อำลา "โบลีน กราวน์”: จากวันแรกถึงวันสุดท้ายบ้านอันเปี่ยมมนต์ขลังของเวสต์แฮมฯ

วินซ์ เทย์เลอร์ แห่งนิตยสาร “Groundtastic” แสดงทัศนะถึงสนามอันเป็นสัญลักษณ์ทางตะวันออกของกรุงลอนดอนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 112 ปี หลังมันถูกใช้เป็นสังเวียนแข่งขันครั้งสุดท้ายเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

หากกรุงปารีสได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิค เกมส์ เมื่อปี 2012 สนาม “โบลีน กราวน์”ของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด คงมีความสุขกับการจัดเกมลูกหนังครบ 112 ปี และ ทีมขุนค้อนคงยังไม่ต้องจากบ้านหลังนี้ไปไหน ขณะที่แผนการเพิ่มความจุสนามเป็น 40,000 ที่นั่น ตรงสแตนท์ฝั่งตะวันออกของสโมสรน่าจะถูกดำเนินการและคงแล้วเสร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ชะตาของ “โบลีน กราวน์”ถูกตัดสินในวินาทีที่หญ้าเส้นแรกตรงสแตร์ทฟอร์ดถูกตัด (เพื่อสร้างสนามโอลิมปิค สเตเดี้ยม) แผนการทุกอย่างที่สโมสรวางไว้เกี่ยวกับการปรับปรุงสนามถูกพับเก็บเรียบ พวกเขาตัดสินใจขอเช่าสนาม “โอลิมปิค สเตเดี้ยม”เป็นรังเหย้าใหม่ หลังมองว่านี่คือทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดในการเพิ่มยอดผู้ชมในระยะยาว เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการปรับปรุงสนาม

ปราสาทคู่

ปี 1904 พวกเขารู้สึกว่าจำนวนผู้ชมในสนาม “เมโมเรียล กราวน์ส” ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้นสโมสรจึงตัดสินใจย้ายมาใช้ “โบลีน กราวน์”ซึ่งอยู่ในย่านที่ได้รับความนิยมกว่าแทน

เวสต์แฮมฯย้ายรังเหย้าจากสนาม “เมโมเรียล กราวน์ส”มาใช้ “โบลีน กราวน์”เมื่อปี 1904 และเหตุการณ์ในครั้งนั้นกำลังจะย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้ หลัง เดอะ แฮมเมอร์ส ตัดสินใจย้ายมาใช้สนามที่ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อแข่งฟุตบอลเพียงอย่างเดียวเป็นบ้านหลังใหม่ 

ขุนค้อนถูกก่อตั้งขึ้นโดย อาร์โนลด์ ฮิลส์ เมื่อปี 1985 ในชื่อว่า “เธมส์ ไอรอนเวิร์คส์ คลับ” ก่อนเปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบันในภายหลัง ปี 1904 พวกเขารู้สึกว่าจำนวนผู้ชมในสนาม “เมโมเรียล กราวน์ส”ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้นสโมสรจึงตัดสินใจย้ายมาใช้ “โบลีน กราวน์”ซึ่งอยู่ในย่านที่ได้รับความนิยมกว่าแทน และมันก็ได้ผลเมื่อยอดคนดูในแต่ละเกมเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนแบบเห็นได้ชัด

สโมสรทำสัญญาเช่าสนามแห่งนี้จากโบสถ์คาธอลิค มันเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยอิฐแดงคู่ลักษณะคล้ายปราสาทในศตวรรษที่ 16 ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ "กรีน สตรีท เฮาส์” หรือ “ปราสาทโบลีน” ตามตำนานเล่าว่านี่คือที่อยู่ของ แอนน์ โบลีน อดีตพระราชินีของอังกฤษ 

