จากดาวสู่ดิน : 11 แข้งดังผู้ถูกลืมพรีเมียร์ลีก

“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?!” นี่คือคำพูดที่สุดแสนจะคลาสสิคระหว่างเพื่อนฝูงเมื่อได้ไล่ดูรายชื่อนักเตะในพรีเมียร์ลีกที่เคยดังเป็นพลุแตกแต่กลับถูกลืมเลือนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี และวันนี้เราได้จัดทีมพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อย้ำเตือนว่าพวกเขายังอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะได้ลงสนามแค่ 5 นาทีหรือน้อยกว่าก็ตาม…

ต้องขอบคุณเงินทองที่หลั่งไหลเข้ามาในพรีเมียร์ลีกผ่านทางลิขสิทธิ์ทีวีและมหาเศรษฐีต่างชาติ ซึ่งทำให้หลายสโมสรมีเงินจ่ายเพื่อคว้าตัวนักเตะที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่อยากจะโละ คงไม่แปลกใจที่ว่าไม่มีสโมสรไหนจะยอมจ่ายค่าเหนื่อย 60,000  ปอนด์ต่อสัปดาห์กับนักเตะที่โดนเซ้ง และนี่คือ 11 ผู้เล่นที่คุณอาจลืมไปแล้วพร้อมกับเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่เห็นพวกเขาบ่อยนัก… 

ผู้รักษาประตู: ริชาร์ด ไรท์ (แมนฯซิตี้)

เด็กส่วนใหญ่คงได้แต่ฝันที่จะมีโอกาสก้าวกระโดดจากสโมสรต่ำๆ ในลีกวันสู่ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษในยุคสมัยใหม่ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไป แต่ ริชาร์ด ไรท์ ก็น่าจะฉีกยิ้มถึงรูหูเมื่อได้ยินว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ความสนใจ

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม "เรือใบสีฟ้า" เมื่อปี 2012 เขาไม่เคยได้ลงเล่นเลยแต่ก็ยังได้รับการต่อสัญญาทุกซีซั่นใน 4 ฤดูกาล แต่หลังจากที่ไม่ได้ลงสนาม รวมทั้งไม่มีใครติดต่อเข้ามา ทำให้ ไรท์ จำใจต้องประกาศแขวนถุงมือ แต่ว่าในวัย 39 ปี เขาก็ไม่ปิดโอกาสคืนสนาม หากว่ามีทีมไหนสนใจใช้บริการ

แบ็คขวา: โทนี่ ฮิบเบิร์ต (เอฟเวอร์ตัน)

เมื่อพูดถึงนักเตะที่เล่นให้กับสโมสรเดียว หลายๆ คนคงนึกถึงชื่อของ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ, ไรอัน กิ๊กส์ หรือ เปาโล มัลดินี่ เป็นอันดับแรก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงเกียรติประวัติของ โทนี่ ฮิบเบิร์ต เขาไม่เคยถูกค้าแข้งแบบยืมตัวเลย และสวมใส่เครื่องแบบของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” มาตลอด 14 ฤดูกาลแถมยังเป็นสมาชิกขาประจำจนกระทั่งฤดูกาล 2012/13 ที่ เชมุส โคลแมน ก้าวเข้ามายึดตำแหน่งตัวจริง และหลังจากนั้นเขาก็ลงเล่นในลีกเพียง 11 นัดเท่านั้นก่อนจะค่อยๆ หายไปกับกาลเวลา...

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ: ฟิลิปป์ เซนเดอรอส (แอสตัน วิลล่า)

เมื่อครั้งที่เซนเดอรอสเซ็นสัญญากับ แอสตัน วิลล่า ...พอล แลมเบิร์ต ดูเหมือนจะทึ่งกับประสบการณ์ที่กองหลังชาวสวิสได้รับกับทีมชาติ จนถึงกับกล่าวว่ามีไม่กี่คนที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลก 3 สมัยติดต่อกัน และก็เป็นการเล่นให้ทีมชาตินี้เองที่ทำให้เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บพักยาวถึง 5 เดือนเมื่อตุลาคม 2014 ซึ่งปราการหลังตัวกลางรายนี้ก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลยในซีซั่นนั้น และทั้งที่มีสถานะโฮมโกรนติดตัว แต่การมาถึงของ ติอาโก้ อิลอรี, ไมก้าห์ ริชาร์ดส์ และ โจลีออน เลสค็อตต์ ทำให้เขาหลุดจากทีมชุด 25 ของ “สิงห์ผยอง” สำหรับสู้ศึกฤดูกาล 2015/16

ส่วนตอนนี้ เซนเดรอส กำลังค้าแข้งกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทีมยักษ์หลับของ ลีก สก็อตแลนด์ โดยเจ้าตัวหวังว่าจะกลับมามีจุดยืนในวงการลูกหนังอีกครั้ง เหมือนเมื่อสมัยเป็นดาวรุ่ง 

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ: ไคล บาร์ทลี่ย์ (สวอนซี)

อดีตกองหลังอาร์เซนอลไม่เคยเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่อย่างจริงๆ จังๆ เลย เขาลงเล่นเพียงนัดเดียวให้กับทีม “ปืนใหญ่” ก่อนที่จะถูก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ เรนเจอร์ส ยืมตัวจนในที่สุดก็ย้ายไปสวอนซีอย่างถาวรเมื่อเดือนสิงหาคม 2012

แต่ชีวิตที่ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ เมื่อเจ้าตัวไม่เคยได้ลงเล่นในลีกเกินกว่า 7 นัดในแต่ละฤดูกาล โดยเป็นตัวเลือกรองๆ ของ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ และ เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ และยิ่งมี ฆอร์ดี้ อามัต เป็นตัวสอดแทรกอีกคนด้วยแล้วทำให้เวลาของเซ็นเตอร์แบ็คเลือกผู้ดีรายนี้ในถิ่นเวลส์ตอนใต้ดูท่าว่าจะนับวันถอยหลัง โดยตอนนี้เขาก็ถูกปล่อยให้ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ ทั้ง เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ยืมตัวไปใช้งาน หลังจากที่ไม่สามารถแจ้งเกิดกับทีม "หงส์ขาว" ได้

แบ็คซ้าย: เซกี้ ฟรายเออร์ส (คริสตัล พาเลซ)

ด้วยอาการบาดเจ็บทำให้ส่งผลต่อพัฒนาการของเขาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขณะที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส เองก็ไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ “ปีศาจแดง” ต้องการเพื่อคว้าตัวกองหลังรายนี้ ทำให้ฟรายเออร์สย้ายไปค้าแข้งในเบลเยียมเป็นเวลา 1 ฤดูกาลในปี 2012 แต่การออกไปเล่นในต่างแดนของเขาก็ไม่ได้นานนักเมื่อมีรายงานข่าวว่าเขาคิดถึงบ้าน ทำให้สุดท้ายก็เลือกเซ็นสัญญากับสเปอร์ส

อย่างไรก็ตามด้วยโอกาสที่มีจำกัดแค่ในยูโรป้าลีกและฟุตบอลถ้วย ทำให้ฟรายเออร์สเซ็นสัญญา 3 ปีกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อปี 2014 แต่โอกาสในทีมชุดใหญ่กลับยากขึ้นไปอีก เมื่อ นีล วอร์น็อค อดีตกุนซือคนเก่าจากไปก็ทำให้การค้าแข้งของเขากับพาเลซดับวูบลงไปด้วย ...หนึ่งปีหลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ 2 สโมสร (ร็อตเธอร์แฮมและอิปสวิช) ก่อนที่จะกลับมาสู่ต้นสังกัดแม่อีกครั้ง โดยเจ้าตัวลงเล่นให้กับทัพ “ปราสาทเรือนแก้ว” เพียงแค่ 14 นัดเท่านั้นนับตั้งแต่ย้ายมา

มิดฟิลด์ตัวกลาง: นิค พาวล์ (แมนฯยูไนเต็ด)

หลังจากยิงลูกสุดสวยให้ ครูว์ อเล็กซานดร้า เลื่อนชั้นสู่ลีกวันเมื่อปี 2012 ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจคว้าตัว นิค พาวล์ มาด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ซึ่งดูแล้วน่าจะคุ้มค่า แม้ว่ามูลค่าอาจจะถีบตัวสูงขึ้นไปได้ถึง 6 ล้านปอนด์ก็ตาม เพราะในตอนนั้นเจ้าตัวมีแววว่าจะไปได้ไกล และมันยิ่งดูดีขึ้นไปอีกเมื่อเขาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้ตั้งแต่นัดประเดิมสนามกับวีแกนก่อนจะลงเล่นเป็นตัวสำรองอีกนัดในลีก

