ไทยจะรับมืออย่างไร? ไข 4 กุญแจสำคัญของทัพ “การูด้า” ที่ “ช้างศึก” ควรต้องรู้

จากเกมแรกจนถึงตอนนี้ อินโดนีเซีย แพ้เพียงนัดเดียวเท่านั้นให้กับ ไทย และการพบกันในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกที่อินโดนีเซีย วันที่ 14 ธันวาคมนี้ จะเป็นอย่างไร จะล้างแค้นได้หรือไม่ เราขออาสาวิเคราะห์การเล่นของพวกเขาให้ทุกท่านได้ติดตาม

โดยขุนพล “การูด้า” เจอกับ ทีมชาติไทย คู่ท้าชิงแชมป์อาเซียนปีนี้มาแล้วในเกมประเดิมทัวร์นาเมนต์ รอบแบ่งกลุ่ม แม้ในเกมนั้น พวกเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายไปก่อน 4-2 แต่ก็ทำเอา “ช้างศึก” หืดจับพอสมควร กว่าจะพลิกกลับมาคว้าชัยได้

ผลงานของเขาในเกมถัดมาถือว่าร้ายเอาเรื่อง เมื่อยังไม่แพ้ใครเลยมาจนถึงตอนนี้ เริ่มจากเสมอกับเจ้าภาพ ฟิลิปปินส์ 2-2 ต่อด้วยการแซงชนะ สิงคโปร์ 2-1 พร้อมปาดหน้าคว้าตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปได้แบบสุดระทึก

แม้จะเป็นงานยากสำหรับการรับมือแชมป์กลุ่ม บี อย่าง เวียดนาม ในรอบรองชนะเลิศ แต่พวกเขาก็กุมความได้เปรียบไว้ก่อนด้วยการเอาชนะในเลกแรก 2-1 และยังเล่นได้อย่างเหนียวแน่นตายยาก เมื่อจัดการบุกไปตีเสมอทัพ “ดาวทอง” 2-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 5 ได้สำเร็จ….

ตลอด 5 นัดที่ผ่านมา พวกเขามีจุดอ่อน-จุดแข็งให้ต้องวิเคราะห์กันอย่างไรบ้าง ทางงาน FFT TH ขออาสาเจาะลึก ไขกุญแจสำคัญในการก้าวมาถึงจุดนี้ของพวกเขาผ่านมุมมองของเรา

กว่าไทยจะได้เฮดังๆในนัดแรกที่พบกับอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ริมเส้นกุญแจสำคัญ

อินโดนีเซีย ถือว่าเป็นทีมที่มีการเข้าทำที่หลากหลาย แต่หลักๆแล้วพวกเขาจะใช้ผู้เล่นตำแหน่งปีก เป็นตัวทำเกมอยู่เสมอ ในครึ่งแรกของเกมที่เจอกับไทย รอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาเลือกใช้แนวรุกริมเส้น บุกทะลวงตัดเข้าในเพื่อทำเกม แต่กลับไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าไหร่นัก แถมยังโดนยิงนำไปก่อนถึง 2-0

ครึ่งเวลาหลัง อัลเฟรด รีเดิ้ล เลือกเปลี่ยนสไตล์การเข้าทำของทีม โดยใช้ผู้เล่นทั้งสองกราบสนาม เน้นครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษให้ได้มากที่สุด จนโอกาสทำประตูเพิ่มข้ึนอย่างเห็นได้ชัดเป็น 8 ครั้ง จากที่ครึ่งแรกมีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น และความพยายามของพวกเขาก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อได้ 2 ประตู ตีเสมอ จากสไตล์การเล่นดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดก็โดนหนีห่างไปเป็น 4-2 ก่อนหมดเวลาการแข่งขัน

ทว่าในเกมกับ ฟิลิปปินส์ พวกเขากลับเล่นไม่เหมือนเดิม แม้จะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะครอสลูกฟรีคิก แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เล่นแบบโต้กลับในครึ่งเวลาแรก ซึ่งยังใช้ผู้เล่นริมเส้นเป็นตัวขึ้นเกมเช่นเคย ซึ่งทำได้อย่างน่ากลัวและมีประสิทธิภาพ จนเกือบได้ประตูหนีห่างหลายครั้ง ทว่าครึ่งหลังกลับเน้นลูกยิงไกลจากนอกกรอบ จนได้ประตูขึ้นนำอีกหนด้วยรูปแบบการเล่นดังกล่าว เมื่อหัวหอกตัวเก่ง โบอาส ซาลอสซ่า วิ่งไปซ้ำลูกยิงที่ผู้รักษาประตูเจ้าภาพปัดมาเข้าทางปืน

เกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มกับ สิงคโปร์ พวกเขาหวนกลับไปใช้การครอสบอลอีกครั้ง จนเป็นที่มาของประตูตีเสมอ และลูกยิงแซงขึ้นนำ ที่เกิดขึ้นในครึ่งเวลาหลังทั้งหมด พาพวกเขาเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปเจอกับ เวียดนาม โดยในเลกแรก ลูกครอสจังหวะเก่งของพวกเขายังทำงานเช่นเคย โดยได้ประตูขึ้นนำด้วยลูกเตะมุม ก่อนที่จะเรียกจุดโทษขึ้นนำได้อีกครั้งด้วยญแจสำคัญในเกมรุกอย่างผู้เล่นตัวริมเส้น ที่เลี้ยงตัดเข้าในกรอบเขตโทษ จนกองหลังทัพ “ดาวทอง” จำเป็นต้องทำฟาวล์

การขึ้นเกมทางริมเส้นของพวกเขา ยังคงแผลงฤทธิ์ได้ในทุกๆเกม รวมถึงเลกที่สองของรอบรองชนะเลิศ ที่ได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะดังกล่าวอีกครั้ง และแม้จะโดนยิงแซงสองลูกรวด จนต้องต่อเวลาพิเศษ ขุนพล “การูด้า” ยังไม่ยอมตายง่ายๆ เมื่อเปลี่ยนไปเล่นรูปแบบสวนกลับ จนเป็นที่มาของจุดโทษตีเสมอสุดสำคัญ นำพวกเขาเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นสมัยที่ 5 ได้แบบสุดมัน

ทั้งนี้ จากการเข้าทำสุดหลากหลายของพวกเขา ที่เข้าท่าที่สุดเห็นจะเป็นการครอสบอล ที่นำพวกเขาไปสู่การได้ประตูถึง 7 จากทั้งหมด 10 ประตู ตลอด 5 นัดที่ผ่านมา และมักจะเกิดขึ้นในครึ่งเวลาหลังเสียส่วนใหญ่ แน่นอนว่าทัพ “ช้างศึก” ต้องคอยป้องกันลูกกลางอากาศให้รัดกุมที่สุดตลอดทั้งเกม

สเตฟาโน่ ลิลิปาลี ตัวทีเด็ดของทัพ "การูด้า" ที่ "ช้างศึก" ต้องระวัง

แผนการเล่นแทบจะตายตัว

จากทั้ง 5 นัดที่ผ่านมา ในศึกชิงจ้าวลูกหนังอาเซียน อัลเฟรด รีเดิ้ล กุนซือของ อินโดนีเซีย ดูจะโปรดปรานกับแผน 4-4-2 อย่างมาก แม้จะพลิกแพลงไปเป็น 4-4-1-1 บ้างก็ตาม ยกเว้นนัดล่าสุดที่บุกไปเยือนเวียดนาม พลิกระบบไปเล่น 4-2-3-1

เกมแรกกับทีมชาติไทย, นัดที่สองกับฟิลิปปินส์ และรอบรองชนะเลิศ นัดแรก กับเวียดนาม พวกเขามาในระบบ 4-4-2 อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนที่เข้าท่าที่สุดก็ว่าได้ เมื่อมีโอกาสทำประตูน้อยกว่า “ช้างศึก” เพียง 2 ครั้ง และมากกว่าเจ้าภาพ กับ ทัพ “ดาวทอง” ถึง 3 และ 4 ครั้งตามลำดับ ยิงได้ 4 พร้อมกับเสีย 4 เท่ากัน

