#Brexit : เจาะลึกทุกผลกระทบต่อลูกหนังผู้ดี หากอังกฤษออกจากอียู

หากสหราชอาณาจักรจะต้องออกจากอียูจริงๆ เรื่องนี้จะมีผลกระทบกับพรีเมียร์ลีกและวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่… 

หลังจากที่ผลโหวตอย่างเป็นทางการสรุปว่า ประชาชนชาวยูเคส่วนใหญ่ต้องการให้ สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากอียู  ทำให้เรื่องราวทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั่วโลก

และแน่นอนว่า อุตสาหกรรมฟุตบอล ก็เป็นหนึ่งในบริบทที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทีมงาน FFT จะมาเจาะลึกทุกข้อสงสัย ทุกคำถามของแฟนๆฟุตบอลชาวไทย พร้อมทั้งตีแผ่บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญให้ทุกคนได้ทราบโดยพร้อมเพรียงกัน

ทีมงาน FourFourTwo ประเทศอังกฤษ ได้พูดคุยกับทนายความด้านกีฬาชื่อดังอย่าง แดเนียล แดเนียล กีย์ (Daniel Geey) เพื่อสอบถามถึงความน่าจะเป็นในอนาคตของวงการลูกหนังผู้ดี โดย ทนายคนดัง เปิดเผยถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า ดังนี้

  • สองปีแรกน่าจะค่อยๆเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย

  • หลังจากนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น หากการขอออกจากอียูผ่านการรับรอง ผู้เล่นจากชาติสมาชิกอียู จะเข้ามาค้าแข้งในอังกฤษยากขึ้น เป็นต้น

“ทุกคนพูดว่า นักเตะอียูในตอนนี้จะต้องทำตามขั้นตอนเดียวกับนักเตะนอกอียูที่ต้องขอใบอนุญาตทำงานภายใต้กฎหลายข้อ แต่ทั้งหมดก็แค่ข้อสันนิษฐาน” กีย์ บอกกับ FFT

“แต่ผมว่ามันไม่ใช่นะ ลองดูอย่าง สวิสเซอร์แลนด์ หรือ นอร์เวย์ สิ พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ภายใต้สมาคมเศรษฐกิจของอียู แต่ว่าก็ยังมีส่วนร่วมในการทำค้าขายกับประเทศอื่นในยุโรปได้อย่างดี ดังนั้นในอนาคต อังกฤษก็อาจจะทำเช่นนั้นได้”

“ผมว่าสุดท้ายทั้งสองฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากันหรือโอนอ่อนคนละครึ่งทางครับ” ทนายกีฬา อธิบายถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมเชื่อว่า อาจจะมีการปรับกฏหมายเพื่อรองรับนักเตะต่างชาติที่จะมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกต่อไป

บรรยาย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเกาะบริติช ส่งผลกระทบครั้งประวัติศาสตร์ยุโรป

สิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราคงจะได้เห็ฯผลชัดๆ ในอีก 2-3 ฤดูกาลหน้า

และอย่างที่บอกไปว่า เรื่องทั้งหมดยังไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้หรือวันพรุ่ง เพราะทุกอย่างยังต้องผ่านการประชุม พิจารณา วิเคราะห์อย่างละเอียด ก่อนจะตัดสินใจลงมือประกาศข้อตกลงอะไรออกไป ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่า การแก้กฎหมายคือสิ่งที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษจะพยายามทำมากที่สุด

เงินทองอาจขาดสภาพคล่อง

FourFourTwo ปรึกษาไปยัง รอรี่ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ถึงเรื่องที่การโหวต Brexit น่าจะมีผลทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนลงกว่าค่าเงินยูโร จนจะส่งให้หลายสโมสรในเมืองผู้ดีอาจประสบปัญหาสภาพการทางเงินได้

เรื่องที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ราคาค่าตัวนักเตะต่างชาติซึ่งจะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น หาก ยูเวนตุส ตั้งราคา พอล ป็อกบา อยู่ที่ 160 ล้านยูโรในตอนนี้ เมื่อคำนวณอัตราการแลกเปลี่ยนออกมา อาจจะอยู่ที่ราวๆ 113 ล้านปอนด์ แต่เมื่อ Brexit เกิดขึ้นจริง ค่าตัวของ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส จะพุ่งไปที่ 144 ล้านปอนด์ทันที ทั้งๆที่ “ยูเว่” ก็ตั้งค่าหัวของ ป็อกบา เท่าเดิมที่ 160 ล้านยูโร

“สโมสรอังกฤษจะพบว่าพวกเขาต้องจ่ายค่าตัวนักเตะแพงกว่าเดิม เพราะเงินปอนด์อ่อนค่าลง” ศาสตาจารย์ ไซม่อน แช็ควิด ออกโรงเตือนทุกทีมในประเทศ

