จากอดีตถึงปัจจุบัน : จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของ "เพรสซิง เกม"

ทุกคนล้วนพูดถึงมันหลังได้ยินกูรูวิเคราะห์เกมพูดทางทีวี แต่การเพรสซิงคืออะไรกันแน่และมันเกิดขึ้นครั้งแรกที่ไหน อูลี เฮสเซ คอลัมนิสต์ของเรามีคำตอบ

โธมัส แพทริค กอร์แมน อดีตนักข่าวกีฬาผู้ผันตัวมาเป็นโค้ชริเริ่มความคิดนี้ขึ้นเมื่อปี 1934  สมัยโบราณทุกทีมล้วนลงมาตั้งรับในแดนตัวเองระหว่างที่ไม่ได้ครอบครองบอล อย่างไรก็ดี กอร์แมนเกิดสงสัยว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทำตรงข้าม? ถ้าพวกเขาดันสูงขึ้นไปบีบเกมเพื่อไม่ให้คู่แข่งเปิดเกมรุก?

กอร์แมนสั่งให้กองหน้าแย่งบอลจากคู่แข่งที่พยายามตั้งเกมรุกจากแดนหลัง กองหน้าคนหนึ่งต้องเข้าไปบีบแย่งคู่แข่งหน้าประตูของพวกเขา ขณะที่กองหน้าอีกคนหนึ่งคอยปิดทางจ่ายไว้ จากนั้นกอร์แมนสั่งให้กองหลังดันขึ้นมาถึงกลางสนามเพื่อคอยตัดเกมเร็วหรือปิดทางวิ่งคู่แข่ง

ลูกทีมของกอร์แมนต่างงุนงงกันถ้วนหน้า มันฟังดูเหมือนการฆ่าตัวตายเลย ถ้าผู้เล่นคนหนึ่งเกิดทำหน้าที่ผิดพลาดขึ้นมา คู่แข่งคงมีพื้นที่ให้เลือกโจมตีมากมาย และแม้ว่าทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตัวเองดีแล้ว แต่คู่แข่งยังมีวิธีเอาทางรอดด้วยการใช้จ่ายสั้นและเร็วขึ้น ยิ่งกว่านั้นเราไม่รู้เลยว่ากอร์แมนมั่นใจในตัวลูกทีมของตัวเองมากน้อยแค่ไหน

เพรสซิงการเป็นแทคติกสำคัญในเกมฟุตบอลสมัยใหม่

พวกเขาใช้เวลาทำความเข้าใจกับแผนการเล่นใหม่พอสมควร และพบกับความพ่ายแพ้ถึง 4 จาก 5 เกมต่อมา แต่หลังจากนั้นมันกลับได้ผลเกินคาด ทีมของกอร์แมนกลายสภาพเป็นเครื่องจักร “พวกเราบดขยี้คู่แข่งและทำให้พวกเขายอมจำนวน” โค้ชชาวแคนาดากล่าวก่อนนำทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 3 วัน

ฟอร์เช็คกิง

การแข่งขันรายการนี้คือ เนชันนัล ฮ็อคกี้ ลีก และทีมนั้นก็คือ ชิคาโก้ แบล็คฮอว์กส์ โดยกอร์แมนให้คำจำกัดความของแท็คติคสู่แชมป์ว่า’ฟอร์เช็คกิง’ โดยกล่าวว่า “ฟอร์เช็คกิ้งคว้าแชมป์ลีก แทนที่จะถอยร่นจากแดนของศัตรู แต่แบล็คฮอว์กส์เลือกเดินหน้าเข้าใส่ ระบบนี้ได้ผลดีกว่าที่คิดไว้”

80 ปีต่อมา การคิดค้นของกอร์แมนถูกทุกคนในวงการฟุตบอลอังกฤษพูดถึง แต่มันไม่ใช่แค่’ฟอร์เช็คกิง’แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนพูดถึงคือ ‘เพรสซิง’ ระบบการเล่นที่มีความชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่างใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพในพรีเมียร์ลีกกับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และ ลิเวอร์พูล ตามลำดับ โดยทั้งคู่ต่างพูดถึงมันด้วยความชื่นชม แต่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย

Liverpool Jurgen Klopp Press - Machester City vs Liverpool 1-4 | BBC Analysis

การเพรสซิงของลิเวอร์พูลในเกมกับแมนฯซิตี้

 

ก่อนทั้งสองทีมลงพบกันที่สนาม ’ไวท์ ฮาร์ท เลน’ เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน โปเช็ตติโนพูดว่า เกมเพรสซิงของเขาแตกต่างจากคล็อปป์สมัยคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในบุนเดสลีก้าที่ใช้วิธี ”บีบคู่แข่งในแดนกลาง”

คล็อปป์ใช้วิธีเพรสซิงที่เรียกว่า 'เกเก้นเพรส’ คือ การฉวยโอกาสโจมตีคู่แข่งอย่างรวดเร็วหลังจากตัดบอลกลับมา โดย แฮร์รี เรดแนปป์ แสดงความเห็นกับแท็คติคนี้ว่า “การเพรสซิงทุกรูปแบบล้วนไร้สาระ มันไม่มีอะไรใหม่ ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จต้องทำงานหนัก”

เก่า หรือ ใหม่?

คำพูดรุนแรงของเรดแนปป์มีความจริงบางอย่างปรากฎอยู่ แต่มันไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก เพรสซิงไม่ใช่แค่ความพยายามของนักเตะในแต่ละแมทช์ แม้ว่าแท็คติคนี้ต้องอาศัยการเคลื่อนที่ของผู้เล่นทุกคน แต่สิ่งที่แฮร์รีพูดถูกคือมันไม่ใช่เรื่องใหม่

ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์หลายคนบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแผนฟอร์เช็คกิงในกีฬาฮ็อคกี้น้ำแข็ง มันดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยกับการนำแผนนี้มาใช้กับฟุตบอล เพราะฟุตบอลมีผู้เล่นตำแหน่งเอาท์ฟิลด์มากกว่าถึง 2 เท่า และ เล่นในสนามที่ยาวกว่า 2 เท่า และ กว้างกว่า 3 เท่า นั่นหมายความว่ากองหลังที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมากไปด้วย

จากนั้นคือปัญหาสภาพร่างกายของนักกีฬา กอร์แมนสามารถดึงลูกทีมออกมาพักบนม้านั่งสำรองได้ตลอดเวลาก่อนส่งลงเล่นใหม่ แต่โค้ชฟุตบอลทำแบบนั้นไม่ได้

ฟอร์เช็คกิงของฮอคกี้น้ำแข็งคือแรงบันดาลใจของเกมเพรสซิง

จนกระทั่งฟุตบอลโลกปี 1974 แผนฟอร์เช็คกิงของกอร์แมนประสบความสำเร็จในการนำมาใช้กับฟุตบอลระดับสูงสุด คลิปวีดีโอด้านบนแสดงให้เห็นว่า ทีมชาติเนเธอร์แลนด์สชุดในตำนานของ ไรนุส มิเชลส์ ไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้ต่อเกมขึ้นมาเลย พวกเขาเดินหน้าบีบแบบไม่ลดละจนคู่แข่งจ่ายบอลพลาดในที่สุด แต่น่าเสียดายที่กอร์แมนไม่ได้เห็นภาพดังกล่าว เพราะเขาเสียชีวิตลงก่อนในปี 1961

ดัตช์ผู้คิดค้น

สไตล์การเล่นอันตื่นเต้นเร้าใจของทัพอัศวินสีส้มถูกจารึกในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกว่า ‘โททัล ฟุตบอล’ แต่มิเชลส์กลับเรียกมันอีกอย่างหนึ่ง “ผมอยากให้ผู้คนหลีกเลี่ยงจาก โททัล ฟุตบอล เพราะนั่นมันไม่ใช่ความรู้สึกของผม” เขาเขียนหลังจากทัวร์นาเมนต์นั้นจบลงไม่กี่ปี

“สำหรับผม มันดีกว่าหากถูกเรียกว่า ‘เพรสซิง ฟุตบอล’ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการสร้างกับอาแย็กซ์และทีมชาติเนเธอร์แลนด์สในปี 1974  การสร้างระบบเกมโดยผู้เล่นตำแหน่งเอาท์ฟิลด์ทั้ง 10 คน ดันขึ้นข้างหน้า แม้แต่เวลาที่เราไม่ได้ครอบครองบอล”

เดวิด วินเนอร์ นักประพันธ์ผู้ซึ่งเขียนทุกอย่างเกี่ยวกับทีมดัตช์ให้คำจำกัดความเกมเพรสซิงของมิเชลส์ว่า “ออกล่าเป็นกลุ่มและป้องกันตรงเส้นกลางสนาม" นั่นคือคำอธิบายที่ยอดเยี่ยมที่คุณเห็นได้ในคลิปวีดีโอยูทูป

ผู้เล่นดัตช์ 2-3 คน รุมเข้าบีบผู้เล่นที่ครองบอลอยู่ หนึ่งในนั้นคอยโจมตีคู่แข่ง ขณะที่อีกคนคอยตามประกบผู้เล่นคู่แข่งอีกคนหรือปิดทางจ่ายบอล โชคไม่ดีเลยสำหรับทีมที่ต้องเจอกับกำแพงสีส้มเข้าบีบ แนวรับสุดท้ายของเนเธอร์แลนด์สยืนปักหลักเกือบถึงเส้นกลางสนาม นั่นหมายความว่าผู้เล่นคู่แข่งที่ยืนในแดนของดัตช์อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า

Ajax Panathinaikos Full match 1971 european cup final

อาแย็กซ์ของมิเชลส์ตามแย่งบอลในเกมยูโรเปี้ยน คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 1971

สไตล์การเล่นที่เปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่ง, ฉลาด และ พร้อมเพรียง มันมาจากไหนกันแน่? ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ามิเชลส์คือผู้คิดค้นระบบเพรสซิงเกม เขาเพียงแค่มองเห็นเรื่องนี้ก่อน เพราะเขามีผู้เล่นชั้นยอดในทีมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะที่มีความดุดันและขยันอย่าง โยฮัน นีสเกนส์

มิเชลเขียนด้วยตัวเองว่า “การเล่นระบบนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณจำเป็นต้องมีผู้เล่นที่ดีที่สุดโลกในทีม 3-4 คน ทีมที่มีน้อยกว่านี้จะเจอเกมโต้กลับเร็วเล่นงานและมันอาจนำมาซึ่งหายนะ”

พัฒนาการจากข้างสนาม

ผู้คนส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยว่าเมล็ดพันธุ์ของการเล่นเพรสซิงเกมถูกปลูกขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังของยุค 1960 เพราะนักฟุตบอลเริ่มมีพัฒนาการด้านความฟิตตั้งแต่ตอนนั้น โจนาธาน วิลสัน อธิบายในหนังสือ ‘Inverting the Pyramid’ ซึ่งบันทึกแท็คติคในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเขาเกี่ยวกับการไล่กดดันคู่แข่งแบบไม่ลดละว่า “มันต้องอาศัยการเคลื่อนที่ของแผงมิดฟิลด์แบบทันท่วงทีและสภาพร่างกายของนักเตะต้องอยู่ในระดับสมบูรณ์ถึงขีดสุด ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นก่อน”

อย่างไรก็ดี วิลสันกลับไม่เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่ที่เรียกมันว่า ฟุตบอลของโธมัส กอร์แมน โดยเขาให้เครดิตกับ วิคเตอร์ มาสลอฟ กุนซือชาวรัสเซียที่คิดค้นเพรสซิงเกมสมัยคุม ดินาโม เคียฟ ระหว่างฤดูกาล 1964-70 มากกว่า

