บุกต้องคม : เปิดสถิติค่าเฉลี่ยเกมรุก 20 ทีมแชมป์ไทยลีก...ใครยิงมาก-น้อยสุด

นี่คือบทวิเคราะห์สถิติค่าเฉลี่ยสโมสรแชมป์ไทยลีกที่จะเผยให้เห็นว่า ทีมใดยิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกมได้ น้อย หรือมากที่สุด และฤดูกาลไหนบ้าง ติดตามได้ที่นี่... 

ตลอด 20 ปีของศึกไทยลีก แน่นอนว่าสโมสรต่างๆที่พากันคว้าแชมป์ย่อมมีความแข็งแกร่งไม่น้อยทั้งในยุคก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน

แต่จะมีทีมได้บ้างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรแชมป์ไทยลีกสุดแกร่งอย่างแท้จริง เราจึงรวบรวมข่อมูลสถิติค่าเฉลี่ยจำนวนประตูของทุกทีมที่ทำได้ในแต่ละฤดูกาลมาให้คุณเพื่อแสดงให้เห็นว่าทีมใดทำประตูเฉลี่ยน้อยสุด-มากสุดต่อเกมอย่างไรกันบ้าง

ตารางด้านบนนี้ คือจำนวนสโมสรแชมป์ไทยลีกตลอด 20 ฤดูกาลที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีเพียง 3 ทีมที่ทำประตูคู่แข่งน้อยกว่า 30 ประตูในหนึ่งฤดูกาลคือ  ธนาคารกรุงไทย (18 นัด 29 ประตู) พนักงานยาสูบ (18 นัด 26 ประตู) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (22 นัด 25 ประตู)

ผิดกับ 2 มหาอำนาจลูกหนังยุคใหม่แห่งศึกไทยลีกอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่กระหน่ำคู่แข่งไม่ต่ำกว่า 70 ประตู ต่อหนึ่งฤดูกาล ชนิดไม่เกรงใจใคร โดยฤดูกาล 2013 “ปราสาสายฟ้า” ยิงประตูคู่แข่งไป 73 ประตู ส่วนปี 2016 “กิเลนผยอง” ยิงไปทั้งสิ้น 73 ประตูเท่ากัน ฤดูกาล 2012 ปีแห่งการไร้พ่ายของ เมืองทอง ยูไนเต็ด พวกเขากระหน่ำไป 78 ประตู และสุดท้ายฤดูกาล 2015 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แบบไม่แพ้ใคร โดยยิงประตูคู่แข่งสูงถึง 98 ประตู และถือว่าเป็นสโมสรที่ยิงประตูได้มากที่สุดในศึกไทยลีกทั้ง 20 ฤดูกาล

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จำนวนนัดที่ต้องลงเตะในแต่ละฤดูกาลระหว่างไทยลีกยุคเริ่มแรกกับปัจจุบันก็ต่างกันลิบลับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากทีมแชมป์ไทยลีกยุคก่อนยิงได้น้อยกว่าแชมป์ไทยลีกยุคนี้ เพราะฉะนั้นการค่าเฉลี่ยการยิงประตูต่อเกม จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ใคร คือ แชมป์ที่ชอบล่าตาข่ายคู่แข่งตัวจริง

มาดูทีมที่ทำประตูเฉลี่ยน้อยสุดต่อเกมกันก่อน สโมสรมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (แบงค็อก ยูไนเต็ด) อดีตแชมป์ไทยลีกครั้งที่ 10 หรือฤดูกาล 2005-2006 คือทีมที่ยิงประตูคู่แข่งได้น้อยที่สุด โดยเฉลี่ยเพียงเกมละ 1.14 ประตูต่อเกม จากทั้งหมด 20 ทีม

ฤดูกาลดังกล่าว แม้จำนวนประตูเฉลี่ยต่อนัดจะไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย เมื่อทีมใช้แข้งนักศึกษาลงเล่นทำศึกฟุตบอลลีกสูงสุดของเมืองไทย ภายใต้การชี้นำของ สมชาย ทรัพย์เพิ่ม ร่วมกับ “โค้ชอ๊วก” วรกร วิจารณรงค์ ที่ช่วยกันวางแผนทั้งฝึกซ้อมและแทคติกต่างๆจนพาทีมพัฒนาเป็นทีมที่แข็งแกร่งทีมหนึ่งในเวลานั้น