สำหรับเกมแรกและเกมที่สองนั้น มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นเพียงตำแหน่งเดียว คือ บายู ปราดาน่า ที่ลงเล่นกับไทย ถูกเปลี่ยนตัวให้ อีวาน ดิมาส ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแทนในเกมกับ ฟิลิปปินส์ แต่เขาก็ได้กลับมาอีกครั้งในเกมแรกกับเวียดนาม รวมถึงเปลี่ยนคู่หูให้ โบอาส ซาลอสซ่า จาก เอเลียนดรี้ บารู เป็น เฟอร์ดินานด์ ซินาก้า และคู่เซ็นเตอร์จาก ฟัครูดิน อารยานโต้ กับ รูโดลอฟ บาสน่า เป็น มานาฮาติ เลสตูลูเซน กับ ฮันซามู ปรานาต้า

ถัดมาในเกมที่ 3 รีเดิ้ล มีการปรับระบบเล็กน้อย จากหัวหอกคู่ มาเป็น หน้าต่ำ และ หน้าเป้า ในระบบ 4-4-1-1 โดยขยับ สเตฟาโน่ ลิลิปาลี่ ไปยืนหน้าต่ำ คอยสนับสนุน โบอาส และใส่ ปราดาน่า มาเติมแดนกลาง ยิงได้ 2 และเสีย 1 ประตู กับระบบนี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเล่น 4-2-3-1 ในเกมล่าสุดกับเวียดนาม

เกมดังกล่าวมีการหมุนเวียนผู้เล่นหลายตำแหน่งจากเลกแรก เริ่มจากแนวรับที่ขยับเอา มานาฮาติ เลสตูเซน ไปยืนกลางรับคู่ ปราดานา โดยใส่ อาร์ยันโต ออกสตาร์ทตัวจริงแทน และดัน ลิลิปาลี ไปยืนกลางรุก ขนาบข้างด้วย ริซกี โปรา ทางซ้าย และ อันดิค เวอร์มันซายาห์ ทางขวา ปิดท้ายด้วย โบอาส ยืนค้ำหอกเช่นเคย

ทั้งนี้ ทุกนัดที่พวกเขาลงสนาม และในทุกระบบที่ใช้ จะการันตีการทำประตู 2 ลูก ทว่าก็ไม่มีนัดไหนที่พวกเขายิงได้เกินกว่านั้นเช่นกัน

การกลับมาตีเสมอไทย 2 - 2 ได้ในนัดแรก แสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญ

สองแนวรุกสุดอันตราย

ริซกี โปรา คือผู้เล่นที่ทีมชาติไทยต้องปิดตายการทำเกมทางริมเส้นของเขาให้ได้ จาก 5 นัด ที่ผ่านมาในศึกชิงจ้าวลูกหนังอาเซียน เขาทำแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 3 ครั้ง แถมยิงได้เองอีก 2 ลูก จากทั้งหมด 10 ประตู ที่ทีมทำได้ รั้งอันดับจอมถวายพานในปีนี้ร่วมกับ ธีราทร บุญมาทัน

ความเร็วของเขาคืออาวุธสุดอันตรายอย่างแท้จริง สามารถเล่นงานคู่ต่อสู้ได้ทุกนัดที่ลงสนาม และยังมีความสามารถเฉพาะตัวสูง รวมถึงลูกครอสที่หวังผลได้ โดยนำโด่งขึ้นมาเป็นผู้เปิดบอลมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์จนถึงตอนนี้ที่ 31 ครั้ง และแม้จะมีสถิติผ่านบอลไม่มากจนติดอันดับท็อป 10 แต่ก็สามารถสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้ถึง 11 ครั้ง เป็นอันดับ 4 จนถึงตอนนี้

อีกหนึ่งคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ โบอาส ซาลอสซ่า หัวหอกกัปตันทีมจอมเก๋า โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน จากผลงาน 3 ประตู จากทั้งหมด 5 นัดที่ลงสนามเป็นตัวจริง เป็นรองแค่ ธีรศิลป์ แดงดา ด้วยจำนวน 5 ประตู เพียงคนเดียวเท่านั้น