ขณะที่อีกหลายคนกลับเชิดชู เอิร์นต์ แฮปเปล โค้ชชาวออสเตรียคือผู้คิดค้นระบบนี้ เขานำเฟเยนูร์ดคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อปี 1970 โดยใช้แผนการเล่นสำคัญ 2 อย่าง คือ การดักล้ำหน้า และ เพรสซิงเกม แฮปเปลยังคงเกี่ยวพันกับแท็คติคนี้แม้กระทั่งตอนจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในออสเตรียระบุว่า “การยืมล้อมรอบโรงศพของเขาคือแนวทางที่เขายังคงคิดถึงมันเสมอ”

มาสลอฟอดีตกุนซือดินาโม เคียฟ คือหนึ่งในโค้ชผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล

ในระหว่างที่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นมากมายว่าใครคือผู้ค้นพบการเล่นแบบฟอร์เช็คกิงเวอร์ชันฟุตบอลจนมันถูกเรียกว่า’เพรสซิง’ เรามีความคิดที่ดีมากเกี่ยวกับแหล่งที่ผู้ค้นพบเจอมัน นั่นก็คือกีฬายอดฮิตของคนอเมริกันอย่างบาสเก็ตบอล มันมีรูปแบบการตั้งรับหลากหลายที่ถูกพัฒนาขึ้นในยุค 1950 แต่ทุกแผนล้วนขึ้นอยู่กับการไล่กดดันผู้เล่นที่ครอบครองบอลอยู่เป็นหลัก  ยกตัวอย่างเช่น การไล่เพรสครึ่งสนาม และ การไล่เพรสทั้งสนาม แผนแรกคือการไล่เพรสในแดนของตัวเอง ส่วนแผนหลังคือการไล่เพรสในแดนของคู่แข่ง

ความแตกต่างของจังหวะ

มันเหมือนกับในฟุตบอล เมื่อคุณพูดถึงการเพรสซิงคนส่วนใหญ่คงนึกถึงวิธีของมิเชลส์ นั่นคือการไล่บีบในแดนของคู่แข่ง แต่มีอย่างหนึ่งที่แตกต่างกัน

“คุณสามารถเล่นเพรสซิงเกมได้ทุกพื้นที่ในสนาม” ปีเตอร์ ไฮบัลลา โค้ชทีมยู-19ของเลเวอร์คูเซน กล่าวกับ  FourFourTwo ไฮบัลลามีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ โดยเขาได้รับเชิญจาก Hennes Weisweiler Academy ศูนย์อบรมโค้ชของเยอรมัน ให้ลงคุมทีมซ้อมเพรสซิงเกมโดยเฉพาะเมื่อปีก่อน

“ถ้าคุณเพรสสูงจนใกล้กับประตูของคู่แข่ง ผมจะเรียกมันว่า 'ฟอร์เช็คกิง’ จากนั้นกองหลัง, กองกลาง และ กองหน้าของเราจะช่วยกันเพรสซิง เมื่อคุณป้องกันด้วยการเล่นเพรสซิง แต่คุณกลับถอยร่นและเริ่มแย่งบอลบริเวณใกล้กรอบเขตโทษของตัวเอง นั่นไม่ได้เรียกว่าเพรสซิง”

“แน่นอนว่าการเล่นเกมรับมีกลยุทธ์มากมาย คุณอาจพอใจกับการแค่ปิดทางจ่ายบอลและปล่อยให้ทีมคู่แข่งเล่นบอลอยู่ใกล้เขตโทษของตัวเอง แต่เพรสซิงหมายถึงสถานการณ์หรือช่วงเวลาที่คุณกดดันและแย่งบอลกลับมาครอง เพรสซิงคือการแย่งบอลในพื้นที่ที่โค้ชของทีมต้องการ”

คุณดันขึ้นสูงได้แค่ไหน?