ในขณะนั้นทีมอาจเต็มไปด้วยแข้งฝีเท้าระดับกลางๆอย่าง ธีรยุทธ สืบศิลป์, กิตติศักดิ์ ศิริแว่น, ปุณณรัตน์ กลิ่นสุคนธ์, วีระ เกิดพุดซา รวมถึง พนมกร สายสอน ซึ่งต้องต่อสู้อยู่ท่ามกลางเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่าง โอสถสภา, ชลบุรี เอฟซี , บีอีซี เทโรศาสน และทีมอื่นๆ แต่ก็สามารถต่อกรได้อย่างสูสีจบฤดูกาลนั้นพวกเขา ชนะ 11 นัด เสมอ 6 แพ้ 5 โกยแต้มทั้งสิ้น 39 คะแนน จาก 22 เกม ทำแต้มหนีห่างรองจ่าฝูง โอสถสภา 1 คะแนน และคว้าแชมป์ไปครองในที่สุด

ต่อกันที่อันดับ 2 ในเกมไทยลีกครั้งที่ 12 ฤดูกาล 2008 สโมสรการไฟฟ้า ทำประตูเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 1.27 โดย ชนะไป 18 นัด เสมอ 7 แพ้ 5 เกม การได้แชมป์ในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์ การไฟฟ้ามี รณชัย รังสิโย เป็นดาวยิงสูงสุดของทีมพังตาข่ายคู่แข่งไป 16 ประตู เป็นรองดาวซัลโวสูงสุดต่อจาก อานนท์ สังสระน้อย ของบีอีซี เทโรศาสน ที่ยิงไป 20 ประตู ซึ่งฤดูกาล 2008 เรียกว่าเป็นปีที่ดาวยิงรายนี้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ยังมีศูนย์หน้าความเร็วสูงอย่าง พิพัฒน์ ต้นกันยา อดีตกองหน้าทีมชาติไทยเป็นกำลังหลักในแดนหน้าเช่นเดียวกัน รวมถึง ณรงค์ชัย วชิรบาล มิดฟิลด์จอมเทคนิคที่คอยบัญชาเกมแดนกลางจนพา การไฟฟ้า คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ พนักงานยาสูบ อดีตแชมป์ไทยลีกครั้งที่ 9 โดยฤดูกาล 2004-2005 พวกเขายิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยนัดละ 1.44 ประตู แข่งชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 2 นัด จาก 18 เกม ทำไป 34 แต้ม นำรองจ่าฝูง การไฟฟ้า 2 คะแนน หยิบถ้วยแชมป์ไปครอง

ฤดูกาลนั้นพวกเขามี โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส กุนซือจากแดนแซมบ้าคุมทัพ โดยมีแข้งฝีเท้าดีอย่าง โชเซ่ คาร์ลอส และ ฟาบิโอ ดา ซิลวา 2 ดาวเตะบราซิล รวมทั้ง ชัยวุฒิ วัฒนะ, อิทธิพล พูลทรัพย์, หัตฐพร สุวรรณ, สุชมน์ สงวนดี และเจษฎา จิตสวัสดิ์ ที่ต่าง แม้มีเกมรุกที่ไม่ดุดัน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จคงมาจากรูปแบบการเล่นสไตล์แซมบ้ายอดกุนซือรายนี้นำมาปรับใช้ภายในทีมให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปีแรก และถือเป็นครั้งเดียวที่อดีตสโมสรแห่งนี้เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดนสยาม

มาต่อกันกับการจัดอันดับทีมที่ยิงประตูเฉลี่ยต่อเกมได้มากที่สุดกันบ้าง เริ่มที่อันดับ 1 “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตแชมป์สุดแกร่งในศึกไทยลีกฤดูกาล 2015 และเป็นการคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายตลอด 34 เกม แบ่งเป็นชนะ 25 และเสมอ 9 นัด มี 84 คะแนน โดยทำประตูคู่แข่งเฉลี่ยนัดละ 2.88 ประตู

การเข้ามาของดาวยิงบราซิเลี่ยน ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ที่กระหน่ำไปถึง 33 ประตูคว้าดาวซัลโวในฤดูกาลนั้นไปครอง ที่จับคู่กับ กิลแบร์โต้ มาเชน่า แข้งเพื่อนร่วมชาติ ที่ยิงไปอีก 25 ประตู เป็นเหตุผลสำคัญที่พาบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ได้สำเร็จชนิดไร้คู่ต่อกร เพราะขนาดเมืองทอง ยูไนเต็ด รองจ่าฝูงยังถูกพวกเขาฉีกแต้มห่างถึง 13 คะแนน ที่สำคัญหากนับประตูทั้งฤดูกาลรวมกันจะมีจำนวนมากถึง 98 ประตูเลยทีเดียว

