จาก 'เรือใบ' 'จิ้งจอก' ถึง 'เค้าแมว': ผลงานทีมผู้ดีจากฝีมือผู้บริหารคนไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าลีกอังกฤษการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ผู้คนทุกชาติทุกภาษาอยากมีส่วนร่วมทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นในฐานะแฟนบอลหรือแม้กระทั่งเจ้าของสโมสร และที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็มีคนไทย 4 รายด้วยกัน ที่เข้าไปมีเอี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษโดยตรง และพวกเขาก็ล้วนถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์พงศาวดารลูกหนังเมืองผู้ดีมากน้อยแตกต่างกันไป...

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 2007 - 2008)

แม้จะมีอดีตที่เคยรุ่งเรืองโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1960 แต่เมื่อผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคพรีเมียร์ลีกพวกเขาไม่เคยแล่นไปไกลเกินกว่าครึ่งล่างของตาราง หนำซ้ำยังเคยตกไปเล่นในดิวิชั่นสอง (ลีก วัน ในปัจจุบัน) เมื่อปี 1998 ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์บอลยุโรปทีมที่สองที่ตกต่ำถึงขนาดไปเล่นในลีกระดับ 3 ของประเทศ ถัดจากมักเดบวร์กของเยอรมัน

อย่างไรก็ตามชะตาของสโมสรก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เลื่อนชั้นสองปีติดจนขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกเมื่อเข้าสู่มิลเลนเนียม แม้จะตกชั้นอีกในซีซั่นเดียวกันแต่ขึ้นมาใหม่ได้ทันทีในปี 2002 และอีก 5 ปีหลังจากนั้นก็เกิดจุดไคลแม็กซ์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 14 เมื่อซีซั่น 2006/07 ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ทุ่มเงิน 81.6 ล้านปอนด์ ซื้อหุ้น 75% นั่นทำให้เจ้าตัวมีอำนาจเต็มในฐานะเจ้าของสโมสร “เรือใบสีฟ้า” พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้ง สเวน โกรัน อีริคส์สัน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษเข้ามากุมบังเหียน ซึ่งถือเป็นกุนซือนอกสหราชอาณาจักรคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

โดยผู้จัดการทีมชาวสวีดิชใช้เงินราว 30 ล้านปอนด์ในการคว้าตัวนักเตะใหม่ 8 รายเข้ามาสู่ทีม ไม่ว่าจะเป็น โรลันโด้ เบียงคี่ จากเรจจิน่า, เกลสัน แฟร์กนองเดส จากซิยง, จิโอวานนี่ จากครูเซโร่, มาร์ติน เปตรอฟ จากแอตเลติโก มาดริด, เวดราน ชอร์ลูก้า จากดินาโม ซาเกร็บ,​ เอลาโน่ บลูแมร์ จากชัคเตอร์ โดเนสทก์, ฆาเบียร์ การ์ริโด้ จากเรอัล โซเซียดัด, วาเลรี่ โบยินอฟ จาก​ฟิออเรนติน่า พร้อมกันนี้ได้ดึง 3 นักเตะไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ สุรีย์ สุขะ ไปร่วมทีมด้วย

ซึ่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ออกตัวในซีซั่นใหม่ได้แบบแล่นฉิวชนะ 3 นัดรวด จนทั้งอีริคส์สันและ ไมก้าห์ ริชาร์ดส์ คว้ารางวัลผู้จัดการทีมและนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมไปครอง อีกทั้งยังเกาะกลุ่มท็อป 5 ของตารางคะแนนจนมีลุ้นไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อแพ้เพียงแค่ 4 นัดเท่านั้นหลังจากจบนัดที่ 21

โดยในช่วงปีใหม่ของปี 2008 ก็ได้มีการเสริมแกร่งในแดนหน้าด้วยการคว้าตัว เฟลิเป้ ไชเซโด้ จากบาเซิ่ล และ เบนจานี่ เอ็มวารูวารี จากพอร์ทสมัธ ขณะที่ธีรศิลป์กับสุรีย์ถูกปล่อยไปให้กราสฮอปเปอร์ ซูริค ทีมลูกยืมตัว ส่วนเกียรติประวุฒินั้นถูกส่งให้กับคลับ บรูช

แต่โชคชะตาก็เหมือนเล่นตลก เมื่อฟอร์มเริ่มตกต่ำดำดิ่งลงเรื่อยๆในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง โดยชนะอีกเพียงแค่ 4 นัดใน 17 เกมหลังสุดจนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 9 อย่างไรก็ดีนั่นถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกเป็นต้นมาของพวกเขา อีกทั้งยังสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองที่ปีนั้นคว้าแชมป์ยุโรปได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย 

ทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอกับการต่ออายุราชการของอีริคส์สัน เมื่อเจ้าตัวถูกปลดหลังจากพ้นช่วงอุ่นเครื่องตอนจบซีซั่นที่เมืองไทยได้ไม่นาน พร้อมกับตั้ง มาร์ค ฮิวจ์ส นายใหญ่แบล็คเบิร์นขึ้นมากุมบังเหียนแทนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปี 2008

ซึ่งกุนซือชาวเวลช์ก็ทำการเสริมแกร่งด้วยการคว้าตัว โช จากซีเอสเคเอ มอสโก,​ ทาล เบน ฮาอิม จากเชลซี, แว็งซ็องต์ ก็อมปานี จากฮัมบูร์ก, ฌอน ไรท์ ฟิลิปส์ จากเชลซี, ปาโบล ซาบาเลต้า จากเอสปันญ่อล และเกลาแบร์จากเนิร์นแบร์ก และในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะหน้าร้อนนั่นเอง ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของทีมอีกครั้ง เมื่อทักษิณตกลงขายหุ้นให้กับ ชีค มันซูร์ เจ้าของทีมคนปัจจุบันด้วยจำนวนเงิน 210 ล้านปอนด์

และจากนั้น “เรือใบสีฟ้า” ลำนี้ก็ไม่เคยกลับไปยังจุดเดิมอีกเลย...

Pages