตัดขาดจากโลกลูกหนังไปเลย ไม่สนใจที่จะรับงานเป็นนักวิจารณ์หรือโค้ชเหมือนอดีตนักเตะส่วนใหญ่

แม้ชีวิตการค้าแข้งของแบ็ตตี้ส่วนใหญ่ตำเนินไปอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมืออาชีพ แต่จุดโทษที่เขายิงพลาด ส่งอังกฤษตกรอบ 16 ทีมฟุตบอลโลก 1998 ก็กลายเป็นรอยด่างพร้อยสำคัญ บางทีเสียงประณามและแรงกดดันจากเหตุการณ์นั้นอาจทำให้เจ้าตัวเลือกเดินออกห่างจากแสงไฟในทุกวันนี้ก็เป็นได้

นั่นแหละประเด็น เพราะในโลกเรามีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตแบบไม่แคร์สายตาใคร ยึดถือคติที่ว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว แต่บางคนกลับต้องเตรียมใจให้พร้อมกับการถูกตรวจสอบอย่างหนักหน่วง พร้อมกับปฏิบัติตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือด้วย เพราะบางทีเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่แค่หลับแล้วตื่นมาก็เกิดขึ้นได้

“ฟุตบอลแม่*เ*ย”

- ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

แม้เจ้าตัวเคยกล่าวไว้เช่นนี้จริงๆ ในอดีต แต่ตอนนั้นยังเยาว์วัยอยู่ เวลาเปลี่ยนไปอะไรๆ ก็เปลี่ยนตาม ก็ขอให้สาวกพระเจ้าชาวสวีดิชลางานไปเตะบอลอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลกับปรัชญาพามึนของเขาซะล่ะ

ชีวิตข้างนอกมันง่ายกว่า

พูดกันให้ชัดๆ เลยว่า บางครั้งฟุตบอลก็ออกจะเลวร้ายอยู่หน่อยๆ เพราะมีอยู่เหมือนกันที่จู่ๆ เราก็ดันเผลอคิดระหว่างรอชมเกมนัดต่อไปว่า “นี่ฉันควรไปหาอะไรที่มีสาระกว่านี้ทำข้างนอกดีกว่ามั้ยนะ?”

ทว่าบางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดในการที่พวกเรายอมดั้นด้นไปดูฟุตบอลในสนามไม่ใช่ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ คือการได้เห็นความสำเร็จ หรือสะใจกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นต่อหน้าตัวเอง รวมถึงการหลีกหนีจากเรื่องราวบนโลกความจริงอันแสนโหดร้ายอีกด้วย

แต่หากคุณต้องการเสาะหาเรื่องราวในโลกฟุตบอลที่ตึงเครียดไม่ต่างจากชีวิตจริง ก็ลองเปิดอ่านอัตชีวประวัติของซลาตันดู เพราะเจ้าตัวได้ย้อนรำลึกถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม การทะเลาะกับผู้คนไปทั่ว รวมถึงความอ่อนแอของพระเจ้าที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนในเนื้อหาไว้แล้ว แม้มันอาจไม่เหมือนเรื่องราวที่เราพบในแต่ละวันเสียทีเดียว แต่ก็พอกล้อมแกล้มแหละน่า

แม้แต่เหล่าผู้จัดการทีม ที่แฟนบอลมักคาดหวังว่าจะมีไฟในเกมลูกหนังมากกว่านักเตะ รวมถึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่านั้น บางคนก็คิดตกแล้วว่าสำหรับบางเรื่องนั้นก็ไม่คุ้มที่จะไปสู้รบปรบมือด้วย

ผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง สตีฟ คอปเปลล์ และ อลัน เคอร์บิชลี่ย์ ก็ดูไม่คิดจะทำอาชีพนี้แบบจริงจังไปอีกนานๆ แล้ว ทั้งคู่ดูพอใจกับการให้คำปรึกษา วิจารณ์อะไรนิดๆ หน่อยๆ ออกสื่อ และอาจจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้เห็นชื่อของพวกเขาขึ้นเป็นตัวเต็งกุนซือคนใหม่ของสักสโมสร แทนที่จะกระโดดลงมาคุมทีม สร้างริ้วรอยเพิ่มขึ้นบนใบหน้า รวมถึงสู้รบปรบมือกับผู้คนผ่านไมโครโฟนในทุกสัปดาห์

แน่นอนว่าแรงจูงใจทางการเงินก็ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนอยากเอาดีในเส้นทางสายฟุตบอล หรืออย่างน้อยก็ขอให้ดีพอที่จะไปฝึกสอนคนอื่นได้ แต่ขณะเดียวกัน คนในวงการฟุตบอลก็ต้องเสียสละตัวเองอย่างมาก เพื่อให้ความฝันของแฟนบอลธรรมดาๆ อย่างเราเป็นจริง จะว่าไป แฟนบอลก็เปรียบเสมือนพ่อแม่ที่พยายามผลักดันทุกอย่าง ส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ หวังให้มีอาชีพที่โก้หรูอย่างนักกฎหมายหรือหมอ ทั้งๆ ที่บางครั้งเด็กอยากทำงานด้านศิลปะหรือดนตรีมากกว่า

ขณะเดียวกันพวกเราก็เคยมองข้ามเหล่านักเตะที่ ‘พรสวรรค์หล่นหาย’ เมื่อพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างที่หวังไว้ เรามักจะรำพึงรำพันว่าผู้เล่นเหล่านั้นมันทัศนคติแย่, ไม่มีความมุ่งมั่น และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นมันเป็นมุมมองจากตัวแฟนบอลเอง มันยุติธรรมหรือเปล่าที่จะเอาความปรารถนาและอคติของคุณ รวมถึงรายได้มหาศาลมาตัดสินชีวิตนักฟุตบอลที่บางครั้งก็มีชีวิตที่ไม่สวยหรูเหมือนคนทั่วไป? หรือเพราะพวกเขามีชื่อเสียงดีกว่าถึงสามารถวิจารณ์เสียๆ หายๆ ได้?

ปัจจุบันพวกเราถูกสอนให้ “ทำตามความฝันของตัวเอง” แล้ว ไม่จำเป็นต้องฝันในสิ่งเดียวกัน ต้องการอะไรเหมือนๆ กันอีกต่อไป รวมถึงถ้าเป็นไปได้ก็อย่าละทิ้งความสุขของตัวเองเพื่อทำตามฝันของคนอื่น การเป็นมืออาชีพในบางแง่มุมก็เปรียบเหมือนการพัฒนาฝีมือตัวเองเพื่อให้ทุกคนเชื่อว่ากำลังสู้เพื่อความฝันของพวกเขา แม้บางครั้งมืออาชีพเหล่านั้นก็แค่สนใจแค่เรื่องของตัวเองก็เถอะ ฉะนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะดีจะร้ายอย่างไร เราอาจวิจารณ์ได้ก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของใครก็คือชีวิตของคนนั้น เมื่อทุกคนไม่ต้องการถูกด่าว่าเสียๆ หายๆ ก็ควรมีความเคารพชีวิตของผู้อื่นกันบ้างเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน