จากแมนฯยูฯสู่อินเดีย : เมื่อตำนานปีศาจแดงต้องคุมทีมลีกภารตะ

หลังจากที่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทศวรรษและเป็นตำนานของทีมยุค '80 คอปเปลล์ก็ได้ผันตัวไปคุมทีมคริสตัล พาเลซ, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรดดิ้ง รวมถึงทีมอื่นๆ แล้วอะไรที่ทำให้เขาไปคุมเคราล่า บลาสเตอร์ ที่อินเดียเป็นทีมล่าสุดล่ะ?

ศึกอินเดียน ซูเปอร์ ลีก ฤดูกาลที่ 3 เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเป็นอีกครั้งที่แฟนบอลมหาศาลจากทั่วทั้งประเทศจะมารวมตัวกันเพื่อชมรายการแข่งขันอันน่าตื่นเต้นนี้

ซึ่งหนึ่งในทีมยอดนิยมแดนภารตะก็คือเกรละ บลัสเตอร์ ที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ที่มี สตีฟ ค็อปเปลล์ ตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอดีตกุนซือคริสตัล พาเลซ คุมทีมอยู่

โดยก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นั้น โฟร์โฟร์ทูได้นั่งลงคุยกับผู้จัดการทีมเลือดผู้ดีรายนี้เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับไอเอสลีก (อินเดีย ซูเปอร์ ลีก) พ่วงด้วยผลกระทบที่เกิดจากการทะลักเข้ามาของโค้ชต่างชาติว่ามีผลต่อโค้ชอังกฤษอย่างไร

คำถามแรกเลย หลังจากที่คุณสร้างชื่อมาพอสมควรในอังกฤษ ทำไมคุณถึงไปหาความท้าทายยังลีกใหม่แล้วย้ายไปอยู่อินเดียเสียล่ะ?

นั่นคือคำถามที่ผมก็ถามตัวเองบ้างในบางครั้ง และผมก็สามารถคิดได้เป็นร้อยเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ควรทำ แต่วิธีที่ดีที่สุดที่จะปล่อยวางก็คือคำตอบที่ว่าผมต้องการออกจากคอมฟอร์ทโซน มันเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับที่ผมเคยทำก่อนหน้า ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นจุดที่พอถูไถไปได้

Steve Coppell

คอปเปลล์ไม่กลัวที่จะพูดออกมาตรงๆ

ผมมีเวลา 4 หรือ 5 สัปดาห์ในการเตรียมตัว ซึ่งถึงเวลาจริงๆผมมีเวลาแค่ 7 วันเท่านั้นในการซ้อมเต็มทีม คุณต้องพยายามจูนทีมให้เข้ากันให้ได้ก่อนจะเดินทางไปทั่วอินเดียในช่วงเวลาติดๆกัน พวกเขาจะต้องฟิตพอที่จะรับมือทั้งกับการเดินทางและลงสนาม แล้วพอเอาทุกอย่างมารวมกันมันก็กลายเป็นความท้าทายที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

ถึงผมจะเคยอยู่อินเดียมาก่อน แต่การเดินทางไปทั่วประเทศและได้เห็นพื้นที่และสถานที่ใหม่ๆ ผมแค่คิดว่ามันเป็นข้อเสนอที่ดีเกินกว่าจะปฏิเสธได้ ผมมีส่วนกับเกมลูกหนังในอังกฤษมากว่าพันเกม ดังนั้นการทำอะไรพวกนี้ถือเป็นสิ่งทีหลุดออกจากกรอบโดยสิ้นเชิง และยังได้แสดงถึงด้านมืดของตัวเองออกมา

มันจะสร้างแรงกระเพื่อมในวงการฟุตบอลอินเดียได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าลีกมันต้องมีระยะเวลาการแข่งขันนานกว่านี้

ถ้าคุณมองไปที่จำนวนเงินที่ลงไปกับซูเปอร์ลีก และสิ่งที่พวกเขาทำกับคริกเก็ตในอินเดีย คุณคงเห็นได้ว่านี่คือโมเดลที่น่าจะใช้ได้กับทั้งโลกในอนาคตเลยใช่ไหม?