แต่ละทีมมีวิธีใช้แผนนี้ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น บีบคู่แข่งในแดนหลัง, บีบคู่แข่งในแดนกลาง และ บีบคู่แข่งในแดนหน้า สิ่งที่โปเช็ตติโนหมายถึงตอนพูดถึงคล็อปป์ว่าใช้แผนบีบคู่แข่งในแดนกลางสมัยทำทีมดอร์ทมุนด์คือ ทีมดังของบุนเดสลีก้าไม่ได้ขึ้นมาเพรสซิงไกลเท่ากับสเปอร์สของเขา แต่เลือกรอจนกระทั่งคู่แข่งกุมความได้เปรียบในแผงมิดฟิลด์

แต่คำพูดดังกล่าวไม่ถูกต้องทั้งหมด จริงอยู่ดอร์ทมุนด์เน้นการเพรสซิงคู่แข่งในแดนกลางในเกมแชมเปียนส์ลีก เมื่อพวกเขาต้องเจอกับทีมคู่แข่งที่รวดเร็ว ฉลาด และ รู้วิธีจ่ายบอลหาโอกาสเข้าทำเก่ง แต่พวกเขามักไล่เพรสคู่แข่งสูงกว่านี้ในเกมลีกเมื่อพบกับทีมที่มีคุณภาพด้อยกว่า

ถ้าเพรสซิงเกมมีอายุเก่าแก่ถึงขนาดต้องย้อนไปถึงยุค 1960 แล้วทำไมตอนนี้มันถึงดูใหม่อยู่ล่ะ? เพราะมันถูกพัฒนาและได้รับการปรับปรุงในยุคปัจจุบันนั่นเอง

การเล่นเพรสซิงเกมตามแบบฉบับของมิเชลส์คือการมีผู้เล่นระดับโลกอยู่ที่ในทีม ทำให้ไม่เคยมีใครเลียนแบบการเล่นดังกล่าวได้ แต่ในระหว่างยุค 1980 อาร์ริโก้ ซาคคี กุนซือผู้ยิ่งใหญ่ของมิลานปลุกกระแสความนิยมการเล่นแบบ ’ball-oriented defending’ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของฟุตบอลสมัยใหม่ มันคือระบบการเล่นที่ทุกคนในทีมวิ่งเข้าหาลูกบอลและไม่เข้าประกบคู่แข่งที่อยู่ไกลจากลูกบอล

Arrigo Sacchi ACMilan defensive

มิลานของซาคคีใช้แผนการเล่นดังกล่าว

มันไม่ใช่การเพรสซิงแบบตั้งหน้าตั้งตาบีบกดดันเพื่อแย่งบอลกลับมา แต่มันคือการสร้างสภาวะในอุดมคติสำหรับการกดดันคู่แข่ง ผลลัพธ์ของแท็คติคนี้ทำให้ทีมที่เป็นฝ่ายครองบอลมีพื้นที่ให้เล่นน้อยลงแถมมีผู้เล่นน้อยกว่าฝ่ายตั้งรับอีกต่างหาก เมื่อใดก็ตามที่ทีมหนึ่งเชี่ยวชาญการเล่นแบบ ’ball-oriented defending’ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก 3-4 คนในทีม เพื่อเล่นเกมเพรสซิงอีกต่อไป

กฎเปลี่ยนไป

บางทีปัจจัยสำคัญของการนำกฎห้ามผู้รักษาประตูใช้มือรับบอลจากการส่งคืนหลังของเพื่อนร่วมทีมมาใช้เมื่อปี 1992 น่าจะมาจากการกำจัดทางออกที่ง่ายที่สุดของกองหลังที่กำลังเผชิญความกดดัน ขณะที่วงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอก็มีการนำกฎกำหนดเวลาเล่นแต่ละเพลย์เพียง 24 วินาทีเข้ามาใช้เช่นกัน เพราะต้องการรองรับกับการเติบโตของเพรสซิงเกมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

ใหม่กว่านั้นคือ บาร์เซโลนาในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา นี่คือทีมที่มีอิทธิพลมากที่สุดนับตั้งแต่มิลานในยุคของซาคคี พวกเขาเล่นเพรสซิงในระดับที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มีภาษิตฟุตบอลโบราณกล่าวไว้ว่า ทีมมีความเสี่ยงมากที่สุดในช่วงไม่กี่วินาทีแรกหลังจากที่พวกเขาเสียบอล เพราะพวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการเล่นจากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตรรกะของกวาร์ดิโอลาสรุปเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีและมันยังถูกนำไปปรับใช้กับฝ่ายครอบครองบอลด้วย

