บทเรียนเปลี่ยนชีวิต : 5 แบดบอยพรสวรรค์ไทยกลับใจเป็นคนใหม่ก่อนสาย

พรสวรรค์ไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จในชีวิตลูกหนังเสมอไป...

นี่ คือ 5 แบดบอยพรสวรรค์ของวงการลูกหนังไทย ที่เคยหลงทาง แต่เพราะเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ทำให้เขากลับตัวกลับใจ ก่อนทุกอย่างจะสายไป… บางคนเกือบถูกมัจจุราชพรากไป...บางคนเกือบต้องไปใช้ชีวิตในกรมราชทัณฑ์ และบางคนปล่อยตัว จนเกือบหมดอนาคต ติดตามได้ที่นี่

ทศพร ศรีเรือง

“ทำไม...ทำไมเราต้องทำร้ายชีวิตตัวเองแบบนี้” ความรู้สึกที่แล่นผ่านเข้ามาในหัวของ ทศพร ศรีเรือง ระหว่างร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในรถเก๋งส่วนตัวคนเดียว หลังถูกตอบปฏิเสธไม่ให้เข้าเซ็นสัญญากับ บีบีซียู เอฟซี เมื่อปี 2013

เอ้-ทศพร เคยเป็นผู้รักษาประตูพรสวรรค์ เขามีรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าเด็กคนอื่นๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเขากับตำแหน่งจอมเฝ้าเสา เขาเคยมีฝันอยากเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เล็กในวันที่ได้ยืนเกาะรั้วดูทีมการท่าเรือไทย เอฟซี ก่อนได้มีโอกาสถูกปลุกปั้นเป็นยอดผู้รักษาประตูโดย ไชยวัฒน์ พรหมมัญ อดีตตำนานมือกาวของ “สิงห์เจ้าท่า” จนกระทั่ง ก้าวเข้ารั้วโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพ หนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นแห่งหนึ่งของประเทศ

ในวัย 17 ย่าง 18 ปี ทศพร ศรีเรือง ถูก นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ กุนซือท่าเรือในปี 2007 ดึงเข้าไปเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกด้วยค่าเหนื่อย 4,000 บาทต่อเดือน พร้อมลงสนามเกมแรกพบกับชลบุรี เอฟซี แชมป์ปีดังกล่าว เขาเริ่มถูกพูดถึงการเป็นผู้รักษาประตูอนาคตไกล...

ฤดูกาลถัดมาท่าเรือฯ ใช้บริการเขาเป็นนายทวารตัวจริง...แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเปลี่ยนแปลงนักเตะภายในทีมก็เกิดขึ้นตามมา เขาย้ายไปอยู่กับ สมุทรสงคราม เอฟซี…ที่นั่นเองเขายิ่งฉายแววความเป็นยอดผู้รักษาประตูดาวรุ่ง รายได้มหาศาลเริ่มเข้ามาในชีวิต ผู้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ตัวเขาเริ่มหลุดไปกับชีวิตยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง

ฟอร์มที่พุ่งพรวด เริ่มสวนทางเพราะการใช้ชีวิตนอกสนาม จากมือ 1 เริ่มกลายเป็นมือ 2 เคราะห์ดีที่ยังเก็บใบบุญเก่าไว้ ทำให้การหาทีมใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก…ปี 2010 ทศพร ศรีเรือง ได้ย้ายไปเฝ้าเสาให้กับทีทีเอ็ม ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส แต่ทุกอย่างเต็มไปด้วยอุปสรรค เขาเริ่มนำ้หนักตัวมากขึ้น เพราะความปล่อยปะละเลยต่อหน้าที่ เขาขาดซ้อมบ่อยครั้ง และอาการบาดเจ็บที่เริ่มถามหาด้วย

สมชาย ชวยบุญชุม กุนซือสมุทรสงคราม ยังให้โอกาสเขากลับไปเฝ้าเสาที่แม่กลองในเวลาต่อมา แต่เมื่อ “น้าฉ่วย” ไม่ได้อยู่กับทีมอีกต่อไป ทำให้อนาคตของเขาพลอยหม่นหมองไปด้วย

ทศพร ศรีเรือง ในวัย 22 ปี ขณะนั้นเริ่มคิดได้ว่าไม่ควรใช้ชีวิตแบบนั้น จากผู้รักษาประตูร่างยักษ์น้ำหนักเกือบ 80 กิโลกรัมที่ดูพอปราดเปรียว พุ่งทะยานเป็น 108 กิโลกรัม เขาหันไปบวชเรียน ทดแทนบุญคุณพ่อ-แม่… แน่นอนว่าเมื่อลาสิกขา เขาแน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะกลับมาสู่เส้นทางที่เขาควรเลือกเดินอีกครั้ง และ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส กุนซือบราซิเลี่ยนที่ขณะนั้นย้ายไปคุมทีมบีบีซียู เอฟซี ก็ให้โอกาสกับหนุ่มน้อยคนนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยผิดหวังเมื่อสมัยคุมทีมทีทีเอ็ม

เอ้-ทศพร พยายามเต็มที่เพื่อให้ร่างกายของตัวเองกลับมาเหมือนเก่า...ขณะที่ บอร์จีส เองพยายามเกลี้ยกล่อมผู้บริหารถึงพรสวรรค์ที่แฝงอยู่ในตัวหนุ่มน้อยคนนี้ กระทั่งวันที่นัดเซ็นสัญญาทุกอย่างกลับพังทลาย เมื่อชื่อเสียงเก่าๆด้านลบของเขาเข้าหูบอร์ดบริหาร บีบีซียู เอฟซี ทำให้สุดท้ายสโมสรปฏิเสธการเซ็นสัญญา…

ภาพเก่าๆ ที่เขาเคยไร้วินัยวิ่งแล่นเข้าหัว พร้อมกับน้ำตา เขาร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตัวคนเดียวในรถยนต์ส่วนตัว หลังเดินออกจากสนามในวันนั้น พร้อมคิดว่าเขาคงต้องปิดฉากวิถีนักเตะอาชีพ เขาได้แต่คิดโทษอดีตของตัวเอง

เคราะห์ดีที่รุ่นพี่วงการลูกหนัง ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม กระซิบบอกกับสต๊าฟฟ์โค้ชให้ดึงตัวเขา เข้ามาสู่ทีมอาร์มี่ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซานเดร “มาโน่” โพลกิ้ง…ชีวิตเขาเหมือนได้เกิดใหม่ และเขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะกลับมาเป็นยอดนายทวารคนเดิม… ทศพร ศรีเรือง ลดน้ำหนักจนกลับมาปราดเปรียว เขายึดมือ 1 ในทีมอาร์มี่ ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จน บีอีซี เทโรศาสน ดึงตัวเขาไปร่วมทีมในฤดูกาลถัดมา และเขาช่วยทีมคว้าแชมป์โตโยต้าลีก คัพ 2014 ได้สำเร็จ กลายเป็นรางวัลแรกของสโมสรในรอบ 12 ปี

Pages