บรูโน่ โมไรร่า : ผู้เมินเฉยทีมยักษ์...สู่หอกความหวังทัพปราสาท

จากดาวรุ่งพุ่งแรงของปอร์โต้และเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติโปรตุเกสรุ่นยู-17 ชุดคว้าอันดับ 3 บอลยูโร แต่จุดพลิกผันทำให้เขาต้องเริ่มต้นในระดับดิวิชั่น 3 ก่อนจะมาเป็นยอดดาวยิงลีกฝอยทองในซีซั่นล่าสุด นี่ คือ เรื่องราวของเขาก่อนที่จะมาเป็นคู่หูคนใหม่ของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ในถิ่นไอ-โมบาย สเตเดี้ยม...

บรูโน่ โมไรร่า กองหน้าชาวโปรตุกีสวัย 28 ปี… นี่ คือ ความหวังใหม่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นขีปนาวุธ ร่วมกับ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ในการทำลายล้างแนวรับคู่แข่ง

ชีวิตของเขาผ่านร้อน-หนาวมามากมาย ทั้งในฐานะดาวรุ่งที่ถูกทีมยักษ์ใหญ่ทอดทิ้ง และ กลับมายิงประตูทีมใหญ่ทีมดังกล่าวที่เคยไม่สนใจใยดี ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดดาวยิงแห่งลีกสูงสุดของโปรตุเกส และน่าจะถูกเรียกติดทีมชาติ

วันนี้เขาเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิด… “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” คือ จุดหมายปลายทางของเขา เรื่องราวของ  ‘บรูโน่ อุม มาทาดอร์’ เป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่   

อันดับ 3 ของยุโรป

บรูโน่เกิดที่แลนดิม หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ในบราก้า เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของโปรตุเกส ซึ่งอยู่ทางด้านบนของปอร์โต้เมืองหลวง อันเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศและขึ้นชื่อในเรื่องอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเขาเริ่มเตะบอลกับทีมท้องถิ่นที่นั่นตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนกระทั่งอายุได้ 12 ก็มีสต๊าฟฟ์จากแอฟีเซ ฟามาลิเกา ซึ่งเป็นอดีตต้นสังกัดของ แฟร์นานโด เคาโต้ อดีตตำนานกองหลังทีมชาติโปรตุเกสในวัยหนุ่มชวนไปร่วมทีมด้วย อย่างไรก็ตามชีพจรของเขาก็ลงเท้าอีกครั้งเมื่อถูกไปปอร์โต้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดดึงตัวไปปั้นต่อ

และที่นั่นเองทำให้เจ้าตัวได้ฝึกปรือฝีเท้าร่วมกับ วิเอรินญ่า แบ็คขวาทีมชาติโปรตุเกสของโวล์ฟสบวร์ก, บรูโน่ กาม่า กองกลางของเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า,  เอลแดร์ บาร์โบซ่า วอนเดอร์คิดของทีมที่ตอนนี้ค้าแข้งกับเออีเค เอเธนส์ ก่อนที่จะติดทีมฝอยทองชุดเล็กเข้าร่วมทัวร์นาเม้นต์ยูโร ยู-17 ร่วมกับ รุย ปาตริซิโอ นายทวารหนุ่มน้อยฝีมือดีวัย 16 ปีจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งของทีมชาติชุดใหญ่ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันบาร์โบซ่าก็ยังถือครองสถิตินักเตะที่ติดทีมชาติในรุ่นนี้มากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

โดยในทัวร์นาเม้นต์ปี 2004 ที่ฝรั่งเศส เขาเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์ด้วยการเป็นที่ 2 ของสาย บี ผ่านเข้าไปเจอกับเจ้าภาพที่มี คาริม เบนเซม่า เป็นตัวชูโรง และเป็นเจ้าตัวนี่เองที่ยิงให้โปรตุเกสออกนำไปก่อนในนาทีที่ 27 แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถต้านทานเกมรุกของทัพตราไก่ไหว เมื่อโดนยิง 3 ลูกในช่วง 10 นาทีจาก ซามีร์ นาสรี่, เฌเรมี่ เมเนซ และ ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ทำให้ต้องไปชิงอันดับ 3 กับทีมชาติอังกฤษ

ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่ม ขุนพลฝอยทองก็เคยเจอกับทัพ “สิงโตคำราม” มาก่อน แม้ในเกมนั้นบรูโน่จะทำประตูได้เช่นกันแต่ก็พ่ายไป 3-1 ทำให้ลูกทีมของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ โลเปส ดินิส หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้ แล้วพวกเขาก็ทำได้สำเร็จในการดวลจุดโทษหลังจากที่เสมอกัน 4-4 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

นาสรี่และเบน อาร์กฟาคือนักเตะที่บรูโน่เคยปะทะแข้งด้วย

คลุกฝุ่นลีกล่าง

แต่ชีวิตก็เกิดจุดหักเหเมื่อเกิดได้รับบาดเจ็บซึ่งกินเวลานานร่วมปี และเมื่อหายกลับมาแล้วก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ นั่นทำให้เจ้าตัวเลือกย้ายไปบราก้าด้วยความหวังที่ว่าจะได้โอกาสลงเล่นมากกว่า และก็ได้ลงรับใช้กับทีมสำรองในช่วงสั้นๆ โดยลงเล่นไป 11 นัด ยิงได้ 2 ประตู ก่อนจะสัมผัสประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกกับโชแอน ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของโปรตุเกส

ทว่ามันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเมื่อเกิดได้รับบาดเจ็บก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นและกว่าจะกลับมาได้ก็เดือนมกราคม อย่างไรก็ตามบรูโน่ก็ได้มุ่งมั่นทำผลงานชดเชยในช่วงที่หายไปจนพาทีมจบอันดับ 6 ในฤดูกาล 2006/07 ซึ่งนั่นทำให้ได้รับข้อเสนอจากหลายทีม แต่เจ้าตัวก็เลือกวาร์ซิมที่อยู่ในลีกรองของประเทศเป็นจุดหมายถัดไป

“ผมรู้จักกับ ดร.​ มิเกล ริเบย์โร่ (แพทย์ประจำทีม) อยู่แล้ว มันจึงน่าจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ผมเลยเลือกที่นี่” ศูนย์หน้าวัย 22 ปีในตอนนั้นกล่าวกับเว็บไซต์ของสโมสร

ซึ่งที่นั่นเองบรูโน่ก็ยิงไป 16 ลูกจาก 76 นัดรวมทุกรายการ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้วาร์ซิมยกเลิกสัญญากับเจ้าตัวในช่วงขึ้นปีใหม่ของปี 2011 และเป็นโมเรย์เรนเซ่ทีมร่วมลีกที่เป็นคนรับช่วงต่อด้วยสัญญาปีครึ่ง

เขาใช้เวลาปรับตัวอยู่ครึ่งซีซั่นก่อนจะมาระเบิดฟอร์มในฤดูกาล 2011/12 เมื่อซัดไป 10 ลูกจาก 27 เกมในลีก (14 ลูกจาก 35 นัดรวมทุกรายการ) ขึ้นแท่นอันดับ 5 ของชาร์ทดาวซัลโวสูงสุดในลีกา เด เฮอนร่า พร้อมกับพาทีมเลื่อนชั้นในฐานะรองแชมป์ ด้วยฟอร์มอันสุดฮอตนี่เองทำให้ทีมในพรีเมร่า ลีกา จ้องตาเป็นมัน

พบกับจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขาก่อนจะก้าวไปสู่ความเป็นยอดดาวยิงได้ในหน้าถัดไป