สโมสรดังแห่งกาตาลันใช้ทฤษฎีนี้ฝึกซ้อมและเริ่มไล่เพรสซิงพร้อมกันยกทีมทันที่ที่เสียบอลตั้งแต่บริเวณหน้าเขตโทษคู่แข่ง และมันยังช่วยปิดเกมโต้กลับเร็วของคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย

ในขณะที่การเพรสซิงถูกบัญญัติว่าเป็นวิธีในการตั้งรับของทีมที่ไม่ได้เป็นฝ่ายครอบครองบอล แต่การไล่เพรสซิงแบบฉับพลัน(counter-pressing)ของบาร์เซโลนาอาจเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ในการเล่นเกมรุกได้เช่นกัน เพราะถ้าพวกเขาแย่งบอลกลับมาได้ มันมีแนวโน้มเกิดขึ้นในพื้นที่อันตรายสูง และ ในระหว่างที่กองหลังคู่แข่งกำลังขยับเติมเกมรุก บางคนถึงขนาดพูดว่า เราอาจได้เห็นทีมที่จงใจเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษคู่แข่งเพื่อใช้แผนเข้าเพรสซิงแบบฉับพลันในอนาคตอันใกล้

การถ่ายทอดในสนามซ้อม

มันแตกต่างจากเกมเพรสซิงของคล็อปป์ เพราะมันต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเห็นผล คุณสามารถสอนการเพรสซิงรูปแบบอื่นได้ด้วยการบอกวิธีการเล่นกับนักเตะ แต่สำหรับการเพรสซิงแบบฉับพลันนั้นสอนอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องฝึกซ้อมแบบหนักหน่วงด้วย

ตอนที่ FFT เดินทางไปสัมภาษณ์พิเศษ เจอร์เก้น คล็อปป์ ระหว่างเข้าแคมป์เก็บตัวช่วงฤดูหนาวกับดอร์ทมุนด์เมื่อ 3 ปีก่อน เขาบอกกับเราว่า “คุณต้องฝึกประสาทในการเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่แย่งบอลคืนได้ในทันทีหลังจากเสียบอล คุณต้องสอนจนกระทั่งมันกลายเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติ”

เซบาสเตีย เคห์ล อดีตกัปตันทีมดอร์ทมุนด์ที่แขวนสตั๊ดเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาอธิบายว่า “ในช่วงเริ่มต้นนักเตะจะได้รับสัญญาณในการเริ่มเล่นเกมเพรสซิงแบบฉับพลัน แต่ครั้งต่อๆไปคุณจะพึ่งสัญญาณน้อยลง เพราะทุกคนรู้สึกถึงมันดีขึ้น”

“คุณจำเป็นต้องมีนักเตะที่มีสไตล์การเล่นแบบนี้คนหนึ่งในทีม เมื่อเกมเข้มข้นมากขึ้น คุณจำเป็นต้องมีผู้เล่นที่ไม่เพียงแค่ไล่เพรสซิงสูงเพราะเข้าใจแท็คติค แต่เขาต้องเต็มใจวิ่งและแย่งบอลกลับมาตลอดเวลาด้วย”

ไฮบัลลาเห็นด้วยกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “เพรสซิงคือความเข้มข้น มันดูบ้าคลั่งและเกี่ยวข้องกับการใช้สปีดเยอะมาก มันยากต่อการทำให้กองหน้าสไตล์คลาสสิคเชื่อมั่น เพราะเขาจะพูดว่า ‘ผมอยู่ในกรอบเขตโทษเพื่อยิงประตู ไม่ใช่ไล่คู่แข่งไปรอบๆ’ ”

อย่างไรก็ดี รูปแบบการเล่นมากมายของเพรสซิงเกมคงลดน้อยลงในอนาคต แต่ที่แน่ๆคือมันจะยังอยู่และพัฒนาขึ้นไปอีก เมื่อ ทอมมี กอร์แมน ถูกถามเมื่อปี 1934 ว่า ทีมอื่นควรใช้แผนฟอร์เช็คกิงหรือไม่ โดยเขาตอบว่า “พวกเขาต้องใช้