บ้า / ล่า / ฝัน : ‘ชินยาซัง’ คุณครูผู้ลาออกมาเป็นนักเตะอาชีพในวัย 43

คำพูดว่า “อย่ายอมแพ้” จากอดีตนักเตะดังชาวญี่ปุ่น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คุณครูวัย 43 ปี ลาออกจากโรงเรียนที่ทำงานมากว่า 20 ปี เพื่อมาล่าฝันเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป! นี่ คือ เรื่องราวของ ชินยา ยามาโมโตะ ชาวเมืองซัปโปโร, ฮ็อกไกโด ผู้ทิ้งเงินเดือนเกือบ 2 แสนบาท และความมั่นคงของชีวิต สู่ปฐมบทใหม่ของชีวิต… เรื่องสุดแปลกของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว     

ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเริ่มต้นใหม่…

คำๆนี้ คงใช้ได้เหมาะเหม็งดีจริงๆกับ ชินย่า ยามาโมโตะ คุณครูสอนผู้พิการทางหู ที่โรงเรียนโสตศึกษาแห่งหนึ่งในฮ็อกไกโด… เพื่อล่าฝันและสนองความต้องการของตัวเอง เขาลาออกจากหน้าที่การงานที่ผูกพันมากว่า 20 ปี พร้อมทิ้งเงินเดือนร่วม 2 แสนบาท มาเดินสายทดสอบฝีเท้าเพื่อเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ!

ย้อนกลับไปเมื่อปี ‘70 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเกาะฮ็อกไกโด ดินแดนทางตอนเหนือที่สุดเย็นยะเยือกในฤดูหนาว ผืนดินปกคลุมด้วยหิมะขาว ทั้งฮ็อกกี้น้ำแข็ง, สเก็ตน้ำแข็ง และสกีต่างเป็นกีฬายอดนิยม…แต่เขาคลั่งไคล้ฟุตบอลได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกับเขา? ทำไมต้องไปเป็นคุณครู และทำไมถึงตัดสินใจกลับมาล่าฝันเป็นนักเตะอาชีพ? เรื่องราวของ “ชินย่าซัง” เป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

สวัสดีครับ ชินย่าซัง!

สวัสดีครับ  

ก่อนอื่น...ช่วยเล่าเรื่องราวของคุณตั้งแต่เด็กๆหน่อยได้ไหม?

ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อ-แม่ ผมทำงานบริษัท ทำให้ผมต้องใช้ชีวิตคนเดียวซะส่วนใหญ่ อยู่บ้านคนเดียว หาข้าวกินเองคนเดียว เริ่มเล่นฟุตบอล ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่ก็เล่นสกีควบคู่ไปด้วย บ้านเกิดผมมีชื่อเสียงเรื่องกีฬาฤดูหนาว และโอลิมปิกส์ ฤดูหนาว ที่ซัปโปโรเป็นเจ้าภาพ ก็จัดขึ้นในปีที่ผมเกิดพอดี (ปี ค.ศ 1972) พ่อผมเป็นนักสกีอันดับ 3 ของญี่ปุ่นสมัยนั้น แต่เหตุผลที่ผมเล่นฟุตบอลมากกว่าน่ะเหรอ? ก็เพราะฟุตบอลมันสนุกกว่าไงล่ะ

ชินยา ยามาโมโตะ ในวัยเยาว์

แล้วมาเริ่มฟุตบอลได้ยังไงกัน?

จริงๆ ตอนแรกที่ผมได้เริ่มเล่นฟุตบอล เพราะปีๆหนึ่ง เราเล่นสกีได้แค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ทำให้ ผมต้องเล่นฟุตบอลแทนในช่วงฤดูร้อน และผมก็ชอบมันมากกว่าจริงๆนะ…จากนั้นผมก็เริ่มติดตามฟุตบอล ตอนเด็กๆ ไอดอลของผม คือ มิเชล พลาตินี่ ความจริงสมัยก่อนโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้มีถ่ายทอดสดฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อะไรแบบนี้หรอก แต่ฟุตบอลโตโยต้า คัพ จะมีการเชิญทีมดังๆมาแข่งขันทุกปี และปีแรกที่ผมเริ่มดูก็คือปีที่พวกเขาเชิญยูเวนตุสมา จำได้ว่าตอนนั้นอายุประมาณ 10 ขวบ โอ้โห ตอนนั้นจำติดตาเลย

แม้เริ่มเล่นสกีก่อนฟุตบอล แต่เขากลับหลงใหลเกมลูกหนังมากกว่า

จากนั้นก็เลยกลายเป็นแฟนฟุตบอลอิตาลี?

