จากหัวขโมยสู่พระเจ้า : เปิดตำนาน ‘ก็อดซลาตัน’

FFT จะพาแฟนๆชายไทยไปรู้จักกับชายชื่อ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตำนานผู้ยังมีชีวิตแห่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ให้เพิ่มมากขึ้น… 

HONOURS

  • 1998-99 มัลโม: ไม่มี
  • 2001-02 อาแจกซ์: ฮอลแลนด์ เอร์ดิวิชั่น, KNVB คัพ
  • 2004-05 ยูเวนตุส:  เซเรียอา (ต่อมาถูกยึดแชมป์เหตุคดีอื้อฉาว)
  • 2006-07 อินเตอร์: เซเรียอา , อิตาลี ซุปเปอร์คัพ
  • 2009-10 บาร์เซโลน่า: ลาลีกา, ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ, ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ
  • 2010-11 มิลานเซเรียอา
  • 2012-13 เปแอสเช: ลีกเอิง

“ผมขอดาวรุ่ง 2 คน” ชายคนหนึ่งบอกเจ้านายของเขา เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว หลังย้ายทีมมาวันแรก

“เพื่ออะไรว่ะ?” บอสคนดังกล่าว ถามกลับ

“ฝึกซ้อมครับ”

ชายคนนั้นต้องการให้เด็กๆมาช่วยเขาซ้อมยิงวอลเล่ย์ โดยคนหนึ่งมีหน้าที่เปิดบอล ส่วนอีกคนคอยป้องกันประตู

เรื่องเล่าดังกล่าวถูกเล่าปากต่อปาก จนเพื่อนร่วมทีมในตอนนั้นต่างสงสัยว่าเขาคนนี้เป็นคนยังไง ก่อนที่วันต่อมาและต่อไปเรื่อยๆ ทุกคนจะรู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เขาคนนั้น จาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในฐานะของ “ราชา” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งรั้ว ปีศาจแดง ผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของทีมไปตลอดกาล

ชื่อของเขา คือ เอริค คันโตน่า…

พระเจ้าแห่งแมนเชสเตอร์

การมาของ คันโตน่า เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 1992 คือ จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในยุคใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด 

และเกือบ 25 ปีต่อมา “ปีศาจแดง” อาจจะได้เปิดศักราชใหม่ของทีมเนื่องด้วยการมาของเทพเจ้าที่เกิดมาด้วยคาแรคเตอร์ของผู้ชนะอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

“ผมจะไม่เป็นราชาแห่งแมนเชสเตอร์” อดีตดาวยิงทีมชาติสวีเดน กล่าวในวันเปิดตัวกับทีม “ผมจะเป็นพระเจ้าแห่งแมนเชสเตอร์”

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “ซลาตัน เอ็งจะมีปัญญาหรือ?” ในเมื่อคุณอายุตั้ง 35 ปีแล้ว คุณยังมั่นใจที่จะประกาศอะไรแบบนี้หรือ? นี่มันทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทีมหนึ่งอย่าง ยูไนเต็ด เลยนะ และพวกเขาก็ไม่ได้คว้าแชมป์ลีกมาสามปีเข้าให้แล้ว

ซึ่งทุกอย่างยังไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ในตอนนี้

Zlatan Ibrahimovic

ยังถล่มประตูได้เหมือนเดิม

เด็กชายซลาตัน

ย้อนกลับไปในอดีตนั้น โลกเกือบไม่ได้รู้จักกับ “ก็อด ซลาตัน” แล้ว โดย อิบรา มาจากครอบครัวที่ไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปและยากจน พ่อของเขาติดเหล้าอย่างหนัก และทำร้ายลูกบ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อ ซลาตัน อายุได้ 2 ขวบ พ่อกับแม่ของเขาก็แยกทางกันอีกด้วย

นั่นทำให้ “พระเจ้า” มีปัญหาทางจิตใจ จนส่งผลให้เขาติดนิสัยลักเล็กขโมยน้อยตั้งแต่เด็ก โดย อิบราฯ ขโมยทั้งจักรยาน, ขนม, รถ และอื่นๆอีกมากมาย

“พ่อไม่เคยดูแลผม” ตำนานเลือดสวีดิช รำลึกความหลัง “ผมดูแลตัวเองมาตลอด ผมเจ็บปวดมากๆ จนไม่สามารถอธิบายได้เลย”

เช่นเดียวกับ โรงเรียน ที่ อดีตดาวยิงบาร์เซโลน่า เกลียดเป็นที่สุด เพราะว่าเขาพูดไม่ชัด จนทำให้อายเพื่อนๆ

“ผมอยู่ที่โรงเรียนนี้มา 33 ปี และผมพูดได้เต็มปากว่า ซลาตัน คือ นักเรียนที่ติดท็อป 5 ของเด็กเกเรมากที่สุดตลอดกาล” ครูใหญ่โรงเรียน Sorgenfriskolan กล่าว “ถ้าเขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลแล้วละก็ ชีวิตของเขาจะเหลวเป๋วอย่างแน่นอน”

