อันเต้ โคริช : เจ้าหนูแข้งทองผู้ปฏิเสธเรือใบ, สิงห์ และเสือใต้มาแล้ว

ดินาโม ซาเกร็บ คือสโมสรสัญชาติโครเอเชียที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตดาวรุ่งพุ่งแรงมาประดับวงการลูกหนังมาอย่างยาวนาน และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาได้สร้างเพชรเม็ดงามจนหลายๆ ทีมจ้องกันตาเป็นมัน เพชรเม็ดนี้มีชื่อว่า “อันเต้ โคริช” 

เรื่องเล่า 60 วินาที

ประวัติส่วนตัว

  • วันเกิด: 14 เมษายน, 1997
  • เกิดที่: ซาเกร็บ
  • ส่วนสูง: 5 ฟุต 7.5 นิ้ว
  • ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก
  • สโมสรปัจจุบัน: ดินาโม ซาเกร็บ (80 นัด, 11 ประตู)
  • สโมสรก่อนหน้า: Hrvatski Dragovoljac, NK Zagreb, Red Bull Salzburg
  • ทีมชาติ: โครเอเชีย (2 นัด, 0 ประตูs)

ทุกๆ ครั้งที่ ทีม “ตราหมากรุก” ลงสนามในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเองก็มีนักเตะมากความสามารถหลายๆ คนอยู่ในทีม แต่ถึงแม้ว่าทุกๆ สายตาต่างจับจ้องไปยังบรรดาสตาร์ในสนาม แต่จะมีคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่หันมาสนใจดาวรุ่งวัย 19 ปีรายหนึ่งที่นั่งรอโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง

แฟนบอลเหล่านั้นต่างเฝ้ารอโอกาสที่จะได้เห็นเจ้าหนูรายนี้ลงมาโชว์ลวดลายในสนาม หลังจากที่เขาเป็นที่ต้องการของบรรดาบิ๊กทีมในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, บาเยิร์น มิวนิค, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, เชลซี และโรมา

ดาวรุ่งรายนี้มีชื่อว่า “อันเต้ โคริช” ที่ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว เขาจะไม่ได้ลงสนามช่วยทัพตราหมากรุกเลย แต่อีกไม่นานคนทั้งโลกก็น่าจะได้เห็นความสามารถของเขาถ้าหากเขาตกลงปลงใจย้ายไปร่วมทัพทีมใดทีมหนึ่งในตลาดซื้อขายรอบนี้

สาเหตุที่คุณควรรู้จัก

อะเคดามี่ของทีมเสือใต้ จะมีการตัดเกรดให้คะแนนความสามารถของเยาวชนในทีมด้วย แน่นอนว่าโคริชทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเขากลายเป็นดาวรุ่งคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีมที่ทดสอบผ่านทุกการทดสอบด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด

คอนเต้เริ่มเข้าวงการลูกหนังต่างจากดาวรุ่งชาวโครเอเชียคนอื่นๆ เล็กน้อย เนื่องจากคนอื่นๆ มักจะเริ่มต้นกับอะเคดามี่ของทีมดินาโม ซาเกร็บ, ไฮจ์ดุ๊ค สปริท หรือ ริเยก้า ตั้งแต่ยังเล็กๆ ทว่าโคริชนั้นตัดสินใจร่วมทีมเยาวชนของสโมสรต่างชาติ

ในตอนที่โคริชอายุ 9 ขวบ พ่อแม่ของเขาค้นพบว่าลูกชายของพวกเขามีพรสวรรค์ทางด้านฟุตบอล จึงตัดสินใจพาลูกชายเดินทางไปคัดตัวกับบรรดาสโมสรต่างๆ ในยุโรปที่ๆ สามารถ ปลุกปั้นเขาได้

พวกเขาเดินทางไปทั้งอังกฤษและสเปน ก่อนที่จะไปเยอรมัน ซึ่งในที่สุดแล้วก็เป็น บาเยิร์น มิวนิค ทีมแชมป์บุนเดสลีก้าปีล่าสุด ที่ตกหลุมรักเจ้าหนูรายนี้อย่างจัง และเปิดโอกาสให้โคริชได้เข้าทดสอบความสามารถกับทีม ซึ่งที่อะเคดามี่ของทีมเสือใต้ จะมีการตัดเกรดให้คะแนนความสามารถของเยาวชนในทีมด้วย แน่นอนว่าโคริชทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเขากลายเป็นดาวรุ่งคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีมที่ทดสอบผ่านทุกการทดสอบด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด

ทว่าไม่ว่าทีมเสือใต้จะพยายามรั้งตัวขนาดไหน แต่สุดท้ายครอบครัวของโคริชก็ตัดสินใจพาเขาไปยังประเทศออสเตรียและเข้าร่วมกับทีมเยาวชนของสโมสร เร้ดบูล ซัลส์บวร์ก

“ในตอนนั้นเราคิดว่าเราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกชายของเราแล้ว ซัลส์บวร์กมอบทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการ จริงๆ แล้วอันเต้เขายังพูดด้วยตัวเองเลยว่าที่นี่คือที่เดียวที่เขาไม่รู้สึกเก่งกว่าคนอื่นๆ ขนาดนั้น แถมเขาก็ชอบที่ซัลส์บวร์กซ้อมกันค่อนข้างบ่อยและหนักกว่าที่อื่นๆ” แม่ของโคริชกล่าว

ทว่าดูเหมือนครอบครัวของโคริชจะมีช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักในออสเตรีย ทำให้พวกเขาตัดสินใจย้ายกลับมายังแผ่นดินบ้านเกิดอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น ซึ่งมันเป็นช่วงเดียวกับที่ ดินาโม ซาเกร็บ ให้ความสนใจ ทำให้โคริชมีอันย้ายทีมมาเล่นกับยักษ์ใหญ่แห่งโครเอเชียด้วย โดยมีรายงานว่าก่อนที่โคริชจะเซ็นสัญญากับซาเกร็บ บรรดาบิ๊กทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, เชลซี, บาร์เซโลนา และโรมา ต่างพยายามโน้มน้าวใจเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

“ผมมีความสุขดี ผมดีใจที่เจ้าหน้าที่ของซาเกร็บต่างเชื่อมั่นในตัวผม ซึ่งผมก็เลยพยายามตอบแทนความไว้วางใจของพวกเขาในช่วงหลายปีมานี้” เจ้าวัยวัย 16 กะรัตกล่าว

โคริชใช้เวลาไม่ถึงปี เขาก็ได้โอกาสประเดิมสนามเป็นครั้งแรกทันที ซึ่งหลังจากที่เขาได้โชว์ฝีเท้าในสนามแล้ว ไม่นานนักสื่อต่างๆ ของโครเอเชีย รวมถึงแฟนบอลต่างก็นำเขาไปเปรียบเทียบกับ ลูก้า โมดริช กองกลางตัวเก่งของเรอัล มาดริด เนื่องจากมีสไตล์การเล่น, เทคนิค และรูปร่างท่าทางที่ใกล้เคียงกัน

Luka Modric against Portugal

โคริชได้รับการขนานนามว่าจะเป็น “โมดริช” คนต่อไป

ด้วยวัยเพียง 17 ปี 157 วัน โคริชกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำประตูได้ในศึกยูโรป้า ลีก โดยเขาทำได้ในเกมที่ทีมเอาชนะสโมสร อัสตร้า กิอูรกุย ไปได้ 5-1 และในตอนนี้ แม้ว่าจะเพิ่งอายุได้ 19 ปี แต่เขาก็ได้โอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ไปแล้วกว่า 80 นัด ทำไป 11 ประตู และ 15 แอสซิสต์ แถมด้วยโอกาสติดทีมชาติไปลุยยูโร 2016 จากฟอร์มอันยอดเยี่ยม

แน่นอนว่าบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปต่างให้ความสนใจและตามตื้อกองกลางพลังหนุ่มรายนี้ ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้โคริชรู้สึกรำคาญบ้าง เนื่องจากเขาพยายามจะโฟกัสอยู่กับฟุตบอลเท่านั้น

“ผมเคยออกไปเล่นฟุตบอลในต่างแดนแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ดีเสมอไปอย่างที่หลายๆ คนคิด ผมเพิ่งจะได้เล่นฟุตบอลแบบจริงๆ จังที่นี่ และมันค่อยข้างยากถ้าจะให้ผมพูดถึงอนาคตเกี่ยวกับโอกาสที่จะไปเล่นในต่างประเทศอีก”

“ผมยังไม่มีความสนใจที่เกี่ยวกับการย้ายทีม หรือแม้แต่พูดคุยกับแมวมองและผู้จัดการทีม ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีเบอร์มือถือของผมได้อย่างไร พวกเขาเอาแต่พยายามติดต่อผมอยู่นั่น ซึ่งมันทำให้ผมต้องปิดเฟสบุ๊กของตัวเอง ไม่แน่ว่าบางทีนี่อาจจะเป็นปกติของนักเตะชื่อดังละมั้ง”