“หลายทศวรรษที่วงการกีฬาของเราได้รับประโยชน์จากกฎของอียู” แช็ควิด กล่าว “ตอนนี้เราจำเป็นต้องคิดถึงกฎใหม่ที่จะมา และยังรวมถึงวิธีการต่างๆที่จะต่างออกไปจากเดิมแล้ว”

และที่สำคัญที่สุด แช็ควิด เตือนว่า ต่อไปกฎบอสแมน ที่ทำให้นักเตะย้ายตัวได้ฟรี หลังหมดสัญญากับต้นสังกัด จะไม่สามารถใช้ในอังกฤษได้แล้ว

“ในทางทฤษฎี กฎบอสแมน จะไม่สามารถใช้ในอังกฤษได้ เพราะกฎนั่นอยู่ภายใต้ข้อตกลงของอียู”

ดาวรุ่งมีสิทธิเกิดมากขึ้น

ถ้าการซื้อนักเตะจากต่างแดนจะทำให้ทีมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทางออกที่ง่ายที่สุดคือการดันนักเตะท้องถิ่นขึ้นมาเล่นแทน ซึ่งเรื่องนี้ประธานเอฟเอ อย่าง เกร็ก ไดค์ ประธานเอฟเอชี้ว่าการโหวตออกจากอียูของอังกฤษจะทำให้ดาวรุ่งอังกฤษมีโอกาสแจ้งเกิดมากขึ้น

“ถ้าเราสามารถเพิ่มจำนวนนักเตะอังกฤษได้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี” ไดค์ กล่าว

ทว่า ประธานใหญ่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ก็กังวลถึงเรื่องนักเตะต่างชาติเช่นกัน

“มันน่าเสียดายไม่น้อยที่เราอาจไม่ได้เห็นยอดนักฟุตบอลเก่งๆจากประเทศอื่นในยุโรปมาค้าแข้งที่นี่ แต่ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องรอดูเงื่อนไขทุกอย่าง หลังจากในการออกมาจากอียู”

ขณะที่ ทวิตเตอร์ชื่อดังที่รวบรวมนักเตะดาวรุ่งที่น่าสนใจอย่าง Youth Hawk ประกาศว่า ทีมจากเกาะบริติช จะไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในประเทศอียูเหมือนที่ผ่านมาได้ ซึ่งนั่นจะส่งผมให้ยักษ์ใหญ่ในประเทศอื่นยิ้มออก

เช่นเดียวกับ สต๊าฟโค้ชทีมเยาวชนลิเวอร์พูลคนหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า ทีมดังแดนผู้ดีจะไม่สามารถนำเข้าดาวรุ่งจากต่างแดนได้อีก ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นบรรดาเด็กๆอย่าง อั๊ดนาน ยานูไซย์ หรือ เชสก์ ฟาเบรกาส ที่มาเล่นในเมืองผู้ดีตั้งแต่ยังเป็นเด็กมัธยม

ขณะที่ เดล จอห์นสัน จากค่ายสื่อดังอย่าง ESPN ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน

จะเป็นอย่างไรต่อ?

ทว่า ทั้งหมดยังไม่แน่นอน เพราะว่า ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า เกาะบริติช จะออกจาก อียู เพียงอย่างเดียว หรือจะออกจาก สมาคมเศรษฐกิจของอียูด้วย (คนละส่วนกัน ในภาษาอังกฤษ จะใช้ตัวอยู่ว่า EU และ EEA จาก European Economic Area)

ซึ่งแม้สุดท้าย สหราชอาณาจักร จะตัดสินใจออกจากทั้ง EU และ EEA การเจรจาต่อรองและพูดคุยแบบที่ทนายความกีฬาอย่าง แดเนียล กีย์ พูดถึงในย่อหน้าแรกๆก็อาจจะถูกยกมา

สุดท้าย ทีมงาน FFT ประเทศไทย บอกได้เพียงแต่ว่า คุณผู้อ่านจะเห็นคำว่า “ถ้า” “อาจจะ” หรือ “หาก” มากมายในบทวิเคราะห์นี้ เพราะถึงตอนนี้ ทุกอย่างในเมืองผู้ดี ยังคงไม่มีความชัดเจนอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ทีมงาน FFT อยากจะแนะนำก็คือ โปรดติดตามข้อมูล ข่าวสารจากเว็บไซต์ FourFourTwo ของเราทุกวัน เพื่อที่จะตามติดสถานการณ์ทุกอย่างในตลอดหลายปีข้างหน้าได้อย่างไม่พลาด

แล้วเจอกันครับ…