โชคดีที่ ฟุตบอล ทำให้เขาเดินทางไม่ผิด พร้อมกับทำให้ ซลาตัน ได้มีโอกาสไปเทสแข้งกับ มัลโม่ เมื่ออายุ 11 ปี

“ผมไม่ได้เว่อร์นะ แต่ผมบอกได้เลยว่า เขาซ้อมฟุตบอลวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน” โอล่า กัลล์สแต็ด โค้ชของ อิบรา ที่ มัลโม่ ตอนอายุ 14 ถึง 18 ปี เผยกับ FFT “เขาเหมือนอยู่ในความฝัน เขาแทบจะไม่พลาดการซ้อมเลยสักครั้ง และตอนกลับบ้าน เขาก็ไปซ้อมที่สนามปูนอีก”

“เขาไม่ใช่ประเภทพวกพรสววรค์สูงนะ ที่จริง ตอนนั้น เด็กที่ชื่อ โทนี่ ฟายแกร์ ยังดูน่าสนใจกว่าเขาอีก แต่ว่าเมื่ออายุ 16 ปี ซลาตัน ก็ฉายแสง”

ตัวปัญหา?

บางคนอาจจะคิดภาพว่า “เดอะ ก็อด” เป็นพวกปัญหาเยอะและสร้างแต่เรื่องตลอด ทว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่

“เขามาจากสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากใน Rosengaard ที่ที่คุณจะต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง” กัลล์สแต็ด รำลึก “หลายคนมักมองเขาว่าเป็น แบดบอย แต่ผมไม่คิดว่า ซลาตัน คือ พวกสร้างปัญหา ซึ่งที่จริงมันแทบตรงข้ามสุดๆ เขาปกป้องเพื่อนๆเสมอตอนมีเรื่องในสนาม”

หลังจากนั้น อิบรา กลายมาเป็น ดาวรุ่งพุ่งแรงของ มัลโม่ พร้อมกับเติบโตขึ้นมาด้วยการชื่นชอบฟุตบอลบราซิล และมี โรนัลโด้ เป็น ไอดอล

อย่างไรก็ตาม ตำนานเลือดไวกิ้ง กลับเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาอันย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อ มัลโม่ ตกชั้นสู่ ดิวิชั่น 2 ในปี 2000 แต่นั่นก็ทำให้ ซลาตัน ได้โอกาสลงเล่นมากขึ้น

โดยในปีนั้น ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อ แมกนุส และ เฟรดริก เกิรท์เท่น สร้างสารคดีชื่อ Vagen Tillbaka หรือในภาษาไทยที่เรียกว่า “กลับสู่เส้นทาง” โดยทั้งหมดเป็นเรื่องของสโมสรดังแห่งแดนฟรีเซ็กส์ที่พยายามไต่เต้ากลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ซึ่ง อิบรา ในวัย 18 ปี เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง

“เราไม่ได้วิดีโอฟุตเทจของ ซลาตัน เยอะมาก แต่เรามีวิดีโอเทปของเขาที่บ้านมากมาย เพราะว่า เขานั้นน่าสนใจมากๆ” แมกนุส บอกกับ FFT “หลังจาก ซลาตัน ปล่อยหนังสือชีวประวัติส่วนตัวออกมา เราจึงตัดสินใจปล่อยมัน(วิดีโอลงยูทูป)เช่นกัน ตอนนั้น พวกเราสนิทกับเขามากๆ เขายอดเยี่ยมและเปิดใจสุดๆเลย ”

ในตอนนั้น อิบรา ยังไม่ดังและมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีมในเรื่องของจังหวะการเล่นบ่อยครั้ง

“คนอื่นน่าจะเข้ากับผมได้ยาก” ก็อดซลาตัน กล่าวในวิดีโอ “บางทีเพื่อนร่วมทีมของผมอาจจะโกรธผม แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเกม ฟุตบอลไม่สนุกหรอก ถ้าคุณไม่สามารถเลี้ยงบอลในเกมได้ ฟุตบอลควรจะสนุก และถ้ามันไม่สนุก เราจะเล่นมันไปทำไมละ?”

