Big Hun...Big Passion : แรงปรารถนาของ...มิตติ ติยะไพรัช

“ถ้าอายุ 30 แล้วต้องทำทุกอย่างเหมือนตอนนั้นผมคงเลิกไปแล้ว เพราะว่ามันเหนื่อยมาก กับการที่ต้องเริ่มต้นเองทุกอย่าง คือทุกอย่างจริงๆ”

นี่ คือ คำพูดของชายที่ชื่อ มิตติ ติยะไพรัช เจ้าของสโมสรชื่อดังในแถบภาคเหนือของประเทศอย่าง เชียงราย ยูไนเต็ด ที่กล่าวเอาไว้เพื่อให้เห็นถึงหนทางอันยากลำบาก กว่าที่จะพาทีม “กว่างโซ้งมหาภัย” ประสบความสำเร็จมาได้จนถึงปัจจุบัน

ทีมงาน FFT TH ขอพาคุณผู้อ่านไปล้วงลึกทุกเรื่องราวตั้งแต่วัยเด็กของเขา... เขาผ่านทั้งร้อน-หนาว และทุกข์สุขมากมายแค่ไหน จนกว่าจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางแห่งความฝันที่วาดเอาไว้ตอนมัธยมศึกษาตอนปลาย...ชายที่บ้าบอลเข้าเส้นคนนี้ใช้แรงปราถนาในเกมลูกหนัง จนกลายเป็นประธานสโมสรยักษ์ใหญ่ไทยลีกในปัจจุบัน ได้อย่างไร ติดตามได้ที่นี่ 

จุดเริ่มต้นของแรงปรารถนา

“ตอนผมอยู่โรงเรียนอนุบาลเชียงราย เริ่มตั้งแต่ ป.4-ป.5 ก็เตะฟุตบอลกับเพื่อนๆที่โรงเรียน เป็นสนามคอนกรีตเล็กๆ แล้วก็มีสัก 20-30 ทีมอยู่ในสนามเดียวกัน” มิตติ ติยะไพรัช เริ่มเล่าย้อนถึงความทรงจำแรกที่ได้สัมผัสกับกีฬาฟุตบอลเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงพักกลางวันก็จะมีเวลาว่าง นักเรียนก็จะแอบไปซื้อลูกบอลพลาสติกนอกรั้วข้างโรงเรียน เพราะร้านมันอยู่ติดกับรั้วโรงเรียนเลย รวมเงินกันซื้อลูกละประมาณ 8 บาท แค่ตะโกนเรียก ป้าๆลูกฟุตบอลลูกหนึ่ง ป้าเขาก็ส่งมาให้”

“ได้เล่นกับเพื่อนมันก็รู้สึกแฮปปี้ แล้วยิ่งเรามาพอเราได้เตะปุ๊ป แล้วได้มาดูบอลเราก็เริ่มอิน และเริ่มมีแพชชั่นกับมัน...”

นี่ คือ ชีวิตแบบเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่เริ่มหลงใหลเกมลูกหนัง หลังได้เตะลูกบอลพลาสติกๆเล่นกับเพื่อนในช่วงพักกลางวันที่โรงเรียน ชีวิตเขาเด็กวันร่าเริงสนุกสนานแบบเขา ไม่มีอะไรที่ดีเยี่ยมไปกว่าลูกกลมๆที่เรียกว่า “ฟุตบอล”

ทว่าเมื่อถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา ก็เป็นอันต้องบอกลาการเตะฟุตบอลอันโปรดปรานด้วยเหตุจำเป็น เป็นเพราะต้องการมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเหนือกว่าสิ่งอื่นใด นอกจากเรียนหนังสือในห้องแล้ว ก็ต้องเรียนพิเศษต่อในช่วงเย็น อีกทั้งบ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ต้องนั่งรถกลับเที่ยวละประมาณ 30-45 นาที เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เขาต้องยอมทิ้งสิ่งที่รักไป

ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา… ดินแดนลุงแซมที่เต็มไปด้วยความคลั่งในอเมริกันเกมส์ กลับเกิดเหตุการณ์สุดคลาสสิคในโลกลูกหนังที่นั่นมากมาย โดยเฉพาะเกมนัดชิงที่ทีมชาติอิตาลี พ่ายแพ้ลูกโทษที่จุดโทษให้กับทีมชาติบราซิล  