Ante Coric picks up the award for the Best Young Croatian in 2016

โคริชได้รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของโครเอเชีย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขากับดินาโม ซาเกร็บก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเขาถูกบรรดาสื่อเล่นงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการเที่ยวกลางคืน และวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเอง ซึ่งมันทำให้แข้งวัยรุ่นรายนี้รู้สึกแย่กับข่าว และปฏิเสธทุกข่าวลือทั้งหมดทันที ทว่ามันกลับเหมือนเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

เมื่อปีก่อนที่ ดินาโม ซาเกร็บ พบกับ อาร์เซนอลในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โคริชมีโอกาสที่จะยิงฝังอาร์เซนอล ทว่าเขากลับพลาดไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งในเวลาต่อมาเขาถูกดร็อปอยู่ข้างสนาม แถมเวลาที่เขาอยู่ในสนาม ก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ดีเท่าที่ควรด้วย

แน่นอนว่าการที่เขาพลาดในเกมกับทีมปืนใหญ่นั้นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่มันเกี่ยวกับการที่พ่อของเขาพยายามจะส่งเขาไปค้าแข้งกับปอร์โต้ ในโปรตุเกส ซึ่งโคริชมีข่าวว่าจะเซ็นสัญญากับบริษัท โดเยน สปอร์ต กรุ๊ป เพื่อมาเป็นตัวแทนให้กับเขา

โคริชเปิดบอลให้เพื่อนโหม่งทำประตู

ข่าวลือมากมายสะพัดไปทั่วในช่วงเวลา 2 เดือน โคริชเริ่มแสดงความต้องการที่จะย้ายทีมออกไปหลังจากออกมาต่อว่าประธานสโมสรอย่าง ซาฟโก้ มามิช และกุนซือของทีม โซราน มามิช จนทำให้ตัวเองถูกลงโทษโดยการปรับเงินทว่าพวกเขาก็ยังไม่ลงลอยกันจนกระทั่งเดือยมกราคม อย่างไรก็ตามพวกเขาสามารถตกลงกันได้อีกครั้ง และโคริชก็อยู่กับสโมสรต่ออย่างมีความสุข

จุดแข็ง

ลีลาหลอกล่อคือจุดแข็งของเขาเลยก็ว่าได้ เขามักจะหลอกส่ง หลอกยิง หรือหลอกวิ่งไปทางหนึ่งก่อนจะขยับไปอีกทาง ซึ่งมันทำให้ตัวประกบของเขาตามประกบเขาไม่ทันเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ มันทำให้โคริชเป็นนักเตะที่เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจยามที่มีบอลอยู่กับตัว รวมถึงยามที่เขาต้องการจะเลี้ยงผ่านคู่แข่งให้ได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยถ้าเราเห็นเขาเลี้ยงหลบผู้เล่น 2-3 คนไปดื้อๆ

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งของเขาก็คงจะไม่ค่อยถูกใจนักเท่าไหร่ ในเกมที่ โคริช ร่วมทัพ ดินาโม ซาเกร็บพบกับชัคเตอร์ โดเน็ตส์ค ที่สมัยนั้นมี ดั๊กลาส คอสต้า ปีกตัวจี๊ดอยู่นั้น เขาถูกปีกชาวบราซิลเลี่ยนรายนี้ตบเข้าที่หน้าหลังจากที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ไม่สามารถหยุดโคริชได้

เมื่อถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้น โคริชกล่าวว่า ทีมจากยูเครนนั้นเอาแต่กังวลกับผลการแข่งขันและคอยระวังยามที่เขาลี้ยงบอล ซึ่งเมื่อมันเป็นอย่างนั้น เขาก็แค่พยายามยิ้มให้คู่แข่งเข้าไว้

โคริชเป็นนักเตะที่จับบอลแรกได้ดี จนทำให้บางครั้งเขาสามารถเอาตัวรอดจากการถูกบีบเร็วหรือกดดันได้ดี ความฉลาดของเขา เมื่อบอกกับมุมมองและความสามารถในการปั้นเกมของเขา มันทำให้โคริชคือนักเตะเบอร์ 10 สมัยใหม่ ซึ่งมันอธิบายว่าทำไมเขาถึงถูกหลายทีมไล่ล่าตัวได้เป็นอย่างดี

โคริชจ่ายบอลได้อย่างแม่นยำไม่ว่าจะตำแหน่งใดในสนาม เพลย์เมคเกอร์วัย 19 ปีรายนี้ยังสามารถเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ได้อีกด้วย ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ เนื่องจากเขาสามารถคุมจังหวะของเกม และสร้างสรรค์เกมรุกให้กับทีมด้วย

จุดอ่อน

เขาเป็นนักเตะมากความสามารถและไม่กลัวที่จะมีเรื่องกับอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามที่เขาคิด