แต่ผมไม่คิดว่ามันจะสามารถนะ ผมคิดว่ามันต้องพิจารณาเป็นที่ๆไป และมันก็เหมาะกับอินเดียเป็นพิเศษเนื่องจากเขาฮิตคริกเก็ตกันมาก่อนแล้ว

ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงที่พวกเขาสามารถเรียกคนดูได้ขนาดนั้น แม้ว่ากับฟุตบอลคุณไม่สามารถจะลอกเลียนแบบอย่างที่ทำกับคริกเก็ตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไอเดียนี้มันก็ยังได้ผลเอามากๆ ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าลีกจะสามารถนำเงินทุนได้จากที่ไหน

ส่วนมันจะสร้างแรงกระเพื่อมที่มีนัยสำคัญในวงการฟุตบอลอินเดียได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าลีกมันต้องมีระยะเวลาการแข่งขันนานกว่านี้นะ อาจจะไม่ต้องถึงขนาด 10 เดือน แต่แน่นอนว่าต้องมากกว่า 9-12 สัปดาห์อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เราจะต้องลงเตะ 14 เกมใน 9 สัปดาห์ และจากการที่ต้องเดินตลอดเวลา มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดตัวแบบฟูลทีมตลอดเวลา ผมคิดว่าลีกจะได้ประโยชน์ถ้าบรรดานักเตะชั้นยอดสามารถลงเล่นได้ทุกเกม

แฟนบอลบลาสเตอร์เข้ามาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น Photo: ISL

ในฐานะที่เป็นโค้ช คุณมีการเตรียมตัวอย่างไร? คุณมีเวลา 14 สัปดาห์ในซีซั่นหนึ่งๆ ซึ่งระยะเวลามันแทบจะเท่ากับช่วงปรีซีซั่นในอังกฤษ ดังนั้นคุณมีการหลอมรวมทีมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, สร้างความมั่นใจ รวมถึงรู้ว่าการที่ผลการแข่งขันดร็อปลงไป 2-3 นัดจะสามารถทำให้ทุกอย่างล่มสลายได้เลยหรือไม่ใช่อย่างนั้น?

ใช่ ผมูรู้ดีว่ามันอาจจะเกิดขึ้น แต่ผมก็โชคดีตรงที่ว่านักเตะอินเดียต่างฟิตทั้งฤดูกาล ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากมาย แค่ทำงานฟิตเนสในส่วนของนักเตะทีมชาติก็พอ

ผมได้มีการลองนักเตะเพื่อที่จะดูว่าคนไหนที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งบ้าง อย่างตอนนี้เราได้เน้นไปที่นักเตะตัวรับมากประสบการณ์กับมิดฟิลด์อเนกประสงค์ และสิ่งที่ผมกำลังมองหาอยู่ก็คือตัวรุกที่แกร่งๆ ผมมองว่าการทำงานกับเกรละต้องมีการผสมผสานนะ เพราะถ้าเกิดมีนักเตะตัวหลักเกิดบาดเจ็บขึ้นมามันก็มีผลกระทบได้เลย คุณต้องรักษาสมดุลระหว่างนักเตะอินเดีย 5 คนกับนักเตะต่างชาติ 6 คนให้ได้ ซึ่งสมการนี้บ่อยครั้งมันก็ยากจะแก้

เมื่อรู้สึกเหนื่อยขณะที่ต้องวิ่งทั่วทั้งสนาม ถ้าคุณมีแฟนบอล 60,000 คนให้กำลังใจ มันก็จะรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที

คุณเลือกที่จะไม่เซ็นสัญญากับนักเตะบิ๊กเนม ไม่เหมือนกับทีมอื่นๆ อะไรที่อยู่เบื้องหลังความคิดดังกล่าว?

ผมต้องการคนที่ใช้งานได้จริงๆ หลังจากที่พิจารณามาตลอด 2 ปีหลังสุด ผมก็เห็นว่ามีนักเตะบิ๊กเนม 4-5 คนเลยทีเดียวที่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด

เราเซ็นสัญญากับ อารอน ฮิวจ์ส ที่เพิ่งกลับมาจากยูโร เขาเป็นคนที่ฟิตถึงแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพค้าแข้งแล้วก็ตาม จากการที่เขาเพิ่งเล่นในเกมระดับสูงของฟุตบอลยุโรปมาแค่ 1 หรือ 2 เดือนก่อนหน้านั้นและยังมาเล่นให้กับเราได้อีก แสดงว่าเขาฟิตจริงและสามารถที่จะยืนหยัดได้ทั้งฤดูกาล

อะไรที่ทำให้คุณประทับใจ ไม่ใช่แค่ลีกแต่ยังรวมถึงรัฐเกรละและอินเดียใต้ทั้งหมดด้วย

พวกเขาคือทีมที่มีกองเชียร์ดีที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก

รัฐเกรละถือว่ามหัศจรรย์มากๆ และสำหรับใครก็ตามที่เคยดูยูทู้บ เรามีประชากรประมาณ 60,000 คนได้ และพวกเขาก็มากัน 2-3 ชั่วโมงก่อนที่เกมจะเริ่มคิกออฟ