มิตติ ติยะไพรัช เล่าว่าครั้งแรกที่เขาเริ่มดูฟุตบอลแบบจริงจัง คือทีมชาติอิตาลียุครุ่งเรือง ที่มีนักเตะอย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้ เจ้าของฉายาเปียทองคำ ที่เป็นกำลังหลักของทีม ทำให้สโมสรแรกที่เขาติดตามเชียร์จึงเป็นทีมจากแดนมะกะโรนีอย่าง อินเตอร์ มิลาน

โรแบร์โต้ บาจโจ้ นักเตะคนแรกในความทรงจำของบิ๊กฮั่นตั้งแต่สมัยยังเด็ก

“ตอนอายุ 12 มีญาติๆชวนผมดูบอล ตอนนั้นเริ่มดูอิตาลี ยุคโรแบร์โต้ บาจโจ้ แล้วก็ตอนที่โรนัลโด้ย้ายทีมไป อินเตอร์ มิลาน ก่อนช่วง ฟรองซ์ 98 ก่อนที่โรนัลโด้จะย้ายทีมมา อินเตอร์มิลาน ช่วงนั้นแหละครับที่ผมเริ่มดูฟุตบอลอย่างจริงจัง”

“ตอนนั้นมี ทีมชาติอิตาลีที่ดูครั้งแรก แล้วชอบทีมแรกที่เชียร์เลยก็คือ อินเตอร์ มิลาน แล้วตอนนั้นช่วงเช้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เด็กๆส่วนมากก็จะตื่นกันสัก 6 โมงเช้ามาดูการ์ตูนกัน พอประมาณ 7 โมง ช่องยูบีซีจะมีไฮไลท์ฟุตบอลลีกอิตาลีกับฝรั่งเศสที่ผมดูตลอด เพราะตอนนั้นบอลอังกฤษก็ยังหาดูยากอยู่”

“ตอนนั้นก็ยังไม่เริ่มดูบอลอังกฤษอย่างจริงจัง ทีมที่เริ่มเชียร์อีกก็มีโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ตอนนั้นถือเป็นทีมยักษ์ของฝรั่งเศสเลย”

นอกจากฟุตบอลต่างประเทศที่เขาหลงรักอย่างหัวปักหัวปำแล้วนั้น แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ติดตามทีมชาติไทย ซึ่งในช่วงนั้นทัพช้างศึก เรียกได้ว่าเป็นช่วงรุ่งเรื่องและเฟื่องฟูแบบสุดๆ ภายใต้การทำทีมของปีเตอร์ วิธ ถึงขนาดว่าเมื่อไทยลงสนามแข่งขันเมื่อไหร่ ทุกบ้านทุกครัวเรือนต้องมาชุมนุมกันดั่งกิจกรรมของครอบครัวเลยทีเดียว

“เวลาดูทีมชาติไทยผมก็อินนะ ตอนนั้นมีพี่ซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) พี่โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ)  พี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์) และ พี่วัง (ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล) โอ้โห ตอนนั้นเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก แล้วก็มี ปีเตอร์ วิธ  เป็นโค้ช”

“เมื่อก่อนเวลาทีมชาติไทยเตะนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของทุกบ้านเลยนะ เขาจะนัดกันมาดู ทำหมูกะทะกินกัน ถือว่าเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ดีมาก”

นักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม ที่สมัยนั้นลงสนามเมื่อไหร่ ทำเอาทุกบ้านต้องนั่งติดหน้าจอรอชม

แม้จะมีใจรักในกีฬาฟุตบอล ทั้งชอบดูและชอบเล่นเป็นชีวิตจิตใจ แต่ส่วนตัวเขารู้ดีว่าไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นจะหวังเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และต้องไปเอาดีด้านอื่นแทน จึงได้ตัดสินใจไปศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นที่เกิดจุดเปลี่ยน และเริ่มมีความคิดว่าอยากจะทำทีมฟุตบอลเป็นของตัวเอง