ส่วนอันดับ 2 ได้แก่คู่แข่งตลอดกาลของ “ปราสาทสายฟ้า” อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ซึ่งฤดูกาล 2016 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป พวกเขายิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยมากถึงเกมละ 2.35 ประตู โดยชนะทั้งหมด 26 นัด เสมอ 2 และแพ้ 3 เกม มี 80 คะแนน ทิ้งห่างรองจ่าฝูง แบงค็อก ยูไนเต็ด 5 คะแนน

หากดูจากวัตถุดิบที่มีก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะพังตาข่ายคู่แข่งได้มาเท่านี้ เพราะเรียกว่าอัดแน่นไปด้วยแข้งช้างศึกหลายราย โดยเฉพาะแนวรุกที่ได้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติไทย แข้งตัวยืมจาก บีอีซี เทโร ศาสน มาช่วยสร้างสรรค์เกมในแดนกลาง ส่วนหน้าปากประตูคู่แข่งพวกเขากองหน้าฝีเท้าดีไม่ว่าจะสำรองหรือตัวจริงอาทิ ธีรศิลป์ แดงดา , อดิศักดิ์ ไกรษร , มิชาเอล เฮนดรี้ ,  ซิสโก้ ฆิเมเนซ รวมไปถึง เคลตัน ซิลวา ดาวซัลโวไทยลีกฤดูกาลล่าสุดที่ถล่มไป 27 ประตู คอยล่าตาข่ายในแดนหน้า

อันดับสุดท้าย ยังคงเป็นของขุนพล “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยย้อนกลับไปฤดูกาล 2012 พวกเขายิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยเกมละ 2.29 ประตู แต่ครั้งนี้ต่างกับปีล่าสุดตรงที่พกเขาเป็นแชมป์แบบไร้พ่าย เก็บชัยทั้งสิ้น 25 นัด เสมอ 9 มี 84 คะแนน คว้าแชมป์ไปครองตั้งแต่ยังไม่ปิดฤดูกาล เพราะรองจ่าฝูงอย่าง “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ถึง 14 คะแนน และยิงไปทั้งหมด 78 ประตู

หลังอกหักจากฤดูกาล 2011 ให้กับคู่อริอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พวกเขาดูเหมือนจะเดินมาถูกเมื่อเซ็น ย็อคก้า” สลาวิซ่า โยคาโนวิช เข้ามาคุมทัพ และมีเป้าหมายจะกลับมาเป็นแชมป์ไทยลีกอีกครั้ง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หวัง เมื่อทีมคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ  โดยขุมกำลังหน้าใหม่อย่าง มาริโอ ยูรอฟสกี้ ดีกรีทีมชาติมาซิโดเนีย ก็เล่นได้เข้าระบบกับนักเตะเก่าทั้ง ดัสกร ทองเหลา, พิชิตพงษ์ เฉยฉิว รวมถึง ธีรศิลป์ แดงดา ซึ่งล้วนตอบสนองแทคติกของ “ย็อคก้า” ได้เป็นอย่างดี จนแชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2012 ตกเป็นของพวกเขาในท้ายที่สุด

เมื่อสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า แชมป์ไทยลีกแต่ละฤดูกาล มักยิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยนัดละ 1.5 ประตู โดยตลอด 20 ปี มีแชมป์ไทยลีกเพียง 4 ครั้งที่มีค่าเฉลี่ยการยิงประตูต่อนัดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว โดยมี 3 ทีมด้วยกันที่พวกเขายิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยมากกว่า 2 ประตูขึ้นไป โดยฤดูกาล 2015 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำได้มากสุดที่ 2.88 ประตุ รองลงมาเป็นเมืองทอง ยูไนเต็ด ยิงคู่แข่งเฉลี่ยมากถึงเกมละ 2.35 และ 2.29 ในฤดูกาล 2016 กับ 2012 ตามลำดับ

ส่วนอันดับ 4 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยทำไว้ในฤดูกาล 2013 อยูที่ 2.28ประตูต่อนัด ต่อด้วย บีอีซี เทโร ศาสน ยิงเฉลี่ยเกมละ 2.18 ประตูต่อเกม ในช่วงที่ “มังกรไฟ” ยังอยู่ในยุคที่ยิ่งใหญ่

ท้ายสุดอันดับ 6 เป็น เมืองทอง ยูไนเต็ด พังประตูคู่แข่งเฉลี่ยมากถึงเกมละ 2.13 ประตู โดยยิงประตูทั้งสิ้น 64 ประตูในฤดูกาลนั้น