ในปีที่ มัลโม่ อยู่ในลีกรอง อิบรา ได้ลงเล่นในฐานะกองหน้าตัวจริง พร้อมกับยิงได้ 12 ลูก จนช่วยให้รองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 1979 คืนลีกสูงสุด หลังตกชั้นเพียงปีเดียวเท่านั้น แต่เพื่อนร่วมทีมหลายคนก็ไม่ได้ชื่นชอบเขาเท่าไร

“เขามีความคิดว่า เขาเหนือกว่าทุกคนในทีม ทั้งๆที่ตอนนั้นเขายังไม่ดังด้วยซ้ำ” ฮาสเซ แมตติสสัน กัปตันทีมในตอนนั้น บ่น “เขาคิดว่าตัวเองเป็น ดิเอโก้ มาราโดน่า คนใหม่ เอาจริงๆ ทุกคนก็พูดแบบนั้นได้ แต่ไม่มีใครทำนะ”

“ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งมีคนจากสโมสรอื่นมาถามผมว่า มันคิดว่ามันเป็นใครว่ะ? ผมเชื่อว่าหลายคนคิดว่า คนอย่าง ซลาตัน ไม่น่าจะฉลาดหรือแกร่งพอที่จะเป็นนักเตะระดับโลกได้หรอก” แมกนุส คนเดิม เล่า

Zlatan Ibrahimovic

ลงเล่นพบทีมเก่าอย่าง มัลโม่ ในปี 2015

ก้าวสู่อัมสเตอร์ดัม

ทว่า หลังจากที่พาทีมเลื่อนชั้น ซลาตัน ในวัย 19 ปี ก็ถูกปล่อยให้ อาแจกซ์ ด้วยค่าตัวถึง 8.7 ล้านยูโร ซึ่งบรรยากาศในห้องแต่งตัวในวิดีโอนั้น มีภาพของ แมตติสสัน ที่นิ่งไปหลังจากอ่านข่าวดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ พร้อมพูดว่า “โอเค ผมคิดว่าผมต้องแสดงความยินดีกับเขาหน่อย”

ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะไปถึงหูของ อิบรา ซึ่งในวิดีโอนั้นแสดงให้เห็นว่า เขายิ้มและพูดว่า “ผมบอกคุณแล้วว่า ผมเทพ”

“ผมไม่คิดว่า แมตติสสัน ซึ่งเป็นคนที่ผมรู้จักดีคนหนึ่ง พูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับ ซลาตัน นะ” กัลล์สแต็ด(เลื่อนขึ้นไปดูว่า ใคร ฮา) กล่าว “ถ้ามีเด็กวัยรุ่นสักคนเข้ามาพร้อมกับทำตัวกร่างๆกับรุ่นพี่อายุ 30 ปี คงไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่พอใจ แต่ ซลาตัน ไม่ได้แคร์อะไรไง”

แน่นอนว่า อาแจกซ์ รู้เรื่องนี้ดี แต่พวกเขาก็พร้อมจะเสี่ยง ซึ่งกาลเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า อิบรา ไม่ได้ตัวปัญหาของทีม ทั้งยังเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง

โดยนับตั้งแต่จาก มัลโม่ ในปี 2001 “บร๊ะเจ้า” ได้แชมป์ลีกถึง 13 ครั้งจาก 15 ซีซั่นที่ลงเล่นให้กับ อาแจกซ์, ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

พูดง่ายๆว่า ซลาตัน ไปที่ไหน ‘แชมป์’ ตามไปที่นั่น

นอกจากนี้ ตำนานสวีดิช ยังต้องการที่จะชนะในทุกครั้งที่ฝึกซ้อม ในทุกเกมอุ่นเครื่อง และเล่นเต็มที่ทุกครั้งที่ลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นเกมที่มีความหมายหรือไม่

“หลังจากผมดูเขา 15 นาที ผมรู้เลยว่าเขาเก่ง” ลีโอ บีนฮัคเกอร์ อดีตกุนซือชื่อดัง ที่ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ อาแจกซ์ฯ กล่าว “ตอนเราใกล้ปิดดีลแล้ว ผมบอกเขาเล่นๆว่า ‘ถ้าเอ็งฟัค(fuc*)ข้า ข้าจะฟัคเอ็ง’ แล้วเขาก็มองหน้าผม แล้วบอกว่า ‘ไม่ต้องกังวลไปครับ ผมจะไม่ฟัคท่าน ผมจะทำให้มันเกิดขึ้น’

อันหมายถึงว่า ผมจะสร้างปรากฎการณ์ให้ท่านเอง

“ตั้งแต่เริ่ม เขาซ้อมหนักและขยันมาก ซึ่งมันให้ความรู้สึกว่า ถ้าเรามีนักเตะที่มีทัศนคติและบุคลิกแบบเขาสัก 11 คน เราจะได้แชมป์ง่ายๆ”

เช่นเดียวกับ โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่พูดในทำนองเดียวกัน หลังเคยร่วมงานกับ ซลาตัน ที่ อินเตอร์ฯ ระหว่างปี 2006 ถึง  2008

“เขาจริงจังเสมอตอนฝึกซ้อม” อดีตนายใหญ่แมนฯ ซิตี้ เล่าให้ FFT ฟัง “เขารู้ว่าเขาดีที่สุด และเขาจะบอกคุณเสมอ เขาเป็นคนที่คุณต้องการ หากคุณอยากชนะ เขาอาจจะเป็นคนที่รับมือได้ยากในบางที แต่ผมไม่เคยมีปัญหากับเขา เพราะว่าเขาสร้างความแตกต่างได้”

Zlatan Ibrahimovic

ในสีเสื้องูใหญ่