“ในวัยประมาณ 10 ขวบต้นๆ เราไม่ได้คิดถึงขนาดว่าต้องเป็นนักฟุตบอลขนาดระดับทีมชาติเลย เพราะเราก็เตะบอลไม่ค่อยเก่งไง คงต้องเอาดีทางด้านอื่นแล้ว เลยตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสืออย่างเดียว พอจบม.4 ขึ้น ม.5 ผมก็ย้ายไปเรียนที่นิวซีแลนด์ 2 ปี”

“พออายุประมาณ 16-17 เริ่มอยากจะทำทีมฟุตบอล อยากทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้คนเข้ามาดูเยอะๆ เราเองดูบอลนอกมาตลอด แถมตอนนั้นชอบเล่นเกมเอฟเอ็ม (ฟุตบอล เมเนเจอร์) เล่นมาทุกภาคเลย แบบว่าคลั่งไคล้หนักพอสมควร”

“จนกระทั่งถึงภาค 2014 เล่นจนเป็นแชมป์หมดแล้ว ไล่คุมตั้งแต่ทีมลีกเล็กๆไต่เต้าไปเรื่อยๆ เล่นไปเล่นมาก็มีแนวคิดว่า เออ...อยากสร้างสโมสรฟุตบอลอะไรอย่างงี้” จากแค่เกมจำลองการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลบนคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆ ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นตัวจุดไฟในการอยากสร้างทีมฟุตบอลให้ลุกโชนขึ้นในหัวใจของชายผู้นี้ ซึ่งนอกจากเกมแล้ว การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ฝันของ "บิ๊กฮั่น" เป็นจริง

“ในเอฟเอ็มมันจะมีรายละเอียดต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขอบอร์ดบริหารทำสนาม ยกระดับเรื่องระบบเยาวชน, สนามซ้อม มันก็เริ่มมีจินตนาการตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราก็อยากจะลองทำดูบ้าง”

“มีการ์ตูนเรื่องนึงที่ผมชอบมาก ชื่อ ออเรนจ์ พันธุ์เตะเลือดสีส้ม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสโมสรเล็กๆในเจสองญี่ปุ่นที่กำลังจะล้มละลาย เจ้าของบริษัทเป็นคุณปู่คนหนึ่งที่ทำบริษัทน้ำส้มด้วยตายไป ให้หลานสาวสืบทอดต่อ แต่การเงินไม่ดี นักเตะก็พากันย้ายออก”

“แต่หลานสาวเป็นคนที่มุ่งมั่นมาก เลยมาทำทีมต่อ ทั้งๆที่ทีมใกล้จะพังอยู่แล้ว แต่อยู่ๆก็มีเด็กญี่ปุ่นคนนึงที่เล่นบอลเก่งมาก มาจากสเปน ได้ข่าวว่าคุณปู่ตาย เลยย้ายมาช่วยทีม เหตุผลก็เพราะเคยเจอคุณปู่ที่สเปน แล้วติดใจน้ำส้มที่คุณปู่เอาให้กิน เลยสัญญาว่าพอโตแล้วจะพาทีมออเรนจ์เป็นอันดับหนึ่งของโลกให้ได้ แล้วก็พาทีมเก่งขึ้นมาเรื่อยๆ อะไรทำนองนี้ เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจได้พอสมควร”

ออเรนจ์ พันธุ์เตะเลือดสีส้ม การ์ตูนที่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้บิ๊กฮั่นอยากทำทีมฟุตบอล

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย ชายผู้นี้จึงเริ่มเดินหน้าศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทำทีมฟุตบอลขึ้นมาทันที โดยเริ่มจากการตระเวนหาทีมเล็กในลีกภูมิภาคเพื่อเข้าเทคโอเวอร์ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์

“ตอนที่คิดทำจริงจังก็อยากจะหาทีมไปเทคโอเวอร์ก่อนดีกว่า แล้วค่อยๆปั้นขึ้นมา เหมือนที่เราทำกับเอ็ฟเอ็ม” บิ๊กฮั่น เริ่มเท้าความถึงจุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่วงการบริหารของสังเวียนลูกหนัง

“ตอนนั้นมีหลายทีมที่เราคุยๆอยู่ อย่างเช่น ม.เกษตรศาสตร์ก็ คือถ้ามีโอกาสก็จะอยากจะเริ่มที่ดิวิชั่นหนึ่งหรือไทยลีกไปเลย แต่ว่าตอนนั้นเราเป็นเด็กที่ไม่รู้จักใครเลย ก็เลยต้องพับโครงการแบบนั้นไว้ก่อน”