พาวล์ใช้เวลาในช่วงที่เหลือของฤดูกาลลงสนามในชุดยู-21 ก่อนจะถูกยืมตัวไปวีแกน (ซึ่งประสบความสำเร็จ) จากนั้นก็เป็นเลสเตอร์ (ที่ฟอร์มของเขาไม่ค่อยเปรี้ยงปร้างเท่าไรนัก โดยมีรายงานว่า ไนเจล เพียร์สัน ไม่ปลื้มกับทัศนคติของเขา) และนับตั้งแต่นั้นก็ถูกมองข้ามมาตลอด ซึ่งตามข่าวระบุว่าเจ้าตัว “ไม่มีความสุข” กับการเล่นฟุตบอลและได้ตัดสินใจออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในที่สุด

ปัจจุบัน เขากลับไปค้าแข้งกับ วีแกน ทีมที่เขาเคยเล่นได้ดี แม้ว่าจะได้เล่นแค่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ ก็ตาม

มิดฟิลด์ตัวกลาง: กาสตอน รามิเรซ (เซาแธมป์ตัน)

ในตอนนั้นเซาแธมป์ตันเซ็นรามิเรซมาด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร 12 ล้านปอนด์เมื่อเดือนสิงหาคม 2012 ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนึ่งในดีลแห่งฤดูกาลเลยทีเดียว โดยตัวรุกชาวอุรุกวัยถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในแผนการทำทีมของ ไนเจล แอ็ดกิ้นส์ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในตอนนั้น แต่การที่กุนซือชาวอังกฤษมาโดนปลดทำให้รามิเรซพบกับความยากลำบากในถิ่นเซนต์ แมรี่ส์ เมื่อ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไม่ได้โปรดปรานเขาเท่าไรนัก

และหลังจากที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ย้ายไปอยู่กับ "ไก่เดือยทอง" โรนัลด์ คูมัน ก็แทบจะไม่ใช้งานเขาเลย และปล่อยให้ฮัลล์ยืมตัวเมื่อซีซั่นก่อน ขณะที่เมื่อช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาความพยายามในการเลหลังแข้งวัย 24 ปีของเซาแธมป์ตันก็ล้มเหลว โดยในฤดูกาลนี้เจ้าตัวลงเล่นในทีมชุดใหญ่เพียงแค่หนเดียวเป็นเวลา 24 นาทีในเกมลีกคัพที่ชนะเอ็มเค ดอนส์ 4-0 ...แทบไม่เหลือเค้าลายของ “หนึ่งในนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าเยี่ยมที่สุดของโลก” เอาไว้เลย

หลังจากหมดอนาคตกับ เซาธ์แฮมป์ตัน รามิเรซ ก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับ มิดเดิลสโบรซ์ ทีมน้องใหม่ของศึก พรีเมียร์ ลีก ที่มีเป้าหมายก็คือการหนีตกชั้น

มิดฟิลด์ตัวกลาง: ฌอน แม็คโดนัลด์ (บอร์นมัธ)

มีน้อยคนนักที่จะถูกยืมจากสโมสรเดียวกันถึง 5 ครั้งแต่แม็คโดนัลด์กองกลางผู้ถูกลืมของบอร์นมัธผู้นี้สามารถทำได้ เขาเป็นนักเตะที่มีส่วนร่วมกับทีมน้อยมากตลอดระยะเวลา 6 ปีในทีมชุดใหญ่ของสวอนซี แต่กลายเป็นขาประจำของ เยโอวิล ทาวน์ ระหว่างปี 2009 ถึง 2011 ก่อนที่บอร์นมัธจะเซ็นเขามาด้วยค่าตัว 125,000 ปอนด์เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2011 ซึ่งเขาช่วยให้ “เดอะ เชอร์รี่ส์” จบอันดับรองแชมป์ในลีกวันและปักหลักในเดอะแชมเปี้ยนชิพอย่างมั่นคง

...เจ้าตัวได้พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกด้วยหรือเปล่าน่ะหรอ? ไม่มากขนาดนั้น เพราะแม็คโดนัลด์ลงเล่นในลีกเพียง 5 นัดเท่านั้นนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลก่อน (แต่ยังได้เล่นให้กับทีมชาติเวลส์ 2 นัด รวมแล้วเป็นเวลา 6 นาทีด้วยกัน) ส่วนตอนนี้ ก็ไม่ต่างกัน เพราะว่าเขาเปลี่ยนสถานะจากตัวสำรองของ บอร์นมัธ มาเป็นตัวสำรองของสวอนซี เท่านั้น

ปีกขวา: โจ โคล (แอสตัน วิลล่า)

โคลคือบุคคลที่ถูกลืมเป็นอย่างมากในช่วงหลัง เขาไม่เคยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกถึงหลัก 10 นัดเลยนับตั้งแต่ถูกลีลล์ยืมเมื่อฤดูกาล 2011/12 เป็นต้นมา ไม่มีใครคิดว่านักเตะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งฝีเท้าฉกาจจะมาตกต่ำในอาชีพค้าแข้งอย่างนี้ และในวัย 33 ปี อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษต้องกระเสือกกระสนในการเก็บเกี่ยวเวลาลงสนามที่วิลล่าพาร์ค ส่วนในตอนนี้ โคล ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา กับสโมสร แทมป้า เบย์ ราวเดอร์ ที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดของเมืองมะกันด้วยซ้ำ ...วันคืนรุ่งโรจน์เก่าๆ ที่เชลซีได้หายไปหมดแล้ว

ปีกซ้าย: ซิลแว็ง มาร์กโวซ์ (นิวคาสเซิล)

หลังจากถูกไล่ล่าโดยลิเวอร์พูลแต่ท้ายที่สุดก็มาเซ็นสัญญากับ นิวคาสเซิล คุณคงรู้สึกได้ว่ามาร์กโวซ์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแข้งอิมพอร์ทจากฝรั่งเศสที่ทำผลงานได้ดีกับ “สาลิกาดง” แต่นั่นไม่เป็นเช่นนั้น

หลังจากได้รับบาดเจ็บในฤดูกาลแรก ปีกเลือดน้ำหอมรายนี้ก็ได้ลงเล่นไปทั้งสิ้น 36 นัดในซีซั่นที่สอง โดย 1 ใน 3 ของตัวเลขนั้นมาจากเกมยุโรป เขาจบฤดูกาลด้วยผลงานอันน่าผิดหวังทำได้เพียง 2 ประตู ก่อนจะถูกยืมตัวอยู่ไป แก็งก็อง ในฤดูกาล 2014/15 แต่ในลีกเอิงเขาก็ยังยิงไม่ได้เลยในการลงสนาม 24 นัด ทำให้สโมสรลีกน้ำหอมไม่คิดจะใช้ออปชั่นซื้อขาดและปล่อยกลับสู่อ้อมอกสาลิกาดงตามเดิม เขากลับมาซ้อมในช่วงปรีซีซั่นกับต้นสังกัดได้ทันเวลาหลังจากได้รับบาดเจ็บโคนขาหนีบก็ยังไร้อนาคต และสุดท้าย ก็เป็น ลอริยองต์ ทีมในลีกน้ำหอม เหลือที่จะให้โอกาสเขาอีกครั้ง หลังจากที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับการเล่นในถิ่น เซนต์ เจมส์ พาร์ค

ศูนย์หน้าตัวกลาง: ลิบอร์​ โคซัค (แอสตัน วิลล่า)

โคซัคพกดีกรีดาวซัลโวสูงสุดในยูโรป้าลีกฤดูกาล 2012/13 เมื่อครั้งยังเล่นให้กับ ลาซิโอ ดังนั้น แอสตัน วิลล่า จึงควักเงิน 6.5 ล้านยูโรเพื่อดึงตัวมาพร้อมกับเซ็นสัญญา 4 ปี และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวตายตัวแทนในระยะยาวของ คริสเตียน เบนเตเก้ ได้ แต่เจ้าตัวก็มาขาหักในอีก 6 เดือนหลังจากนั้นทำให้พลาดลงสนามในช่วงที่เหลือของซีซั่น 2013/14 และต้องพักยาวถึง 15 เดือน

ถึงแม้ว่าเบนเตเก้จะอำลาถิ่นวิลล่าพาร์คไปแล้ว แต่ด้วยอาการบาดเจ็บทำให้เเขายังไม่สามารถเป็นตัวหลักของ วิลล่า ได้เสียที โดยตอนนี้ทีมก็อยู่ในระดับแชมเปี้ยนชิพ ส่วนสัญญาของเขาก็กำลังจะหมดลง ซึ่งดูแล้วก็คงไม่ได้รับการต่อออกไปอย่างแน่นอน

พบกับบทความดีๆ แบบนี้ทุกวันที่ fourfourtwo.com/th