บททดสอบสำคัญ : “เจมี วาร์ดี้” อัศวินแห่งจิ้งจอกสยามผู้เปลี่ยนไป

Jamie Vardy

อลัน เชียเรอร์ ตำนานลูกหนังอังกฤษ ออกโรงแนะนำให้ เจมี วาร์ดี้ หัวหอกรุ่นน้องของเลสเตอร์ ซิตี้ พยายามอย่ากดดันตัวเองแม้ว่าจะยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งจากฤดูกาลที่แล้วได้

“วาร์ดี้กำลังมีช่วงเวลาที่อยากลำบาก เขาทำประตูได้ไม่เหมือนฤดูกาลที่แล้ว แถมตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขากำลังกดดันตัวเองด้วย” อดีตหัวหอกของนิวคาสเซิลพูดถึงกองหน้ารุ่นน้อง

“เขาทำหมือนฤดูกาลที่แล้วไม่ได้เ เขาไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับกองหลังคู่แข่งได้เท่าที่ควร การจัดการกับเขาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกองหลังอีกต่อไป”

ความจริงแล้วคงไม่ใช่แค่เชียเรอร์เท่านั้นที่เห็นแบบนี้ เพราะสำหรับในตอนนี้ จุดเด่นเดียวของวาร์ดี้ที่ยังหลงเหลืออยู่จากฤดูกาลที่แล้วก็คือความขยัน ซึ่งเขาแสดงออกถึงจุดเด่นนี้มาตั้งแต่สมัยค้าแข้งอยู่กับอยู่กับทีมโนเนมเลยด้วยซ้ำ

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว วาร์ดี้เป็น 1 ในกองหน้าที่ยิงได้คมมากๆ คนหนึ่งของลีก ทว่าในเกมเมื่อคืนนี้กับสโมสรโคเปนเฮเก้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่กองหน้าคนเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คำถามคือมีนักเตะ”จิ้งจอกสยาม” คนไหนบ้างที่เล่นได้เหมือนฤดูกาลที่แล้ว คำตอบคือไม่มี นี่ไม่ใช่ฤดูกาล 2015/16 แล้ว และไม่ว่าแฟนบอลเลสเตอร์จะเรียกร้องหาฟอร์มจากฤดูกาลที่แล้วแค่ไหน พวกเขาก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว

สลิมานี่กลายเป็นตัวหลัก

เนื่องจากการเข้ามาของ อิสลาม สลิมานี กองหน้าป้ายแดงของเลสเตอร์ ซิตี้ ส่งผลให้บทบาทของวาร์ดี้นั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย แถมล่าสุด สลิมานีเพิ่งจะขโมยซีนวาร์ดี้ด้วยการแอสซิสต์ให้ริยาด มาห์เรซ ปีกตัวเก่งของเลสเตอร์พังประตูชัยได้อีกด้วย

แม้ว่าจะทำประตูไม่ได้ แต่กองหน้าแอลจีเรียรายนี้ก็จัดการโหม่งชงลูกเปิดของวาร์ดี้ให้มาห์เรซยิงเหน่งๆ ซึ่งจากประตูนั้น ทำให้สลิมานีสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเขาคือเสาหลักในแดนหน้าของเลสเตอร์ ซิตี้ในฤดูกาลนี้

หากใครได้ติดตามการแข่งขันเมื่อคืนนี้ จะเห็นว่าทัพจิ้งจอกสยามนั้นพยายามจะใช้ลูกโด่งโจมตีคู่แข่งจากเดนมาร์กโดยที่เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่สลิมานี อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วในช่วงครึ่งแรกนั้น ทัพจิ้งจอกสยามดูจะเปิดเกมรุกได้น่ากลัวกว่าตอนที่หันมาเน้นโยนยาวให้สลิมานีเสียอีก เพราะพวกเขาพยายามผ่านบอลไปยังช่องว่างระว่างฟูลแบ็คและกองหลังเพื่อให้วาร์ดี้หาโอกาสเเข้าทำ ซึ่งนั่นคือคือเลสเตอร์ ซิตี้ฉบับแชมป์พรีเมียร์ลีก

วาร์ดี้คงจะรู้ตัวแล้วว่าเขามีคู่แข่งในแดนหน้าแล้ว และอย่างที่รู้ๆ กันว่า เจ้าตัวไม่ใช่กองหน้าเดี่ยวที่สามารถชงเองกินเองได้ แต่เขาต้องมีพาร์ทเนอร์อย่าง ชินจิ โอกาสซากิ กองหน้าชาวญี่ปุ่นด้วย เพราะ หากลองสังเกตดีๆ เขามักจะเป็นคนที่คอยวิ่งฉีกออกด้านข้างเสมอ

“เมื่อฤดูกาลที่แล้ว วาร์ดี้มีโอกาสยิงทุกๆ 27.3 นาที แล้วจะเข้ากรอบทุกๆ 59.2 นาที นอกจากนั้นเขายังสามารถสร้างโอกาสได้ทุกๆ 65.4 นาทีด้วย ทว่าในฤดูกาลนี้ เขาได้โอกาสยิงทุกๆ 50.1 นาที ยิงเข้ากรอบ

ทุกๆ 162.8 นาที และสร้างโอกาสทุกๆ 108.5 นาที จาก 8 เกมที่ผ่านมา” นี่คือสถิติที่ ดาเนียล สตอรีย์ คอลัมนิสต์ของ Football365 เปิดเผย

