The Battle of Loyalist: ศึก 2 ทาสผู้ซื่อสัตย์

มาดริดดาร์บี้หนแรกของฤดูกาล 2015/16 ถือเป็นการประลองกึ๋นกันครั้งแรกของ 2 กุนซือผู้มากความสำเร็จอย่าง ราฟา เบนิเตซ และ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ผู้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน

มาดริดดาร์บี้หนแรกของฤดูกาล 2015/16 ถือเป็นการประลองกึ๋นกันครั้งแรกของ 2 กุนซือผู้มากความสำเร็จอย่าง ราฟา เบนิเตซ และ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ผู้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน...เพราะนอกจากจะเกิดเดือนเมษายนแล้ว บนเส้นทางอาชีพก็ได้มีโอกาสรับใช้ทีมจากเมืองหลวงแบบต่างกรรม ต่างวาระ ถึง 3 ครั้ง 3 คราทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม ต่างกันเพียงแค่สีเสื้อเท่านั้น...

ทีมงาน FourFourTwo ภาคภาษาไทยจึงถือโอกาสนำเรื่องราวทั้ง 2 คนว่าก่อนที่จะนำทีมรักของแต่ละฝ่ายเข้ามาประหัตประหารกันบนสมรภูมิแข้งนั้น พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง

แรกพบ...

เบนิเตซเป็นชาวมาดริดมาแต่กำเนิด โดยมีคุณพ่อเป็นสาวกแอตเลติโกส่วนคุณแม่เป็นแฟนบอลเรอัล แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังส่งเจ้าตัวไปทดสอบฝีเท้ากับ “ราชันชุดขาว” และทุกอย่างก็เริ่มต้นนับตั้งแต่นั้น...

เขาเข้าสู่อะคาเดมี่ของเรอัล มาดริด ผ่านรายการแข่งขันที่เรียกว่า “โซเชียล ทัวร์นาเมนต์” และเข้าสู่ทีมรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี เมื่ออายุได้ 13 ขวบ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้อยู่ในชุดยู-18 ที่คว้าแชมป์ระดับประเทศด้วย

แต่จุดหักเหของอาชีพค้าแข้งก็มาเกิดขึ้นเมื่อเบนิเตซได้เป็นตัวแทนของสเปนไปเล่นในรายการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกซึ่งจัดขึ้นที่เม็กซิโกแล้วเกิดถูกเข้าสกัดอย่างรุนแรงในเกมกับแคนาดาจนได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าเรื้อรัง เขาย้ายไปอยู่กับปาร์ล่าในปี 1981 และแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 26 ปีกับลินาเรส สโมสรที่เขาเป็นทั้งนักเตะและโค้ชในอีก 5  ปีต่อมาจากอาการบาดเจ็บดังกล่าวนั่นเอง

อย่างไรก็ตามอีก 1 ปีให้หลังถือเป็นจุดเริ่มต้นในวงการลูกหนังของฮีโร่ฟากฝั่งขาว-แดง เมื่อ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ประเดิมสนามในฐานะนักเตะอาชีพกับทีมบ้านเกิดอย่างเวเลซ ซาร์สฟิลด์ ก่อนจะย้ายมาค้าแข้งในยุโรปเป็นที่แรกกับปิซ่า ซึ่งสมัยนั้นโลดแล่นอยู่ในเซเรียอา

แต่การที่ต้นสังกัดตกชั้นและไม่สามารถกลับคืนสู่ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาลเดียว ทำให้เขาโยกไปค้าแข้งลีกกระทิงกับเซบีญ่าในปี 1992 และอีก 2 ปีหลังจากนั้นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน

เขาเซ็นสัญญากับแอตเลติโก มาดริด ในฤดูกาล 1994/95 ซึ่งต้องบอกว่าช่วงนั้นผลงานของพลพรรค “ตราหมี” ไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อหวุดหวิดจวนเจียนที่จะตกชั้นแต่ก็รอดมาได้ด้วยการเสมอในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ก่อนที่จะมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์โดยมีการดึง ราโดมีร์ อันทิช กุนซือชาวเซิร์บเข้ามาคุมทีม พร้อมกับนักเตะใหม่หลายรายเข้ามา

ทำให้ผลงานของขุนพล “โรฆิบลังโกส” แล่นฉิวยึดตำแหน่งจ่าฝูงโดยใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์ที่ 2 ก่อนจะยิงยาวเข้าป้ายแบบม้วนเดียวจบ (ซึ่งมีเพียงนัดที่ 5 และนัดที่ 13 เท่านั้นที่พวกเขาหล่นไปเป็นรองจ่าฝูง) พร้อมกับคว้าแชมป์โคปา เดล เรย์ มาครองได้อีกด้วย

ซึ่งในซีซั่นดังกล่าวซิเมโอเน่เป็นรองดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรโดยทำได้ 12 ประตู เป็นรอง ลูโบ เปเนฟ กองหน้าตัวเก่ง 4 ลูกเท่านั้น ก่อนจะอำลาทีมหลังจากจบฤดูกาลถัดมา

คืนรังหนสอง...

หลังจากที่เบนิเตซตัดสินใจแขวนสตั๊ดไม่นานเขาก็กลับมายังเรอัล มาดริด อีกครั้งในฐานะโค้ชอะคาเดมี่โดยเขาพาทีมยู-19 คว้าแชมป์ลีก 1 สมัย และบอลถ้วย 2 สมัยใน 3 ฤดูกาล ก่อนจะถูกดันขึ้นมาคุมทีมกาสตีย่า (ทีมสำรอง) ในฤดูกาล 1993/94 และประเดิมการคุมทีมในเซกุนด้า ดิวิชั่นด้วยความพ่ายแพ้ต่อเอร์กูเลส 3-1 ในเดือนมีนาคม 1994 เขาถูกดึงไปช่วยงานทีมชุดงานใหญ่ในฐานะมือขวาของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ก่อนจะกลับไปคุมทีมชุด เบ อีกครั้งในซีซั่น 1994/95 ซึ่งจากการได้เป็นผู้ช่วยของกุนซือทีมชาติสเปนคนปัจจุบันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองต้องสร้างต้นทุนในการเป็นผู้จัดการทีมให้มากกว่านี้เพื่อความสำเร็จ นั่นทำให้เขาตัดสินใจอำลาถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนั้น

ขณะที่ซิเมโอเน่ใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะกลับมายังถิ่นบิเซนเต้ กัลเดรอน อีกครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จในการค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน (ยูฟ่า คัพ 1 สมัย) และลาซิโอ (ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, เซเรีย อา,​ โคปปา อิตาเลีย และซูเปอร์โคปปาอย่างละสมัย)  “เอล โชโล่” รีเทิร์นสู่แอตเลติโกในปี 2003 และที่นี่เป็นสโมสรสุดท้ายในยุโรปก่อนแขวนสตั๊ดของเขา โดยหนนี้ลงเล่นไปทั้งสิ้น 165 แมตช์และทำได้ 31 ประตูด้วยกัน น่าเสียดายที่การกลับมาคราวนี้ไร้ซึ่งความสำเร็จ