Analysis

ไทยลีก รีวิว นัดที่ 32 : พลังแฝงของทีมหนีตาย

3 นัดสุดท้ายของศึกไทยพรีเมียร์ลีก...ทีมในกลุ่มท้ายตารางต่างงัดพลังแฝงคว้าชัยได้เกือบครบเว้นแต่ "ขุนศึก" ที่ต้องหยุดสถิติสวยหรูไว้บนเวทีฉลองแชมป์ของ "ปราสาทสายฟ้า" 

We are part of The Trust Project What is it?

ไทยพรีเมียร์ลีก นัดที่ 32 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ธันวาคม 2015) เป็นเกมแรกที่ทั้ง 18 ทีมต้องลงสนามพร้อมกัน และกลายเป็นสัปดาห์ของทีมในกลุ่มท้ายตารางอย่างแท้จริงเมื่อทั้ง บีอีซี เทโรศาสน, การท่าเรือ เอฟซี และราชนาวี พร้อมใจกันคว้า 3 คะแนน

ที่ ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีกำหนดการรับมอบแชมป์โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก สมัยที่ 4 หลังจากทำแต้มนำคู่แข่งอย่างเมืองทอง ยูไนเต็ด ขาดลอยตั้งแต่ก่อนหน้านี้ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักชื่นมื่นแถมด้วยเซอร์ไพรส์เปิดตัว 2 นัดเตะใหม่ อดุล หละโสะ มิดฟิลด์ทีมชาติไทยที่ย้ายมาจากชลบุรี เอฟซี และ อังเดร โมริตซ์ กองหน้าชาวบราซิลที่ย้ายมาจากโปฮัง สตีลเลอร์ส ทีมในเคลีก ก่อนเกมจะเริ่มต้น

แม้ สระบรี เอฟซี จะโชว์ฟอร์มไม่แพ้ใครมา 9 นัดก่อหน้านี้แต่ก็ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของแชมป์ 4 สมัยได้ เมื่อถูกปราสาทสายฟ้าเร่งเครื่องรัวใส่ 6-0 รักษาสถิติชนะรวดเป็นนัดที่ 14 โดยเฉพาะ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ซึ่งทำแฮตทริคที่ 3 ของตัวเองในลีก ทำให้นำโด่งดาวซัลโวที่ 32 ประตู และเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในไทยพรีเมียร์ลีก ซีซั่นเดียวได้ถึง 30 ลูก

ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ เดินหน้าซัลโวต่อเนื่องโดยตอนนี้กดไปแล้วทั้งหมด 32 ประตู

ส่วนที่ เอสซีจี สเตเดี้ยม รองแชมป์อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ลงพบกับอีกหนึ่งทีมลุ้นหนีตกชั้น บีอีซี เทโรศาสน ภายใต้การคุมทีมของ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค กัปตันทีมที่ขึ้นมารับบทกุนซือชั่วคราวครั้งที่ 3 โดย กิเลนผยอง ได้ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ยิงให้ทีมออกนำไปก่อน แต่ พลพรรคมังกรไฟ ก็มามีก๊อกสองซัดคืนสองประตูจากจุดโทษของ โฟเด้ ดิอากิเต้ และ ลูกโหม่งของ วิชาญ นันทะศรี พลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้อย่างสุดตื่นเต้น และเป็นการคว้าชัยนัดแรกในรอบกว่า 2 เดือน รวมทั้งการปลดล็อกของ "กัปตันอ้น" ที่ยังไม่เคยพาเอาชนะคู่แข่งได้เลยในบทบาทกุนซือก่อนหน้านี้

"มังกรไฟ" พลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะ "กิเลนผยอง" ได้แบบสุดตื่นเต้น