เห็นได้ชัดว่า เกรละ บลาสเตอร์ คือตัวแทนของรัฐ และคนในรัฐก็ภาคภูมิใจกับทีมของพวกเขา ผมคิดว่านั่นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน มันเป็นรัฐที่ใหญ่ คนต้องเดินทางกัน 5-6 ชั่วโมงกว่าจะมาถึงซึ่งมีรถบัสมาจากทั่วทุกสารทิศ ดังนั้นมันจึงเป็นเป้าหมายของเราที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวแทนของรัฐให้ดีและมีปีที่ดี หลังจากที่พบกับความผิดหวังเมื่อปีก่อน (พวกเขาจบอันดับสุดท้ายของลีกที่มี 8 ทีม)

มีสถิติตัวหนึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาคือทีมที่มีกองเชียร์ดีที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งจำนวนแฟนบอลที่จับต้องได้ดังกล่าวก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แต่ที่จริงแล้วบรรยากาศอันเข้มข้นจนนักเตะที่อยู่ที่นี่เมื่อปีที่แล้วถึงขนาดพูดเลยว่ามันบ้าคลั่งต่างหากที่เป็นของแท้ มันก็เหมือนการท่องเที่ยวไปรอบโลกที่มันสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้เมื่อรู้สึกเหนื่อย ขณะที่ต้องวิ่งทั่วทั้งสนาม ถ้าคุณมีแฟนบอล 60,000 คนให้กำลังใจคุณ มันก็จะรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที

Steve Coppell, Rafa Benitez

คอปเปลล์เคยต่อกรกับบรรดายอดกุนซือในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว

ความน่าสนใจของสโมสรนี้ยังรวมถึงเจ้าของด้วย เมื่อ ซาชิน เตนดุลการ์ คือหนึ่งในตำนานของกีฬาคริกเก็ต คุณได้เคยมีโอกาสเจอและพูดคุยกับเขาบ้างไหม?

ผมคงแปลกใจถ้าโชเซ่ไม่ได้แชมป์มาประดับโอลด์ แทรฟฟอร์ด ฤดูกาลนี้

มีนะ เราได้คุยกันหลายครั้งและเขาก็อยากจะสร้างบรรยากาศแบบคริกเก็ตขึ้นที่นี่มากๆพอกับการรักษานักเตะไว้ เราได้เซ็นสัญญากับนักเตะ 2 คนที่อยู่กับเราเมื่อปีก่อน และซาชินก็อยากจะได้นักเตะเก่าๆมากกว่าที่ต้องมาเปลี่ยนยกทีมกันทุกปี เขาอยากได้นักเตะที่มีความผูกพันธ์กับสโมสร

คุณไม่ขอเคล็ดลับการเล่นคริกเก็ตหรือชวนเขาเล่นด้วยกันหน่อยหรอ?

ไม่ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่ แต่เขาก็เคยสัมผัสบรรยากาศในห้องแต่งตัวมาก่อน เขารู้ว่าเรามีผลงานขึ้นๆลงๆ แต่ก็ยังพูดอยู่เสมอว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตอบสนองอย่างไร เขาเข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างแท้จริง

ตำนานคริกเก็ตรายนี้คือประธานสโมสร Photo: ISL

มามองกันกว้างขึ้นกว่านี้บ้างดีกว่า แน่นอนว่าคุณคงติดตามอยู่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่อังกฤษ ฤดูกาลใหม่เป็นอย่างไรบ้างในความคิดของคุณ?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นที่สุดของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปีจากการหลั่งไหลมาของบรรดายอดนักเตะและยอดโค้ชจากทั่วโลก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, โชเซ่ (มูรินโญ่) กับแนวทางที่เขาพยายามจะยกระดับยูไนเต็ด, (อันโตนิโอ) คอนเต้ ก็มาเชลซี, (เจอร์เก้น) คล็อปป์ เองก็พยายามจะทำให้ผลงานในลีกให้ดีขึ้นกับลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ มันเป็นลีกที่สูสีจริงๆ

ทุกๆสัปดาห์เมื่อคุณมองไปที่โปรแกรมเตะก็จะคิดว่า ‘เราอยากดูเกมนี้, เกมนั้น เกมโน้นก็เช่นกัน’ เมื่อคุณมองไปที่ซิตี้กับยูไนเต็ดที่มี 2 สุดยอดโค้ชของโลกแล้วมันน่าตื่นเต้นเอามากๆ ผมคิดว่าโชเซ่คือหนึ่งในคนที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ ผมคงจะแปลกใจถ้าเขาไม่ได้แชมป์มาประดับโอลด์ แทรฟฟอร์ด ฤดูกาลนี้

ในฐานะที่เป็นโค้ชชาวอังกฤษ คุณคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกมันน่าเสียใจไหม? (อ่านต่อหน้าถัดไป)