เขามีส่วนร่วมอย่างมากกับเกมรุกของของ อินโดนีเซีย เมื่อสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้ถึง 12 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์ รองจาก เล กง วินห์ ที่ตกรอบกับเวียดนามไปแล้ว และเป็นการแอสซิสต์ 1 ครั้งอีกด้วย และยังเป็นผู้ที่มีโอกาสทำประตูสูงสุดที่ 17 ครั้งอีกด้วย แต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าเขาใช้โอกาสเปลืองเช่นกัน

กัปตันโบอาซ ยังมีลุ้นแย่งดาวซัลโวกับ ธีรศิลป์ แดงดา

แนวรับคือปัญหา

แม้เกมรุกจะวูบวาบและดุดัน ทว่าเกมรับของพวกเขานั้นคือปัญหาอย่างแท้จริง

ทั้ง 10 ประตู ที่พวกเขาเสียไป แทบจะเกิดจากความผิดพลาดส่วนบุคคลทั้งหมด เริ่มจาก 2 ลูกแรกในเกมกับไทย ที่กองหลังของพวกเขาสกัดพลาด แล้วไปเข้าทางผู้เล่น “ช้างศึก” ส่วนอีก 2 ลูก เป็นเพราะประกบตัวไม่ดี ปล่อยให้ ธีรศิลป์ มีโอกาสยิงโล่งๆจนเป็นแฮททริกของเจ้าตัว

เกมถัดมากับ ฟิลิปปินส์ ก็ยังประกบตัวไม่ดีเช่นเคย จนนำไปสู่การเสียประตูตีเสมอ แต่ลูกที่สองนั้นต้องบอกว่าสุดวิสัย ด้วยจังหวะยิงฟรีคิกของ ฟิล ยังฮัสแบนด์ ที่พุ่งเสียบสามเหลี่ยมแบบหมดสิทธิ์เซฟ และในเกมถัดมากับสิงคโปร์ พวกเขาปล่อยให้ คอยรุล อัมรี่ ได้ยืนรอวอลเล่ย์เต็มเท้า ยิงประตูขึ้นนำไปก่อนแบบโล่งๆ ยังดีที่ทวงคืนได้ 2 ประตู พร้อมแซงชนะปาดหน้าเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

รอบรองชนะเลิศนัดแรก แม้แนวรับของ “การูด้า” จะทำผลงานได้น่าพอใจ แต่ก็มาพลาดท่าเสียจุดโทษตีเสมอ ก่อนที่ในเลกสอง ก็ยังออกอาการประกบตัวไม่ติดให้เห็นอีกครั้ง จนนำไปสู่การเสียประตูตีเสมอ เช่นเดียวลูกที่โดนยิงขึ้นนำ ที่ปล่อยให้ หวู มินห์ ต๋วน ได้แหวกตัวประกบไปยิงง่ายๆ

แม้สุดท้ายพวกเขาจะตีเสมอได้ด้วยลูกจุดโทษช่วงต่อเวลาพิเศษจนได้เข้าไปชิงชนะเลิศ แต่หากสังเกตดูอย่างละเอียด จะเห็นพวกเขาเสียประตูทุกนัด ปัญหาใหญ่ที่เป็นสาเหตุให้พวกเขาพลาดอยู่บ่อยๆ มาจากการประกบตัวไม่ดี ปล่อยพื้นที่ให้คู่ต่อสู้ได้บุกทำเกมง่ายๆ และการป้องกันลูกกลางอากาศที่ถือว่าน่าเป็นห่วงเช่นกัน

แน่นอนว่าบรรดานักเตะที่มีความเร็วของไทยอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, สิโรจน์ ฉัตรทอง หรือแม้กระทั่ง ธีรศิลป์ แดงดา ที่มีชั้นเชิงแพรวพราว ก็สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในจุดนี้ได้ และการที่เคยเจอกันมาแล้วในเกมเปิดทัวร์นาเมนต์ ก็อาจทำให้ทัพ “ช้างศึก” เล่นได้ง่ายขึ้นพอสมควร เพราะน่าจะรู้ดีว่าควรเข้าจู่โจมอย่างไร