ที่ แพท สเตเดี้ยม เป็นการโคจรมาพบกันเองของสองทีมที่ยังไม่สามารถการันตีการอยู่รอดในปีนี้ได้โดย การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งโชว์การคัมแบ็กท้ายเกมมาหลายนัด พบกับ ชัยนาท ฮอร์นบิล โดยเกมนี้ นกใหญ่พิฆาจ ต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นตั้งแต่ครึ่งแรกเมื่อ สุกรี อีแต โดนสองใบเหลืองไล่ออกจากสนาม แต่ ม้าขาวเจ้าท่า ก็ต้องรอจนถึงช่วง 5 นาทีสุดท้ายจึงจะได้ประตูชัยจาก อิทธิพล พูลทรัพย์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของทีมในยุค มาซาฮิโระ วาดะ ไปเสียแล้ว และทำให้ทีมมีโอกาสรอดตกชั้นมากขึ้น กลับกัน ชัยนาท ที่แพ้ รวดมา 2 นัดต้องมาลุ้นในช่วงโค้งสุดท้าย

เกมที่คู่คี่สูสี เป็น "ม้าขาวเจ้าท่า" ที่เฉียบขาดกว่าเปิดบ้านเอาชนะ "นกใหญ่พิฆาต" ไปได้

ขณะที่อีกหนึ่งทีมท้ายตารางที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมคือ ราชนาวี หลังเปิดบ้านถล่ม ทีโอที เอสซี ทีมแรกที่ตกชั้นไปเรียบร้อยแบบขาดลอย 4-0 จากแฮตทริคของ โรดิโก แวร์จิลิโอ และ อีกหนึ่งลูกจาก วิคตอร์ จูเนียร์

สำให้สถานการณ์ลุ้นหนีตกชั้น 2 นัดสุดท้ายมีถึง 5 ทีม ประกอบด้วย ชัยนาท ฮอร์นบิล (33 แต้ม) ,การท่าเรือ เอฟซี (33 แต้ม) ,สระบุรี เอฟซี (32 แต้ม) ,บีอีซี เทโรศาสน (31 แต้ม) และ ราชนาวี (31 แต้ม) โดยจะมี 3 ทีมที่อยู่รอด และอีก 2 ทีมต้องตาม ทีโอที เอสซี ลงไปเล่นดิวิชั่น 1

ขณะที่การลุ้นอันดับ 3 เพื่อคว้าโควต้าไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ชลบุรี เอฟซี ที่เหมือนจะสะดุดในบ้านตัวเองเมื่อถูก อาร์มี่ ยูไนเต็ด บุกมานำ 2-0 แต่พวกเขาก็โชว์การคัมแบ็กช่วง 20 นาทีสุดท้าย พลิกกลับมาชนะอย่างเหลือเชื่อ 3-2 จาก ชูเลียโน มิเนโร และ ติอาโก คุนญ่า สองประตูที่ช่วยให้ทีมชนะพร้อมประกาศอำลาทีมต่อหน้าแฟนบอลทันที

3 แต้มนัดนี้ของ ฉลามชล ส่งผลให้พวกเขาสลัด สุพรรณบุรี เอฟซี ออกไป 2 คะแนน เมื่อช้างศึกยุทธหัตถี ทำได้แค่เสมอกับ บางกอกกล๋๊าส 0-0 ปล่อยให้ แบงค็อก ยูไนเต็ด ขยับขึ้นมาอันดับ 4 แทน หลังเปิดบ้านถล่ม นครราชสีมา เอฟซี 3-0 โดยมีแต้มตามหลังชลบุรี 1 คะแนน

"เอล ไรเฟิล" ติอาโก้ คุนญ่า กลายเป็นฮีโร่ของ "ฉลามชล" เมื่อช่วยให้ทีมคัมแบ็กได้แบบสุดดราม่า

กลางสัปดาห์ ( 9 ธันวาคม 2015) ทั้ง 18 ทีมจะลงเล่นพร้อมกันในนัดรองสุดท้ายและคู่ไฮไลท์คือ บีอีซี เทโรศาสน จะเปิิดบ้านรับทีมแชมป์อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ต้องการสถิติไร้พ่าย ส่วน สระบุรี จะเปิดบ้านรับ เมืองทอง ยูไนเต็ด และ ชัยนาท เอฟซี ต้องชี้ชะตากับ ราชนาวี , การท่าเรือ ต้องบุกไปเยือนลีโอ สเตเดี้ยม ของบางกอกกล๊าส