จากช้ำสู่แชมป์: กว่าจะมาเป็น 'คิง เคลาดิโอ' ของ 'จิ้งจอกสยาม'

กุนซือมาดนิ่มชาวอิตาเลียนกำลังจะพาเลสเตอร์ไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการกีฬา แม้ว่าจะมีเสียงค่อนขอดตอนที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ตาม โดย เจมส์ ฮอร์นคาสเซิล จะมาเล่าเรื่องที่กำลังจะกลายเป็นตำนานของ 'คิง เคลาดิโอ' ให้แฟนๆได้รับรู้กัน...

ตอนนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ยังอยู่ที่ในสักแห่งแถบทะเลในคาลาเบรียที่อิตาลีตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์ให้ไปที่ลอนดอนเพื่อสัมภาษณ์งานกับเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบนเส้นทางลูกหนังของรานิเอรี่ถือว่าล้มลุคลุกคลานตลอด นั่นทำให้ช่วงเวลาที่เขาเป็นนักเตะที่คาตานซาโร่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะที่นั่นเจ้าตัวได้พบกับภรรยาและก็ได้เป็นคุณพ่อเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่หอมหวานจริงๆก็คือมิตรภาพ โดยรานิเอรี่มีความผูกพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมอย่างแน่นแฟ้นและยังคงไปฮอลิเดย์ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่ง จอร์โจ้ เปลลิซซาโร่ นายด่านของคาตาซาโร่ยุคทศวรรษที่ 70 ก็เคยเป็นโค้ชผู้รักษาประตูของรานิเอรี่มาก่อน เขาใช้เวลาครึ่งเดือนที่เลสเตอร์ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลก่อนจะตัดสินใจเกษียณตัวเองเพื่อสละเวลาให้กับหลานๆมากขึ้น

ซึ่งความสนิทสนมระหว่างเปลลิซซาโร่กับรานิเอรี่นั้นถึงขั้นเคยฝากกุญแจบ้านให้ตอนที่ย้ายกลับไปบรินดิซี่มาแล้ว ส่วน โรซานน่า ปาลันก้า ภรรยาของ มัสซิโม่ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรและเป็นหนึ่งในฮีโร่ของเกมลูกหนังท้องถิ่นในอิตาเลียนผู้เคยยิงประตูจากลูกเตะมุม ก็ยังเคยจัดงานรียูเนี่ยนที่ชื่อว่า "ภรรยาคือความลับ" ด้วยเช่นกัน โดยเปลลิซซาโร่ยอมรับว่า "ปัจจบันนี้พวกเขาก็ยังสนิทสนมกันเหมือนเมื่อก่อน"

ใครจะรู้ว่าเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด วันอาทิตย์นี้อาจมีการรวมตัวกันระหว่างเพื่อนเก่าก็เป็นได้

Claudio Ranieri

รานิเอรี่มีความสุขกับสิ่งง่ายๆในชีวิต

ตอนนี้พวกเขาคงจะยกโทษรานิเอรี่ที่ทิ้งพวกเขาไปแบร์กาโม่แล้วจับเครื่องต่อยังลอนดอนเพื่อเจอกับเจ้าหน้าที่ของเลสเตอร์ ก่อนที่จะกลับไปยังคาลาเบรียในวันถัดมาโดยที่ไม่รู้่ว่าจะได้งานหรือไม่ เพราะเลสเตอร์มีแคนดิเดตอยู่ 10 คนด้วยกัน ก่อนจะตัดออกเหลือ 3-4 คนสุดท้าย

แล้วในอีก 2-3 วันหลังจากนั้น พวกเขาก็แจ้งรานิเอรี่มาว่าประธานสโมสรอยากจะพบเขา ทำให้เจ้าตัวต้องออกจากคาลาเบรียอีกรอบ เพื่อทราบข่าวว่าตัวเองจะได้กลับคืนสู่เกมฟุตบอลอีกครั้ง ท่ามกลางข้อกังขาของเหล่านักวิจารณ์ลูกหนัง

เตรียมพร้อมรับมือกับอคติ

แล้วประเด็นที่เกี่ยวกับรานิเอรี่ก็ผุดขึ้นมาต่างๆนานา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการที่เขามักจะเป็นคนที่ถูกมองข้ามถึงความเก่งกาจอยู่เสมอ

ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นคนที่อยู่ผิดที่ผิดเวลา ถ้าไม่มาเร็วไปก็มาช้าไปและโชคร้ายอยู่บ่อยครั้ง อย่างปีที่รานิเอรี่พาเชลซีกับโรม่าเป็นรองแชมป์ ปีนั้นอาร์เซนอลไร้พ่ายส่วนอินเตอร์ก็คว้าเทรเบิ้ลแชมป์

นอกจากนี้ยังเป็นต้นทุนให้กับคนมาที่หลังได้ประสบความสำเร็จอีกด้วย อย่าง เอคตอร์ คูเปร์ กับบาเลนเซีย และ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่คราวนี้น่าจะเป็นสักครั้งในชีวิตที่ถึงตาของเขาแล้วเสียที