Boleyn Castle

วิวจากทุกมุมของโบลีน คาสเซิล

สนามแห่งนี้ถูกเชื่อมโยงถึงปราสาทโบลีนตลอดช่วง 10-20 ปีแรก ดังนั้นเวสต์แฮมฯจึงนำรูปปราสาทคู่มาใส่ในสัญลักษณ์ของสโมสรนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พัฒนาอย่างช้าๆ

เกมดาร์บี้แมทช์กับ มิลล์วอลล์ ในศึก “เซาเธิร์น ลีก” เมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 1904 คือเกมแรกที่ขุนค้อนใช้สนามแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแฟนบอลเข้ามาชมถึง 10,000 คน

“โบลีน กราวน์”ไม่เหมือนกับสนามฟุตบอลใหญ่ๆทั่วไปในลอนดอน เพราะมันแทบไม่เคยมีแผนปรับปรุงแบบเป็นกิจจะลักษณะเลย มันค่อยๆพัฒนาตามสถานการณ์อย่างช้าๆมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับที่นี่มาตลอดตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายคือความใกล้ชิดระหว่างคนดูกับสนาม

เวสต์แฮมฯใช้เวลาปรับปรุงที่นี่เพียง 7 สัปดาห์ในช่วงซัมเมอร์ปี 1904 เริ่มจากสแตนด์หลักฝั่งกรีน สตรีท ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของสนาม, มีการสร้างเพิงขึ้นมาตรงมุมหนึ่งของสนามเพื่อรองรับผู้อำนวยการสโมสรและสื่อมวลชนโดยเฉพาะ และ สร้างรั้วไม้ล้อมรอบสนาม

เกมดาร์บี้แมทช์กับ มิลล์วอลล์ ในศึก “เซาเธิร์น ลีก” เมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 1904 คือเกมแรกที่ขุนค้อนใช้สนามแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแฟนบอลเข้ามาชมถึง 10,000 คน โดยสื่อมวลชนต่างชื่นชมการออกแบบทำให้ผู้ชมบนสแตนท์ใกล้ชิดกับนักเตะในสนาม

1925: เวสต์แฮมทำประตูได้ในเกมกับน็อตต์ส เคาน์ตี้

ขุนค้อนไม่ได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกจนกระทั่งถึงปี 1919 แต่สโมสรยังได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นทำงานทางฝั่งลอนดอนตะวันออกอย่างดีในระหว่างปี 1904 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 เกมบิ๊กแมทช์ในช่วงเวลานั้นสามารถเรียกแฟนบอลเข้ามาชมในสนามสูงถึง 20,000 คนหรือมากกว่า โดยเกมเปิดรังดับซ่าแมนฯยูฯในศึกเอฟเอ คัพ ปี 1911 มีแฟนบอลเข้ามาชมถึง 27,000 คนเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้สโมสรจึงตัดสินใจปรับปรุง “โบลีน กราวน์”แบบเป็นรูปเป็นร่างครั้งแรกในปี 1913 โดยต่อเติมสแตนท์ฝั่งตะวันตกให้สามารถจุคนได้มากขึ้น

ความประทับใจแรก

เวสต์แฮมฯเข้าร่วมฟุตบอลลีกครั้งแรกในฤดูกาล 1919-20 ซึ่งมีการเพิ่มทีมแข่งขันเป็น 44 สโมสร พวกเขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในลีกดิวิชัน 2 จนคว้าตั๋วขึ้นสู่ลีกดิวิชัน 1 อย่างรวดเร็วในฤดูกาล 1922-23 พร้อมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกเอฟเอ คัพ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์เป็นครั้งแรกด้วย

งานปรับปรุงครั้งนี้เสร็จสิ้นภายในปี 1925 ทำให้ความจุของสนามเพิ่มจาก 32,000 ที่นั่ง เป็น 45,000 ที่นั่ง

หลังจากตีตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศ ขุนค้อนจัดการปรับปรุง”โบลีน กราวน์”อีกครั้งในปี 1925 บอร์ดบริหารของสโมสรทุ่มเงิน 45,000 ปอนด์ ต่อเติมสแตนท์ฝั่ง”กรีน สตรีท”เพิ่มเป็น 2 ชั้น โดยสแตนท์ชั้นล่างจุคนได้ 4,600 ที่นั่ง อีกทั้งยังมีพื้นที่ว่างสำหรับแฟนบอลที่ชอบยืนลุ้นทีมรักในสนามด้วย

นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุงหลังคาฝั่งสแตนท์หลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแฟนบอลมากขึ้น โดยงานปรับปรุงครั้งนี้เสร็จสิ้นภายในปี 1925 ทำให้ความจุของสนามเพิ่มจาก 32,000 ที่นั่ง เป็น 45,000 ที่นั่ง

Chicken Run

อัฒจันทร์ Chicken Run อันเลื่องชื่อ

อย่างไรก็ดี สถิติคนดูสูงสุงหลังจากปรับปรุงสนามยังมีความสับสนอยู่ เพราะสถิติจริงเกิดสูญหายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือยุคใหม่อ้างว่า เกมพบ สเปอร์ส ในศึกดิวิชัน 1 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ปี 1970 คือแมทช์ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมใน”โบลีน กราวน์”มากที่สุด 42,322 คน แต่กลับมีหนังสือบางเล่มอ้างถึงแมทช์พบ เบอร์มิงแฮม ในศึกเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปี 1933(44,810 คน) และ แมทช์พบ ชาร์ลตัน แอธเลิตก ในเกมลีกดิวิชัน 2 เมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 1936(43,528 คน) ด้วยเช่นกัน

ไฟสนาม

เวสแฮมฯต้องรอนานถึงปี 1958 กว่าจะได้เลื่อนชั้นกลับไปเล่นในดิวิชัน 1 แต่ก่อนหน้านั้นสโมสรเริ่มติดไฟสนามตั้งแต่ปี 1953 และมันก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของสนามแห่งนี้ โดยเฉพาะตอนเปิดไฟยามอาทิตย์อัสดง สนามแห่งนี้เหมือนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

“โบลีน กราวน์” ได้รับความเสียหายหนักในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังพื้นที่ของสนามบางส่วนถูกทิ้งระเบิด พวกเขาใช้เวลาในการซ่อมแซมพอสมควรและกลับมาจัดแข่งขันฟุตบอลได้อีกครั้งหลังจากสงครามจบลง

จากนั้นเวสแฮมฯต้องรอนานถึงปี 1958 กว่าจะได้เลื่อนชั้นกลับไปเล่นในดิวิชัน 1 แต่ก่อนหน้านั้นสโมสรเริ่มติดไฟสนามตั้งแต่ปี 1953 และมันก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของสนามแห่งนี้ โดยเฉพาะตอนเปิดไฟยามอาทิตย์อัสดง สนามแห่งนี้เหมือนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

เกมแรกที่ขุนค้อนลงเล่นภายใต้ไฟสนามเกิดขึ้นในวันที่ 16 เมษายน ปี 1953 โดยพวกเขาเปิดรังรับมือ สเปอร์ส ท่ามกลางแฟนบอลเข้ามาชมราว 25,000 คน สโมสรได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้มากกว่าที่คิด เพราะพวกเขาใช้ไฟสนามระหว่างเล่นเกมอุ่นเครื่องกับสโมสรในยุโรปในเวลานั้น จุดนี้เองเป็นการปูทางสู่การคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ในอนาคต

1953: เวสต์แฮมเจอสเปอร์สท่ามกลางแสงสปอตไลท์

ผลพวงจากการเลื่อนชั้นดิวิชัน 1 ในปี 1958 หลังจากห่างหายไปนานถึง 25 ปี สโมสรตัดสินใจปรับปรุงสนาม “โบลีน กราวน์”อีกครั้ง