ไม่หรอก...ก็อย่างที่บอกไงว่าที่ญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่ได้มีถ่ายทอดสดอะไร จะมีอีกทีก็ฟุตบอลโลก ซึ่งผมก็ติดตามทีมชาติบราซิลมากกว่า สมัยนั้นต้องคนนี้เลย ซิโก้ (ตำนานทีมชาติบราซิล - เจ้าของฉายาเปเล่ขาว) ที่ญี่ปุ่นตอนนั้นเราชื่นชอบฟุตบอลอเมริกาใต้ และก็มีสโมสรใหญ่มาที่ญี่ปุ่นทุกปี เปญาโรล (อุรุกวัย), โคโล โคโล (ชิลี), ฟลาเมงโก (บราซิล)  รวมถึงอีกหลายๆทีม ซึ่งผมเองก็ฝันว่าอยากจะไปเล่นฟุตบอลที่ต่างประเทศ อย่างเยอรมัน เป็นต้น ตอนผมเด็กๆ เป็นช่วงที่ ยาซุฮิโกะ โอกุเดระ ค้าแข้งที่นั่นเยอรมันพอดี (ยุคสมัยนั้น โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล ค้าแข้งอยู่ที่เยอรมันกับ โอกุเดระ เช่นกัน) อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ญี่ปุ่นตอนผมเด็กๆ ไม่ได้มีลีกอาชีพ

คลั่งไคล้ฟุตบอลแค่ไหน?

ตอนอายุ 12 ปี พอขึ้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผมก็เริ่มได้เล่นฟุตบอลจริงจังมากขึ้นให้กับทีมโรงเรียน ช่วงนั้นผมเองก็เริ่มติดตามข่าวสารฟุตบอลผ่านนิตยสารมากขึ้น ก่อนหน้าโน้นมีนิตยสารฟุตบอลรายเดือน อย่าง Soccer Digest กับ Soccer Magazine มันไม่ได้หาหนังสือ หรือข่าวทางอินเตอร์เน็ตอ่านได้ง่ายๆ เหมือนสมัยนี้หรอก ผมเก็บหอมรอมริบจากค่าอาหารกลางวันมาซื้อนิตยสารฟุตบอลทุกเดือน ผมยิ่งได้อ่านมันก็ยิ่งมีแรงบันดาลใจอยากจะเล่นฟุตบอลอาชีพ

สมัยนั้นจะมีหน้าหนึ่งที่รายงานข่าวสารเกี่ยวกับนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนไปฝึกซ้อมฟุตบอลที่บราซิล แน่นอนว่าผมเองก็อยากจะไปบราซิลเหมือนกัน มันเหมือนเป็นดินแดนแห่งฝัน ของคนชื่นชอบฟุตบอลในญี่ปุ่น แต่มันต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก และพ่อ-แม่ ผมก็ไม่อนุญาตด้วย

จริงๆแล้วมันมีอีกวิธีหนึ่งที่คุณจะเข้าร่วมโครงการนี้โดยไม่ต้องเสียเงิน คือ คุณต้องเป็นนักเตะสโมสรใดสโมสรหนึ่ง และเขาก็จะส่งคุณไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่บราซิลแบบฟรีๆ (ยกตัวอย่างนักฟุตบอลญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ - คาซูโยชิ มิอูระ)

แล้วผลงานตอนเล่นทีมโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น ผมเรียนที่โรงเรียนซัปโปโร ฮัสซามุ (SAPPORO HASSAMU Junior High School) ทีมโรงเรียนเราไม่ใช่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนักในฮ็อกไกโด เต็มที่ก็เข้ารอบรองชนะเลิศ แต่ตัวผมเองก็ค่อนข้างดังนะ สำหรับในหมู่บอลนักเรียน ผมเล่นเป็นกองหน้า มีเกมหนึ่งเราชนะ 21 - 0 และผมยิงคนเดียว 20 ลูกเลยล่ะ (หัวเราะ)

