Stories

บอลสวยงามไม่จำเป็นเสมอไป? : 10 ชุดทีมชาติคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ที่อาศัย ‘Ugly Football’

นี่คือเหล่าทีมที่สามารถคว้าแชมป์รายการระดับชาติได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทีมที่ดีที่สุด, ต้องเล่นสวยงามที่สุด แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการคว้าแชมป์ แม้จะโดนปรามาสว่าเป็น “Ugly Football” ก็ตาม…

We are part of The Trust Project What is it?

นี่คือเหล่าทีมที่สามารถคว้าแชมป์รายการระดับชาติได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทีมที่ดีที่สุด, ต้องเล่นสวยงามที่สุด แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการคว้าแชมป์ แม้จะโดนปรามาสว่าเป็น “Ugly Football” ก็ตาม…

ใช่แล้ว… ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซิร์บ ที่เพิ่งพา “ช้างศึก”  คว้าแชมป์คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 เองก็อาจถูกมองว่านำรูปแบบการเล่นที่น่าเบื่อ เน้นการตั้งรับที่เหนียวแน่นเป็นหลัก ไม่กระโชกโฮกฮาก บุ่มบ่ามบุกเข้าใส่คู่แข่งด้วยความเมามัน จนแฟนบอลไทยอาจรู้สึกเสียอรรถรส หลายคนอาจจะค่อนขอดว่ามีวิธีการเล่นที่ “น่าเกลียด”

อย่างไรก็ตามตัวอย่างของ Ugly Football ที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลกนั้นมีมากมายหลายกรณี โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับทีมรองบ่อน ซึ่ง นี่ คือ ตัวอย่างของ 10 ทีมชาติที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์โดยเน้นแทคติก และผลการแข่งขัน (บางทีอาจมีโชคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ) มากกว่า รูปแบบการเล่นที่สวยงามเร้าใจ เอนเตอร์เทนแฟนบอล หรือฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด… มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “แทคติก” สำคัญไฉนในเกมลูกหนังระดับโลก

เพราะท้ายที่สุดแล้วแฟนบอลจะจดจำแต่ผู้ชนะ! มีทีมใดกันบ้างที่อาศัย “Ugly Football” และประสบความสำเร็จในระดับโลก (หรือทวีป) ให้แฟนบอลได้ภาคภูมิใจ ติดตามได้ที่นี่

อุรุกวัย, ฟุตบอลโลก 1950

แม้ว่าจะมีดีกรีเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกชาติแรก เมื่อปี 1930 แต่ว่า อุรุกวัย ไม่ได้ถูกคาดหมายเลยว่าจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันรายการนี้ เพราะว่าทุกอย่างนั้นมันถูกตระเตรียมมาให้กับ เจ้าภาพบราซิลหมดแล้ว กับการได้เล่นในถิ่นของตัวเอง พร้อมกับนักเตะระดับชั้นนำมากมาย นำโดย อเดเมียร์ ดาวยิงตัวเก่งประจำทีม

อุรุกวัย ที่มีตัวหลักคือ ฮวน อัลแบร์โต้ สเคียฟฟิโน่ ผ่านแต่ละนัดมาแบบกระท่อนกระแท่น โดยเฉพาะในนัดชิงชนะเลิศที่ลงแข่งกันแบบรอบแบ่งกลุ่มเก็บคะแนน ใครได้คะแนนเยอะสุดก็จะได้แชมป์ไป

บราซิล นั้นทำท่าว่าจะนอนมา จากการเอาชนะ สวีเดน 7-1 และ ทีมชาติ สเปน 6-1 ตรงกันข้ามกับ อุรุกวัย ที่เสมอกับ สเปน 2-2 แบบเกือบจะแพ้ ถ้าหากว่าไม่มาได้ประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกม เช่นเดียวกับในเกมที่พบ สวีเดน ที่มาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกม ก่อนจะชนะไป 3-2

ในเกมสุดท้ายที่ทั้งสองทีมเจอกัน บราซิล ขอเพียงแค่ผลเสมอเท่านั้นก็จะสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ และก็เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน แต่ว่าในครึ่งหลังกลายเป็น อุรุกวัย ที่ยิงคืนสองประตูรวด จาก สเคียฟฟิโน่ และ อิลซิเดส กิ๊กเกีย ที่ทำให้แฟนบอลเกือบสองแสนที่เข้ามาชมที่สนามมาราคาน่า นั้นเงียบกริบ เพราะว่าพวกเขาเตรียมตัวที่จะมาดูทีมรักคว้าแชมป์โลก ไม่ได้มาดูคู่ปรับร่วมทวีป ชูถ้วย จูลส์ ริเม่ต์ ต่อหน้าพวกเขาแบบนี้

หลังจบเกมมีรายงานว่า แฟนบอลชาวบราซิล บางส่วนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพราะว่าไม่สามารถทนกับความผิดหวังครั้งนี้ได้ มันเลยกลายเป็นประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่สุดของวงการฟุตบอลแซมบ้า ที่ยังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เยอรมันตะวันตก, ฟุตบอลโลก 1954

ถ้าหากว่าใครจะบอกว่า “เยอรมันตะวันตก” ที่ตอนนั้นลีกของพวกเขายังเป็นแค่ลีกกึ่งอาชีพ จะได้แชมป์ฟุตบอลโลกคราวนั้น ก็ต้องโดนหาว่าไม่บ้าก็เพี้ยนอย่างแน่นอน เพราะว่าตอนนั้นมหาอำนาจลูกหนังก็คือ ฮังการี ที่นำโดย เฟเรนซ์ ปุสกัส

เยอรมัน ยิงคืนสามประตูรวด โดยประตูชัยมาจาก อูเว่ ราห์น ที่พาทีม คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันคือการพ่ายแพ้ของ ฮังการี เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยชัยชนะในครั้งนั้นของเยอรมัน ถูกเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น”

เยอรมัน ภายใต้การคุมทัพของ เซปป์ แฮร์แบร์เกอร์ ต้องเจอกับ ฮังการี ตั้งแต่รอบแรก และก็โดนถล่มยับไปถึง 3-8 แต่ว่าก็ยังเพียงพอที่จะผ่านเข้ารอบไปได้จากการเอาชนะ ตุรกี ในเกมอีกนัด

การได้รองแชมป์กลุ่มในคราวนั้นถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของทัพ อินทรีเหล็ก เพราะมันทำให้พวกเขาไม่ต้องไปอยู่เจอกับยอดทีมอย่าง บราซิล, ​อุรุกวัย และ ฮังการี ที่อยู่อีกสาย และนั่นทำให้พวกเขาสามารถกรุยทางเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ ได้สำเร็จ ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับ ฮังการี

ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ได้ เนื่องจากว่าคู่แข่งของพวกเขาก็คือ ฮังการี ที่สุดแข็งแกร่ง แถมยังเป็นฝ่ายนำพวกเขาไปก่อน 2-0 ด้วย แต่ว่า สุดท้ายเรื่องเหลือเชื่อที่บ้าบอที่สุดของวงการลูกหนังก็เกิดขึ้น เมื่อ เยอรมัน ยิงคืนสามประตูรวด โดยประตูชัยมาจาก อูเว่ ราห์น ที่พาทีม คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันคือการพ่ายแพ้ของ ฮังการี เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยชัยชนะในครั้งนั้นของเยอรมัน ถูกเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น”

Pages