พวกเขาจัดการทุบปราสาทโบลีนที่เหลืออยู่ทิ้งเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับสร้างทางเข้าใหม่ตรงสแตนท์ฝั่งกรีน สตรีท จากนั้นสโมสรต่อเติมหลังคาสแตนท์ฝั่งนอร์ธ แบงค์ และ ควักเงิน 15,000 ปอนด์ ติดตั้งเสาไฟทั้ง 4 มุมของสนามในปี 1961 ก่อนเพิ่มความจุสแตนท์ฝั่งตะวันตกอีก 700 ที่นั่งในอีก 4 ปีต่อมา

ยุคทองขุนค้อน

การติดตั้งที่นั่งตรงสแตนท์ยืนฝั่งตะวันตก ทำให้ความจุของ "โบลีน กราวน์”ลดเหลือเพียง 29,000 ที่นั่ง

ยุคทองของเวสต์แฮมฯเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 1963-64, แชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ในฤดูกาล 1964-65 และ มีผู้เล่นติดทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกปี 1966 ถึง 3 คน ประกอบด้วย บ็อบบี้ มัวร์, เจฟฟ์ เฮิร์สต์ และ มาร์ติน ปีเตอร์ส

จากนั้นพวกเขาปรับปรุงสนาม “โบลีน กราวน์”อีกครั้งในปี 1925 คราวนี้สโมสรพยายามทำให้แฟนบอลของตัวเองรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านมากกว่าสร้างความน่าเกรงขามให้กับทีมคู่แข่ง

Bobby Moore, Geoff Hurst

1966: บ็อบบี้ มัวร์ และ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ สองดาวดังทีมชาติอังกฤษ

พวกเขาเริ่มมีความคิดสร้างสแตนท์ใหม่แทนสแตนท์ “Chicken Run”(ฝั่งตะวันออก)ตั้งแต่ในปี 1930 แต่กว่าจะได้ดำเนินการจริงๆต้องรอถึงปี 1968

เดิมทีขุนค้อนต้องการสร้างสแตนท์หลักเหมือนฝั่งตะวันตก แต่เนื่องจากพื้นที่อันจำกัดพวกเขาตัดสินใจสร้างสแตนท์แบบมีคานยื่นออกไปจุคนได้ 3,500 ที่นั่งแทน และเปิดใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนมกราคมปี 1969 ส่วนชั้นล่างยังจุคนได้ 4,000 ที่นั่ง และมีสแตนท์ยืนเหมือนกับของเดิมด้วย

การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งเดียวหลังจากนั้นตามรายงานของ Taylor Report เมื่อปี 1990 คือการติดตั้งที่นั่งตรงสแตนท์ยืนฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นสิ่งที่สนามใหญ่เกือบทุกแห่งในอังกฤษต่างดำเนินการเหมือนกันในเวลานั้น ทำให้ความจุของ "โบลีน กราวน์”ลดเหลือเพียง 29,000 ที่นั่ง

1992: กอร์ดอน สตรัคคัน ลอยเคว้งกลางอากาศ

เวสต์แฮมฯได้พื้นที่ว่างตรง”กรีน สตรีท”เพิ่มเมื่อปี 1991 ดังนั้นสโมสรจึงวางแผนต่อเติมสนาม พวกเขาพยายามเรี่ยไรเงินเพื่อปรับปรุง”โบลีน กราวน์”เป็นแบบมีที่นั่งทั้งสนาม ทว่าแฟนบอลส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วยอย่างแรงและรวมตัวประท้วงแผนการดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างบอร์ดบริหารกับแฟนบอลแย่หนัก สุดท้ายพวกเขาต้องหันไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาปรับปรุงสนามแทน

เปลี่ยนสแตนท์

ในระหว่างปี 1993-2001 เวสต์แฮมฯสร้างสแตนท์ใหม่ขึ้นมา 3 ฝั่ง เพิ่มความจุของสนามเป็น 35,550 ที่นั่ง แต่ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของ”โบลีน กราวน์”ยังคงหลงเหลืออยู่