Claudio Ranieri, Chelsea

รานิเอรี่จะพาทีมจากอังกฤษไปเล่นบอลยุโรปครั้งแรกในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ออกจากเชลซีมา

แต่รานิเอรี่ก็ใจใหญ่พอที่จะยกเครดิตให้กับผลงานในช่วงท้ายฤดูกาลของ ไนเจล เพียร์สัน ที่ชนะ 7 จาก 9 เกมสุดท้าย ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับฟอร์มของฤดูกาลนี้สักเท่าไรนัก

“พวกเขารอดตกชั้นมาด้วยการเร่งเครื่องอันสุดยอดในช่วงท้ายฤดูกาล” รานิเอรี่ตั้งข้อสังเกต “สิ่งนี้มันสามารถตีความได้สถานเดียวว่าพวกเขาต้องมีการเตรียมตัวที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องของการสร้างความฟิต”

ซึ่งโครงสร้างของสโมสรทำให้เขาต้อง “อ้าปากค้าง” เมื่อกระบวนการสรรหาของพวกเขาได้ทำให้เกิดการเสริมทัพอย่างยอดเยี่ยมเข้าไปในทีมที่เล่นด้วยกันมานาน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้รานิเอรี่ที่เป็นคนละเอียดอยู่แล้วรู้สึกชอบใจก็คือจำนวนสต๊าฟฟ์ที่ทำการวิเคราะห์วีดิโอในทีมของเขา ซึ่งมีถึง 3 คน และทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เนี้ยบตั้งแต่ในตอนซ้อมที่ถูกมอนิเตอร์ไว้โดยกล้องเพื่อดูฟอร์มของแต่ละคน รวมถึงแทคติกของกุนซือฝั่งตรงข้ามที่มีชมด้วย

Claudio Ranieri

นายใหญ่ชาวอิตาเลียนรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เขาได้เห็นตอนมาถึง

นั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น “ผมบอกกับลูกทีมอยู่เสมอว่านี่คือปีที่ยอดเยี่ยมซึ่งจะหาไม่ได้อีกแล้ว” เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์อิล คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต “เพราะบรรดาทีมใหญ่ๆต่างมีปัญหาด้วยกันหมด ส่วนเราเองก็เล่นได้ยอดเยี่ยม”

ซึ่งจะว่าไปทุกทีมต่างก็ต้องฉวยโอกาสและทำผลงานให้คงเส้นคงวากันอยู่แล้ว แต่ใครจะคิดว่ามันจะเป็นเลสเตอร์ล่ะ?

อยู่เหนือตัวเลข

การครองบอลของพวกเขาอยู่อันดับ 18 ส่วนการจ่ายบอลอยู่อันดับ 20 ซึ่งสถิติเหล่านี้ถือว่าตบหน้ายุคที่ติกิ-ตากะครองเมืองอย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งที่คนอื่นทำดูเหมือนรานิเอรี่จะทำตรงข้าม

โดยการเปลี่ยนแปลงทีมมากจนทำลายตัวเองได้สร้างบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนให้กับเขาในอังกฤษ เมื่อเชลซีถูกโมนาโกเขี่ยตกรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยน้ำมือของโมนาโกในปี 2004 แต่ที่น่าประหลาดใจเหมือนกันก็คือว่าความปราชัยของบาเยิร์น มิวนิค ที่มีต่อแอตเลติโก มาดริด ในรอบตัดเชือก เลกแรก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็ใช้หมากนี้เล่นงานกวาร์ดิโอล่ากุนซือจ้าวกลยุทธด้วยเช่นกัน 

Man City 1-3 Leicester

เลสเตอร์เอาชนะทีมใหญ่ๆได้ทั้งที่ครองบอลน้อยกว่า

เหมือนว่าฟุตบอลได้มายังจุดที่… ฟุตบอลเกมรับที่ถูกสร้างโดยรานิเอรี่และซิเมโอเน่เริ่มสั่นคลอนฟุตบอลในอุดมคติของกวาร์ดิโอล่า โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลา กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต  ได้แต่งภาพกุนซือชาวอาร์เจนไตนให้เป็น เช เกวาร่า บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และใช้พาดหัวว่า “เอล โชโล่ กำลังปฏิวัติติกิ-ตากะ” เลยทีเดียว

 “กวาร์ดิโอล่าถือเป็นจุดที่นำมาใช้อ้างอิงได้อย่างหนึ่ง” รานิรี่กล่าวกับสกาย อิตาเลีย “แต่ผมขอย้ำว่าถ้าลูกทีมของผมไม่รู้วิธีว่าจะเก็บบอลยังไง ทำไมทำต้องฆ่าตัวเองด้วยการให้ลูกทีมของผมครองบอลเพื่อเสี่ยงจะเสียประตูด้วยล่ะ? ถ้าผมมีลูกทีมที่สามารถครองบอลได้ผมก็เล่นแบบครองบอลไปนานแล้ว แต่นี่ไม่…”

ดูเหมือนว่ารานิเอรี่จะเปลี่ยนตัวเองจากจอมแทคติกไปเป็นจอมบริหารไปแล้ว เขาทำงานกับวัตถุดิบที่มีอยู่โดยไม่ร้องขอให้นักเตะทำอะไรที่ไม่ถนัด

ขณะเดียวกันความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เขาแสดงออกมาตอนที่เขามาถึงเลสเตอร์ ทำให้เขาพยายามที่จะไม่ปรับเปลี่ยนอะไรที่มันดีอยู่แล้ว หนำซ้ำเขายังพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย ซึ่งมันได้สร้างความประทับใจที่ว่ารานิเอรี่คือคนที่บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเลสเตอร์ก็ได้เครดิตอย่างมากจากการเล่นเป็นตัวของตัวของ ขณะที่สเปอร์สนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นชัยชนะที่เกิดจากการโค้ชชิ่งที่ดี

พักผ่อนเพื่อชัยชนะ

บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งที่รานิเอรี่ได้กล่าวกับอิล คอร์ริเอเร่ เดลล่า เซร่า ได้บ่งบอกถึงแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับการทำทีมของเขาได้เป็นอย่างดี โดยเขาเผยว่าตอนที่มาถึงเลสเตอร์ใหม่ๆนั้น เขาคิดว่าลูกทีมจะมีภาพจำเกี่ยวกับกุนซือชาวอิตาเลียนที่ต้องเน้นเรื่องแทคติก ดังนั้นเขาเลยประนีประนอมกับลูกทีมว่า “ถ้าคุณทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในทุกๆเกม ผมก็จะพูดแทคติกกับคุณแค่นิดเดียว” เขาให้สัญญาไว้กับนักเตะ

นอกจากนี้การเน้นเรื่องการฟื้นฟูร่างกายยังทำให้เขากลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญในด้านการไม่ทำอะไรเลย” อีกด้วย “เราเล่นในวันเสาร์ แล้ววันอาทิตย์ก็พักผ่อน” เขากล่าว “วันจันทร์มีซ้อมเบาๆ วันอังคารเราซ้อมหนัก วันพุธคือวันพัก วันพฤหัสซ้อมหนักกันอีกยก ส่วนวันศุกร์จะพูดเรื่องแผนการเล่น วันเสาร์คือวันเตะ”

Leicester warm up

ขุนพล "จิ้งจอกสยาม" ตั้งตารอศึกแชมเปี้ยนส์ลีกที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

อย่างไรก็ตามมันคงจะเป็นเรื่องที่ผิดหากมองว่ารานิเอรี่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยเหมือนอย่างที่มอง คาร์โล อันเชลอตติ เป็นแบบนั้น ซึ่ง เจมี่ วาร์ดี้ ได้พูดถึงความแตกต่างระหว่างเพียร์สันกับรานิเอรี่กับเบทแฟร์ว่า “ผมคิดว่าเขาให้ข้อมูลคู่ต่อสู้ที่เราจะเล่นด้วยแบบละเอียดทุกแง่มุมเลยทีเดียว”

“เขาเข้ามาประชุมทีมหลังจากที่ได้ดูคลิปถึง 50-60 คลิปเกี่ยวกับผู้เล่นฝั่งตรงข้าม และเขาก็จะบอกคุณว่าเขาได้ดูไปแล้ว 49 คลิปและทำอะไรกับอีก 11 คลิปที่เหลือ มันบ้ามากที่เขาลงรายละเอียดขนาดนี้ แต่มันก็ช่วยให้เรามีความได้เปรียบเมื่อถึงวันแข่ง”

ถึงจะช้า แต่ก็ควรค่าที่รอคอย

ในที่สุดรานิเอรี่ก็สมควรจะได้รับการยอมรับอย่างที่เขาสมควรได้ โดย “สุภาพบุรุษม้านั่งสำรอง” ผู้นี้ถูกมองข้ามมาตลอดว่าเป็นคนที่พากายารี่เลื่อนชั้นสู่เซเรีย บี ก่อนที่จะขึ้นไปเซเรีย อา ได้สำเร็จ อีกทั้งยังเคยพาฟิออเรนติน่าเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี นอกจากนี้ยังนำบาเลนเซียเป็นแชมป์โคปา เดล เรย์ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ช่วยให้ปาร์ม่ารอดพ้นจากการตกชั้น นำยูเวนตุสที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้ภายในในซีซั่นแรก ก่อนจะทำอย่างเดียวกันนั้นกับโมนาโกหลังจากพาพวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง

และตอนนี้เขาก็กำลังจะได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่แล้ว

ซึ่งในโรงละครแห่งความฝันวันอาทิตย์นี้ หากรานิเอรี่สามารถเอาชนะกุนซือผู้เป็นอาจารย์ของบรรดาโค้ชสมัยใหม่ผู้มากความสำเร็จและผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายได้ ชีวิตและประวัติบนเส้นทางลูกหนังของเขาก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

แต่เชื่อว่ามันคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนของเขาได้ และมันก็คงเป็นแค่เรื่องสนุกๆที่เล่าให้เพื่อนจากคาตานซาโร่ฟังบนชายหาดหรือไม่ก็ตอนดินเนอร์ในช่วงซัมเมอร์นี้เท่านั้น