พอขึ้นชั้น ม.ปลาย ผมย้ายไปเรียนที่โรงเรียนโคเซอิ (SAPPORO KOSEI High School) ผมยังคงฝันอยากจะเป็นนักเตะอาชีพ และตอนนั้นเราก็เริ่มรู้มาว่าสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น กำลังจะก่อตั้งเจลีก ลีกฟุตบอลอาชีพขึ้นมา (ลีกอาชีพของญี่ปุ่น หรือ เจลีก เริ่มต้นขึ้นในปี 1993) ผมคิดไว้ว่าเมื่อเจลีกเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ ผมต้องเล่นให้ได้

กระทั่งตอนผมเข้ามหาวิทยาลัยเซนได ผมก็ได้เข้าร่วมทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยด้วย แม้ปีแรกผมจะไม่ค่อยได้ลงเท่าไหร่ แต่พอขึ้นปี 2 ก็ได้เป็นตัวหลักมากขึ้น และผมก็ได้มีโอกาสได้ดวลกับทีมชาติญี่ปุ่น ที่อุ่นเครื่องกับเรา

ชินยา เคยยิงคู่แข่งถล่มทลายคนเดียวถึง 20 ประตูสมัยเล่นเป็นกองหน้าเมื่อตอนเด็ก

คุณก็เลยโชว์ฟอร์มยิงประตูซะเลย?

โอ้โห! ทีมมหาวิทยาลัยเซนได แพ้ไป 0 - 6 ญี่ปุ่นชุดนั้นเป็นชุดเตรียมทีมก่อนแข่งกิริน คัพ ปี 1991 มีผู้เล่นอย่างทั้ง คาซูโยชิ มิอูระ, นาบุฮิโระ ทาเคดะ, มาซามิ อิฮาระ และรูย รามอส (นักเตะบราซิลโอนสัญชาติ) ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องคอยตามประกบ รามอส อย่างเดียว

แล้วไม่ได้ง้างเท้ายิงประตูเลยงั้นเหรอ?

ตอนนั้นผมโดนถอยลงมาเล่นเป็นกองกลางตัวรับแล้ว (ฮา)  

เป็นอย่างไรบ้าง...เจอเกมนั้นเข้าไป

ความจริงก่อนเริ่มเกมนั้น ผมเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรหรอก... ผมแค่คิดว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ ทีมชาติญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจ แต่ผมแทบทำอะไรไม่ได้ พอจบเกมนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความห่างชั้นเลย ผมยอมรับว่าช็อคจริง และ ‘คาซู’ ก็เล่นได้สุดยอดมากๆ อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังจะได้เป็นนักเตะอาชีพ… ผมยังคอยบอกพ่อ-แม่ผมแบบนั้น เขาบอกว่าผมน่ะ “บ้า” (ก็แหงล่ะ คุณพ่ออยากให้เป็นนักสกีนี่หน่า)

สมัยเล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัย เซนได

แล้วคุณเคยได้รับความสนใจจากทีมเจลีกบ้างรึเปล่า?

ผมปีสุดท้ายตอนอยู่มหาวิทยาลัย ผมไปทดสอบฝีเท้ากับ 4 ทีมเจลีก ทั้ง โชนัน เบลมาเร, คาชิมา อันท์เลอร์, เจฟ ยูไนเต็ด, และ นาโงย่า แกรมปัส ทีมละ 1 สัปดาห์…แต่ไม่มีทีมไหนยื่นข้อเสนอมาให้ผมเลย ผมก็กลับไปเรียนต่อ และก็สอบได้ใบอนุญาตสอนผู้พิการทางหู

ก็เลยไปเป็นครูเลย…

ยัง ยัง! ผมก็กลับไปทดสอบฝีเท้าอีกครั้งกับโชนัน เบลมาเร แต่ก็เหมือนเดิมพวกเขาไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้ผม ผมยังไม่ยอมแพ้หรอกนะ แต่ ณ จุดนั้นผมต้องเริ่มทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว และผมก็มีใบอนุญาตสอนหนังสือในโรงเรียนโสตศึกษาได้ ผมจึงหันไปเป็นครูก่อน ความจริงตอนนั้นมีทีมกึ่งอาชีพยื่นข้อเสนอให้ผมมา แต่ผมตัดใจไม่รับข้อเสนอเพราะผมต้องการเล่นฟุตบอลอาชีพเท่านั้น หรือถ้าไม่งั้นก็บอลสมัครเล่นไปเลย

ทำไมดูยอมแพ้ง่ายดายตอนนั้น?