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการสร้างสแตนท์ 2 ชั้นอีกอันตรงพื้นที่ว่างฝั่ง "กรีน สตรีท” ซึ่งจุคนได้ถึง 15,000 ที่นั่ง โดยตั้งชื่อว่า "ด็อกเตอร์ มาร์เทน สแตนท์” (เบ็ตเวย์ สแตนท์ ในปัจจุบัน)

สแตนท์ใหม่อันแรกถูกสร้างขึ้นในปี 1993 มันเป็นสแตนท์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามซึ่งจุคนได้ 7,595 ที่นั่ง และมี 20 บ็อกซ์วีไอพี “เดอะ แฮมเมอร์ส”ตั้งชื่อมันว่า”บ็อบบี้ มัวร์ สแตนท์”เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ตำนานดาวเตะของสโมสรที่เพิ่งเสียชีวิต

สแตนท์ใหม่อีกอันถูกสร้างขึ้นในปี 1995 ลักษณะเหมือนอันแรกทุกประการแต่มีขนาดเล็กกว่าเพราะจุคนได้ 6,000 ที่นั่ง มันถูกเรียกว่า”เซนจูรี สแตนท์” ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น”เทรเวอร์ บรุคกิง สแตนท์”ในภายหลัง

Romel Quinonez Bolivia

1995: อัพตันพาร์คมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุด

จากนั้นในปีเดียวกันหนึ่งในสแตนท์ยืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฟุตบอลอังกฤษเดินทางมาถึงจุดจบ เมื่อสโมสรตัดสินใจติดที่นั่งตรงสแตนท์ฝั่งตะวันออกทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการสร้างสแตนท์ 2 ชั้นอีกอันตรงพื้นที่ว่างฝั่ง”กรีน สตรีท”ซึ่งจุคนได้ถึง 15,000 ที่นั่ง โดยตั้งชื่อว่า "ด็อคเตอร์ มาร์เทน สแตนท์”(เบ็ตเวย์ สแตนท์ ในปัจจุบัน)

โห่ร้องยินดีครั้งสุดท้าย

ในประวัติศาสตร์ของเวสต์แฮมฯมีเพียง 11 ฤดูกาล ที่มีแฟนบอลเฉลี่ยในแต่ละเกมสูงกว่า 30,000 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20

แฟนเวสต์แฮมฯคงรู้สึกตื่นเต้นและกังวลผสมปนเปกันระหว่างเข้าชมเกมสุดท้ายที่สนาม "โบลีน กราวน์”ในแมทช์รับมือแมนฯยูฯเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพราะมันไม่ใช่แค่การอำลาสนาม แต่มันสุ่มเสี่ยงต่อการเสียฐานแฟนบอลชนชั้นล่างในย่านตะวันออกของลอนดอนด้วย

ในประวัติศาสตร์ของเวสต์แฮมฯมีเพียง 11 ฤดูกาล ที่มีแฟนบอลเฉลี่ยในแต่ละเกมสูงกว่า 30,000 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องหาแฟนบอลเข้าสนามเพิ่มอีกราว 20,000 คน หากต้องการให้คนดูเต็มความจุ 60,000 ที่นั่ง ของสนาม”โอลิมปิค สเตเดี้ยม” แต่อย่างน้อยล่าสุดสโมสรประกาศข่าวดีว่ายอดจองตั๋วในฤดูกาลหน้าพุ่งสูงมากกว่า 50,000 ใบแล้ว

อย่างที่บอกไปในตอนเริ่มต้น เอกลักษณ์สำคัญของสนาม”โบลีน กราวน์”ตลอดระยะ 112 ปี คือความใกล้ชิดระหว่างคนดูบนแสตนท์กับนักเตะในสนาม แม้ว่าพวกเขาจะจุแฟนบอลได้มากขึ้นในสนามแห่งใหม่ แต่ในประเทศนี้ไม่มีสนามไหนอีกแล้วที่จะใกล้ชิดกับนักเตะได้มากกว่าที่”โบลีน กราวน์” พวกเขาจะคิดถึงรังเหย้าเก่าอันเป็นที่รักอย่างแน่นอน