จุดอ่อนของเขานั้นมีไม่เยอะเท่าไหร่ แถมเขายังเป็นคนที่ขยันฝึกซ้อม ทำให้เขาน่าจะลบจสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น สภาพร่างกายของเขาที่ค่อนข้างบางทำให้เขามักจะเสียบอลง่ายๆ แต่ทว่าในตอนนี้เขาก็เริ่มเสริมกระดูกของตัวเองบ้างแล้ว ทว่าก็ต้องแลกกับการที่ความเร็วของเขาอาจจะลดลง ซึ่งก็คงไม่เป็นอะไรเพราะมันไม่ใช่ทีเด็ดของเขา

ก่อนหน้านี้ โคริชเป็นนักเตะที่มักจะไม่ยอมลงมาช่วยเกมรับ แต่ในตอนนี้ เขาคือ 1 ใน 2 คนแรกที่จะวิ่งเข้าไปบีบคู่แข่งเสมอ นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่า เขายังเล่นลูกกลางอากาศได้ไม่ดีเท่าไหร่เนื่องจากส่วนรูปและรูปร่างที่เล้กของเขา แถมเขายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ยามที่อยู่หน้าประตูคู่แข่งอีกด้วย ดังนั้นเขาคงจะต้องพัฒนาลูกยิงของเขาขึ้นไปอีก

การที่ดาวรุ่งแบบเขาจะย้ายจากทีมในลีกสูงสุดของโครเอเชีย ไปเล่นอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรปคงจะต้องใช้ความอดทนในการปรับตัวพอสมควร ทว่าจากสิ่งที่เขาสั่งสมมาในบ้านเกิดและที่ออสเตรีย มันคงจะแปลกน่าดูถ้าหากเขาไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันและปรับตัวเข้ากับฟุตบอลระดับท็อปของยุโรป

Ante Coric fights for the ball with Xabi Alonso

ครั้งหนึ่งโคริชเคยประสบปัญหาในการช่วยเกมรับ แต่ในัวนนี้มันกลายมาเป็นจุดแข็งเสียแล้ว

และสิ่งสุดท้ายที่เขายังต้องปรับอีกก็คือการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็นนักเตะมากความสามารถและไม่กลัวที่จะมีเรื่องกับอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามที่เขาคิด เห็นได้จากที่เขามีเรื่องกับบอร์ดบริหารของต้นสังกัด ซึ่งไม่ว่าใครจะผิด ใครจะถูก แต่อย่างน้อย โคริชก็ควรแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้

รู้หรือไม่?

อันเต้ โคริช ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า “โจซิป โคริช” ซึ่งเป็นนักฟุตบอลเช่นกัน ทั้งคู่เคยดวลแข้งกันมาก่อนในลีก โดยก่อนที่ทั้งคู่จะลงดวลแข้งกัน พวกเขาเคยพนันกันว่าใครแพ้จะต้องโดนตบ 1 ที

โจซิป เผยว่าเขาลืมเรื่องนั้นไปแล้ว แต่พอเห็นที่น้องชายให้สัมภาษณ์ เขาก็ตบน้องชายทันทีที่กลับบ้าน (ฮา)

โคริชยังกล่าวอีกว่า ความฝันของเขาก็คือการลงเล่นให้บาร์เซโลนา “ผมจะไม่รีบ แต่สักวันหนึ่งผมจะเล่นให้บาร์เซโลนาให้ได้ มันคือความฝันในฐานะนักฟุตบอลของผม”

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

โคริชยอมรับว่ามีการติดต่อจากบาเยิร์น มิวนิค, แมนฯ ซิตี้ และเรอัล มาดริด รวมทั้ง 2 ทีมยักษ์จากเมืองมิลานก็ให้ความสนใจมาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นช่วงที่เขามีปัญหากับต้นสังกัด ทำให้ในตอนนี้ เขายังคงยืนยันคำเดิมที่เขาเคยบอกก่อนที่จะมีปัญหากับทีม เขาจะไม่รีบย้ายไปไหน เพราะเขายังมีสัญญาอยู่ถึงปี 2020 ดังนั้นเขาตั้งใจว่าจะอยู่กับทีมอีกอย่างน้อยก็ปีหรือ 2 ปี

แถมซาเกร็บคงไม่ปล่อย มาร์โก ปยาก้า ดาวรุ่งอีกรายของทีม พร้อมๆ กับโคริชอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม รายชื่อของทีมที่สนใจกองกลางดาวรุ่งรายนี้ก็คงยาวขึ้นไปเรื่อยๆ แถมยังมีบางทีที่ลองเจรจากับเขาแล้วด้วย ดังนั้นเราคงต้องรอดูหลังตลาดซื้อขายรอบนี้ปิดว่าเจ้าตัวจะตัดสินใจอย่างไร