จากดาวสู่ดิน: 10 แข้งดังผู้มีชะตาสวนทางกับ เจมี วาร์ดี้

แม้แฟนบอลทั่วโลกกำลังตกตะลึงกับปรากฏการณ์ของ เจมี วาร์ดี้ ฮีโร่ของทีม “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตกเป็นเป้าหมายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ไต่เต้าขึ้นมา 6 ดิวิชั่นภายใน 4 ปี แต่ ชาร์ลส์ ดั๊กส์บิวรี คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูจะมานำเสนอในแง่มุมที่ต่างออกไปจากนั้น…

เพราะไม่ใช่แข้งบิ๊กเนมทุกคนที่อำลาลูกหนังไปในขณะที่ค้าแข้งในระดับสูงสุด

ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน ที่แขวนสตั๊ดไปพร้อมกับเสียงฮือฮา ก็มีนักเตะจำนวนหนึ่งที่อยากโลดแล่นบนผืนหญ้าต่อด้วยการเล่นในลีกที่ต่ำกว่า

และนี่คือ 10 พ่อค้าแข้งที่ทำอย่างนั้น...

พอล แกสคอยน์

เพียงแค่ 10 ปีหลังจากเซ็นสัญญากับยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีอย่างลาซิโอ กราฟชีวิตของแกสคอยน์ก็ดิ่งลงเรื่อยๆจนถึงขนาดต้องย้ายซบบอสตัน ยูไนเต็ด ทีมในลีกทู และแค่นัดประเดิมสนามเขาก็ยิงพลาดไปโดนเด็กผู้หญิงที่เป็นมาสคอตของทีมเข้าอย่างจังเสียแล้ว โดยเจ้าตัวอำลาทีมหลังจากลงเล่นแค่ 5 เกม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่สโมสรไม่ปล่อยเขาให้เข้าร่วมในรายการ I’m a Celebrity ขณะที่เหตุผลอีกอย่างก็คือเขาอยากลองรสชาติการคุมทีมดูบ้าง น่าเศร้าสำหรับแกซซาที่อาชีพผู้จัดการทีมของเขาเริ่มต้นและจบลงด้วยระยะเวลาเพียง 39 วันที่เคตเตอริง ซึ่งแกสคอยน์ได้พูดถึงการออกจากบอสตันในคราวนั้นว่า “ผมจากไปด้วยดีนะ และยังได้จับมือกับ สตีฟ อีแวนส์ (ผู้จัดการทีม)ก่อนไปด้วย” บางทีนี่น่าจะเป็นเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เขาไม่มีงานทำนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้

จอร์จ เบสต์

เมื่อชายที่ได้รับการยกย่องจากเปเล่ว่า ‘ยิ่งใหญ่ที่สุด’ อำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยวัย 28 ปี เขาก็เริ่มพเนจรไปเรื่อยโดยค้าแข้งให้กับสโมสรทั้งในแอฟริกาใต้, ฮ่องกง, สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศก่อนจะสิ้นสุดการเล่นฟุตบอลอาชีพกับทีมระดับดิวิชั่น 3 อย่างบอร์นมัธ โดยได้ลงเล่น 5 นัดในช่วงท้ายฤดูกาล 1982-83 ซึ่งเกมสุดท้ายของเขาในระดับอาชีพคือการเจอกับวีแกน และหนังสือโปรแกรมของแมตช์ดังกล่าวก็ยังได้ลงบทสัมภาษณ์ของเบสต์ที่เผยว่าเขามีความสุขกับชีวิตในชายฝั่งตอนใต้อีกด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อคนสัมภาษณ์ให้คำจำกัดความว่าเขาคือ “...นักเตะร่างท้วมวัย 36 ปี” และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้อยู่ดี