ขณะเดียวกันในเกมกับโคเปนเฮเก้นนั้น วาร์ดี้มีโอกาสจบสกอร์ทั้งหมด 3 ครั้ง ทว่า 2 จาก 3 ครั้งนั้นถูกบล็อคโดยคู่แข่ง แถมมันยังเป็นลูกยิงจากนอกกรอบเขตโทษทั้งหมดด้วย นอกจากนี้ เขายังสร้างโอกาสให้กับทีมได้ทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่ง 1 ในนั้นคือ ลูกเปิดจากด้านข้างในสลิมานีโขกชงให้มาห์เรซทำประตู

สไตล์ที่เปลี่ยนไป

เชียเรอร์ออกโรงวิจารณ์วาร์ดี้ในเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้เป็นฝ่ายแพ้ให้กับเชลซีแบบไร้ทางสู้ 3-0 โดยที่กองหน้าคนเก่งรายนี้ไม่สามารถยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว

ในวันนั้น หลังจากที่จิ้งจอกสยามตกเป็นฝ่ายตามหลัง 1-0 วาร์ดี้ก็ต้องรับบทเป็นหัวหอกเดี่ยวของทีม เพราะ เคลาดิโอ รานิเอรี กุนซือคนเก่งจัดการจับ อาเหม็ด มูซา กองหน้าตัวใหม่อีกรายขยับไปยืนริมเส้นเพื่อจะปรับไปใช้แผน 3-4-3 ซึ่งส่งผลให้วาร์ดี้นั้นไม่มีคนช่วยในแดนหน้า แถมยังประสานงานกับมูซ่าได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย (วาร์ดี้มักจะต้องลงมารับบอลต่ำ ทำให้เจาะเชลซีไม่ได้)

หลังจากเกมนั้น รานิเอรีก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมบอกว่าเขาอยู่ติดกับ ดาวิด ลุยส์ ไว้เลย เพราะผมต้องการให้ทีมสวนกลับเร็ว และให้วาร์ดี้เอาชนะกองหลังของเชลซีให้ได้ ซึ่งการที่ผลการแข่งขันออกมาแบบนั้น มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย มันคงจะเป็นความผิดของผมมากกว่า”

จากที่สังเกต เหมือนกับว่ารานิเอรีพยายามจะให้วาร์ดี้ขยับเข้ามาเล่นตรงกลางมากขึ้น ทว่าความจริงแล้ว ดูเหมือนว่าลูกทีมของเขาจะทำได้ดีกว่าหากขยับมาเล่นด้านข้างเหมือนฤดูกาลที่แล้ว แถมถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป วาร์ดี้เองก็แทบจะไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย

เสียดายไหม? 

คำถามต่อมาก็คือ วาร์ดี้ตัดสินใจถูกหรือไม่ที่บอกปัดโอกาสย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่างอาร์เซนอล?

“ผมคิดว่าเขาคงมีถามตัวเองบ้างแหละว่าจะเป็นอย่างไรถ้าหากเขาตกลงย้ายไปอาร์เซนอลในตอนนั้น” สแตน คอลลีมอร์ คอลัมนิสต์ชื่อดังกล่าว “ถ้าหากเขายอมเสี่ยงย้ายไปร่วม 1 ในทีมที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง ผมคิดว่าเขามีโอกาสที่จะทำผลงานได้ดีกว่าเดิมจนอาจจะได้เป็นตัวเลือกแรกก่อนหน้า ดาเนียล สเตอร์ริดจ์, เวย์น รูนีย์ หรือแม้แต่ แฮร์รี เคน ในทีมชาติแอังกฤษก็ได้

สาเหตุที่วาร์ดี้ไม่ย้ายไปร่วมทัพ “ปืนใหญ่” นั้นมาจากการที่เจ้าตัวคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับสไตล์ของทีมปืนใหญ่ แถมยังไม่ได้รับการการันตีโอกาสลงสนามอีกด้วย เช่นเดียวกันกับทีมชาติอังกฤษ ที่ในเกมกับมอลต้าและสโลเวเนีย แกเร็ธ เซาท์เกต กุนซือรักษาการณ์ของทีมชาติอังกฤษก็ไม่ได้เลือกใช้บริการของวาร์ดี้เลย แถมยังเรียกตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด มาสแตนด์บายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วสาเหตุที่เขาเลือกใช้งานสเตอร์ริตจ์นั้นไม่ใช่เพราะว่าวาร์ดี้ฟอร์มตก แต่เป็นเพราะว่าเขาเป็นนักบอลที่เล่นในพื้นที่แคบๆ ได้ไม่ดีเท่ากับกองหน้าจากลิเวอร์พูล

ใจเย็นๆ

สำหรับในตอนนี้ คงไม่มีใครออกมาแก้ต่างให้กับวาร์ดี้ อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-6 เกมข้างหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นวาร์ดี้กลับมายิงเปรี้ยงปร้างอีกครั้งเนื่องจากโปรแกรมในอีก 5-6 นัดข้างหน้านั้นถือว่าไม่ใช่งานหนักเท่าไหร่สำหรับทัพจิ้งจอกสยาม

นี่คือบททดสอบชิ้นสำคัญของวาร์ดี้ว่าเขาจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจุบันได้หรือไม่ ทว่าไม่ว่ายังไง ตอนนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ก็ควรมีชื่อวาร์ดี้อยู่ใน 11 ตัวแรกต่อไป เราคิดว่ามันคุ้มค่าหากจะรอให้กองหน้ารายนี้ปรับตัวให้ได้

 

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android

New features every day on FourFourTwo.com • More analysis