ผมไม่ได้ยอมแพ้ ผมยังฝันจะเล่นฟุตบอลอาชีพอยู่ แต่อย่างที่บอก ผมตัดใจเลือก ถ้าไม่ฟุตบอลอาชีพก็ ฟุตบอลสมัครเล่นไปเลย...การเล่นในเจลีก เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีอยู่แค่ 8 ทีมเท่านั้น แตกต่างจากสมัยนี้ที่นอกจากเจลีก 1 แล้วยังมีเจลีก 2 และ 3 ที่เป็นสโมสรอาชีพ ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ยอมแพ้ทันทีหรอก ผมยังอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อ จนกระทั่งทำอาชีพครูไปได้สักพัก

คุณก็ห่างหายจากฟุตบอลไปเลยจากนั้น?

โอ้! ไม่เลย ผมทำงานเป็นครูไปด้วยและก็เตะฟุตบอลทีมสมัครเล่นของซัปโปโรไปด้วย ปีแรกของการทำงานผมต้องย้ายไปสอนที่โรงเรียนโสตศึกษา ที่เมืองนากาชิเบตซึ (Nakashibetsu - เมืองเยื้องไปทางตะวันออกสุดของเกาะฮ็อกไกโด) มันอยู่ห่างไกลจากซัปโปโรถึง 6 ชั่วโมง (ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร) แต่ผมยังกลับมาซ้อม และแข่งขันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คิดดูนะ ผมซื้อรถมือใหม่มาแค่ปีกว่าๆ แต่วิ่งไป 150,000 กิโลเมตร พังเลย! (ฮา)

แม้ไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพ แต่ ชินย่า ยังคงเล่นให้ทีมฟุตบอลสมัครเล่นของซัปโปโรมายาวนานกว่า 20 ปี

(อึ้ง)...

คิดดูตอนนั้นผมเสียเฉพาะค่าน้ำมันไป-กลับ นากาชิเบตซึ - ซัปโปโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 50,000 บาทต่อเดือนได้ และตอนนั้นเงินเดือนปีแรกๆ ที่ทำงานก็ได้แค่ประมาณ 80,000 กว่าบาทเท่านั้น

แล้วคุณใช้ชีวิตอยู่ยังไงเนี่ย?

ผมไม่เที่ยว ไม่ดื่มอยู่แล้ว และที่โรงเรียนก็มีหอพักของครูให้อยู่ ผมใช้เงินไปกับฟุตบอลล้วนๆ ผมอยู่ที่ นากาชิเบตซึ จากนั้นก็ย้ายไปอยู่เมืองมอนเบตซึ (ห่างจากซัปโปโร เกือบ 300 กิโลเมตร) 3 ปี, ไปอยู่ โอบิฮิโระ (ห่างจากซัปโปโร เกือบ 200 กิโลเมตร) 4 ปี, ฮอกโกดาเตะ (ห่างจากซัปโปโร เกือบ 200 กิโลเมตร) 4 ปี และโยอิจิ (ห่างจากซัปโปโร เกือบ 60 กิโลเมตร) อีก 4 ปี ซึ่งระหว่างนั้นผมก็เล่นให้กับทีมสมัครเล่นของซัปโปโรมาโดยตลอด 20 กว่าปี ควบคู่กับการเป็นครู

ทำไมไม่หาทีมที่อยู่ใกล้ๆเล่นล่ะ?

(หัวเราะ) ก็ซัปโปโร เป็นทีมสมัครเล่นที่เก่งที่สุดในฮ็อกไกโด และเป็นทีมที่มีชื่อเสียง

มันคุ้มงั้นเหรอ?

ผมก็ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย และสวัสดิการของครูก็มีโบนัสปีละ 2 ครั้ง ผมก็อยู่ได้ และระยะหลังผมก็เงินเดือนมากขึ้น

-อะไร คือ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลับมาสู้เพื่อเป็นนักเตะอาชีพ และสโมสรแรกเป็นอย่างไร? ติดตามหน้าถัดไป-

Topics