“ตอนครึ่งปีหลัง 2008 ก็เริ่มดูบอลไทย เริ่มหาทีมฟุตบอลอย่างจริงจัง ที่จำได้ก็ทหารบกนะ ตอนที่ “โค้ชเหนียว” วัชรกร อันทะคำภู ยังเตะบอลอยู่เลย มี มุสซ่า ซิลล่า อะไรพวกนี้อยู่เลย ตอนไปแข่งกับ ม.กรุงเทพ ผมก็ตามไปดูด้วยนะ”

“ตั้งแต่นั้นผมเริ่มตามข่าวตลอด ดูว่าทีมไหนมีความเคลื่อนไหวยังไง พอปลายปี 2008 เราได้ข่าวจากสมาคมว่าจะทำลีกภูมิภาคในปี 2009 มีการแบ่งโซน เราก็สนใจมาก กลับมาดูที่จังหวัด  ตัวเองว่ามีใครส่งทีมไหม สรุปว่าไม่มีเราก็เลยซัดซะเดี๋ยวนั้นเลย”  “บิ๊กฮั่น” เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสโมสร และเมื่อสบโอกาสเหมาะและลงตัวแล้ว เขาจึงรีบกลับไปปรึกษากับทางบ้าน พยายามอธิบายถึงความทะเยอทะยานของตัวเอง ในการริเริ่มสร้างสโมสรฟุตบอลของเขาให้ครอบครัวได้ฟัง

มุสซ่า ซิลล่า อดีตดาวดังไทย พรีเมียร์ ลีก ที่บิ๊กฮั่นยังจำได้ดีตั้งแต่แรกเริ่มดูบอลไทย

“ต่อมาก็คุยกับที่บ้านว่าอยากจะทำทีมฟุตบอล เริ่มต้นก็คงไม่ยากเท่าไหร่ คิดว่าแค่หานักฟุตบอลมา จ่ายเงินเดือน แล้วก็คิดว่าจะใช้เงินประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน เราจะมีรายได้จากทางไหนบ้าง คิดง่ายๆ คิดแบบโลกสวยเลย เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่”

“แต่พอจริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบที่คิดเลย รายละเอียดมันมากกว่านั้นเยอะ คิดว่ามันจะง่ายเหมือนในเกม เพราะเกมมันอิงมาจากของจริงอยู่แล้ว แต่นี่มันต้องเริ่มใหม่หมดเลยจากศูนย์”

“หลังจากอธิบายเสร็จ นำเสนอเรื่องค่าใช้จ่ายเรียบร้อย ก็มาถึงเวลาเริ่มจริงแลัว ต้องบอกเลยว่าเริ่มก็ทำเองทุกอย่าง ไปสเกาต์นักฟุตบอลเอง หาโค้ชเอง  ออกแบบโลโก้เอง ทำเสื้อเอง  แม้กระทั่งอาร์ตเวิร์ค ใบปลิวก็ทำเอง มีเพื่อนๆมาช่วยนิดหน่อย”

“นักฟุตบอลก็เดินทางไปคัดที่กรุงเทพ ตอนนั้นโค้ชเขาก็นัดพวกลูกศิษย์หรือพวกพี่ๆน้องๆที่ยังเล่นฟุตบอลอยู่เนี่ยที่มีความสนใจก็มาคัดกัน มาเตะให้เราดู เราก็เลือกเอาจากตรงนั้นเลย”

...แค่เริ่มต้นก็รู้ซึ้งแล้วว่าสิ่งที่วาดฝันเอาไว้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด ต้องเริ่มทุกอย่าง สร้างด้วยมือของตัวเองตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทว่านี่เป็นเพียงแค่อุปสรรคเล็กๆที่เข้ามาท้าทายหัวใจของเขาเท่านั้น ก้าวต่อไปต่างหากที่ยากลำบากยิ่งกว่า...

-ติดตามความยากลำบากของการเริ่มต้นสร้างสโมสรด้วยมือของเขาในหน้าถัดไป-

Pages