บรูโน เอ็นก็อตตี้

ที่จริงอดีตต้นสังกัดเก่าของเอ็นก็อตตี้ถือว่าดังๆทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นมาร์กเซย, เปแอสเช และมิลาน แต่หลังจากค้าแข้งในอังกฤษอยู่ 9 ปี โดยเริ่มต้นกับโบลตัน วันเดอเรอร์ส เมื่อปี 2001 เขาก็ย้ายไปอยู่กับเบอร์มิงแฮมและเลสเตอร์ก่อนจะลงเอยด้วยการถูก “จิ้งจอกสยาม” ปล่อยให้เฮเรฟอร์ด ยูไนเต็ด ทีมในลีกวันที่กำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นยืมตัวไปใช้งาน ทั้งที่เขาประเดิมสนามให้กับทีมชาติฝรั่งเศสวันเดียวกับ ซีเนดีน ซีดาน และ ลิลิยง ตูราม แต่ขณะที่ซิซูทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 3 ครั้ง และตูรามทำสถิติรับใช้ทีม “ตราไก่” มากที่สุด เส้นทางการค้าแข้งในระดับอาชีพของเอ็นก็อตตี้กลับจบลงด้วยการได้รับบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายฉีกระหว่างที่เล่นให้ “เดอะ บูลล์ส” ตอนเยือนปีเตอร์โบโร่เมื่อปี 2008

ฟาบริซิโอ มิคโคลี

หลังจากประสบความสำเร็จในการค้าแข้งกับทีมดังอย่างยูเวนตุส, ฟิออเรนตินา และเบนฟิก้า ในที่สุดกองหน้าร่างเล็กก็ค้นพบบ้านหลังที่ 2 ของตัวเองที่ปาแลร์โมสโมสรบนเกาะซิซิลี มิคโคลีเป็นที่รักของแฟนบอลและทำได้ 74 ประตูจาก 165 เกมช่วยให้ “โรซาเนโร” มีลุ้นบอลยุโรปแทบทุกฤดูกาลตลอดการค้าแข้ง 7 ปีของเขาในถิ่นสตาดิโอ เรนโซ บาร์เบรา อย่างไรก็ตามในปี 2013 เขาถูกจับได้ว่ามีการติดต่อกับมาเฟีย และยังเรียก โจวานนี ฟัลคอเน อดีตผู้พิพากษาชาวอิตาเลียนที่คอยปราบปรามเหล่าผู้มีอิทธิพลที่ล่วงลับไปแล้วว่าเป็น ‘สิ่งโสโครก’ อีกด้วย โดยมิคโคลีกล่าวว่าเขาจำเป็นจะต้อง “เกิดใหม่และหยุดทำอะไรโง่ๆเสียที” ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทีมบ้านเกิดอย่างเลชเชในเซเรียชี

อลัน สมิธ

เคยลั่นวาจาไว้ว่าตัวเองจะ “ไม่เล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเด็ดขาด” แต่ในที่สุดเขาก็ย้ายมาร่วมทีม “ปีศาจแดง” ซึ่งเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของลีดส์จนได้ในปี 2004 โดยศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษในตอนนั้นทำประตูได้ตั้งแต่นัดประเดิมสนามของตัวเองในเกมคอมมูนิตี้ชิลด์ แต่เจ้าตัวก็ทำได้เพิ่มอีกแค่ 6 ลูกหลังจากนั้นและถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จับมายืนเป็นมิดฟิลด์ในที่สุด ซึ่งตัวสมิธเองก็ตกเป็นหนึ่งในเหยื่อฝีปากของ รอย คีน เมื่อคราวที่ให้สัมภาษณ์กับ MUTV หลังจากพ่ายมิดเดิ้ลสโบรห์ 4-1 ด้วย โดยขาโหดไอริชกล่าวว่าสมิธนั้น “วิ่งไปทั่วสนามและไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร” แล้วเขาก็ย้ายออกจากทีมหลังจากนั้นไม่นานนัก ตอนแรกไปอยู่กับนิวคาสเซิล จากนั้นก็เป็นเอ็มเค ดอนส์ และน็อตต์ส เคาน์ตี้