Analysis

จากปาก บิลลี่ บีน: แนวคิด มันนี่บอล ใช้กับกีฬาฟุตบอลได้หรือไม่?

บุรุษผู้บุกเบิกการใช้ข้อมูลสู่ความสำเร็จในกีฬาเบสบอล พูดคุยกับเราถึงเรื่องที่ฟุตบอลกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล และเหตุใดตัวเลขถึงไม่ไปไหน แม้จะเกลียดมันยังไงก็ตาม

We are part of The Trust Project What is it?

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่จาก FourFourTwo – The Numbers Game: How Data is Changing Football – จะพาทุกท่านไปสำรวจว่าการใช้ข้อมูลทำให้วงการกีฬาเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งเราได้มีโอกาสพูดคุยกับ บิลลี่ บีน บุรุษผู้นำการวิเคราะห์สืบเสาะข้อมูลต่างๆ ในเชิงลึก เป็นตัวช่วยสู่ความสำเร็จในกีฬาเบสบอล (และเขายังเป็นสมาชิกหนังสือเราด้วย – รสนิยมดีไม่เลวเลยล่ะ)

แนวทางสู่ความสำเร็จของเขาทำให้เกิดหนังสือชื่อ Moneyball ซึ่งได้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยมี แบรด พิทท์ สวมบทเป็นเขา ซึ่งแม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ยังทำไม่ได้ (ในตอนนี้น่ะนะ)

บีนยังให้ความสนใจในกีฬาฟุตบอลอย่างมาก ล่าสุดเขาก็กระโดดสู่วงการฟุตบอลอย่างเต็มตัวด้วยการร่วมซื้อหุ้นสโมสร บาร์นสลี่ย์ ในลีกแชมเปี้ยนชิพแบบสดๆ ร้อนๆ ซึ่งคงไม่มีใครที่จะเล่าถึงวิธีการที่ใช้สถิติพลิกเกมการแข่งขันได้ดีกว่าเขาแล้วล่ะ

ช่วยอธิบายถึงแนวทางที่คุณใช้กับ โอ๊คแลนด์ แอธเลติกส์ และเปลี่ยนแปลงวงการเบสบอลหน่อยครับ

“แนวทางของมันกลายมาเป็นผลลัพธ์ของสโมสรในขณะนี้ คือปัจจุบันมีทีมในเมเจอร์ลีกเบสบอลกว่า 30 ทีม ดังนั้นมันก็คล้ายๆ กับฟุตบอลสโมสรยุโรปน่ะนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เบิร์นลี่ย์ เป็นสองสโมสรที่แตกต่างกันมาก แม้จะเล่นในพรีเมียร์ลีกเหมือนกันก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เบิร์นลี่ย์จึงต้องใช้วิธีการที่แตกต่างในการสร้างทีมเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแมนฯ ยูไนเต็ดได้”

“สำหรับเราแล้วหมายความว่า หากใช้วิธีการแบบเดียวกับที่ นิวยอร์ก แยงกี้ส์ ซึ่งคล้ายคลึงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำ เราก็คงจะจบฤดูกาลในแบบที่เราจ่ายค่าเหนื่อยนักกีฬาไหว หากคุณมีเพดานค่าเหนื่อยต่ำ คงหนีไม่พ้นการจบอันดับสุดท้ายของตาราง นี่จึงเป็นโอกาสของเรา เพราะเราไม่มีอะไรจะเสียเพื่อทดลองบางสิ่งที่แตกต่างออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา”

เราประสบความสำเร็จในทันที แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด คือเราเข้าใจว่าทำไมเราถึงประสบความสำเร็จ

แนวทางนี้นำความสำเร็จอะไรมาสู่คุณบ้าง?

“ระหว่างปี 2000 ถึง 2003 ทีมของเรามีช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร เราคว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 ครั้ง รวมถึงพื้นที่ในรอบไวลด์การ์ด … ถือว่าเราประสบความสำเร็จในทันที แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด คือเราเข้าใจว่าทำไมเราถึงประสบความสำเร็จ และก็เข้าใจว่ามีจุดไหนบ้างที่เราพลาดไป เพราะตัวเลขมันขึ้นโชว์ให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว

“ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องลี้ลับเลยว่าทำไมมันถึงได้ผลหรือไม่ได้ผล มันคือกระบวนการ และเราก็ให้ความสนใจในกระบวนการสร้างความสำเร็จมากกว่ายอมรับผลแล้วว่ากันใหม่คราวหน้า นั่นแหละ มันมีโครงสร้างและมีกระบวนการวิเคราะห์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้เรามองย้อนกลับไปและทำความเข้าใจว่าเราทำอะไรพลาดไป และเหตุใดถึงประสบความสำเร็จ มันคือโรดแมปที่ชัดเจนอยู่น่ะนะ”

“เราต้องการนำสัญชาตญาณออกจากกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งประสบการณ์ในการแข่งขันได้ส่งผลถึงมุมมองที่เรามองมันด้วย เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกคือส่วนสำคัญของการที่ผู้คนมองสิ่งต่างๆ และเรารู้สึกว่าข้อมูลตัวเลขสามารถดึงความรู้สึกนั้นออกมาได้”

รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้เห็นหลายทีมในหลายชนิดกีฬาพยายามทำสิ่งที่คุณทำกับโอ๊คแลนด์ เอส์?

“ก็รู้สึกดีนะครับ แล้วก็น่าตื่นเต้นด้วย เพราะผมเองก็เป็นแฟนตัวยงของฟุตบอลยุโรปอยู่แล้ว แล้วก็ชอบที่จะได้เห็นยอดทีมปะทะกันด้วย ผมได้ไปอังกฤษแบบฟรีๆ หลายรอบก็เพราะแบบนี้แหละ ย้ำอีกครั้งว่าผมซาบซึ้งกับมันมาก และหวังว่ามันจะคงอยู่ต่อไป”

การนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สโมสรฟุตบอลและทีมกีฬาต่างๆ เริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้รึเปล่า?

“ครับ ผมคิดว่าก็มีส่วนนะ เพราะฮอลลีวูดคือเส้นทางอันน่าทึ่งในการเข้าถึงผู้คนทั้งโลก แต่จริงๆ มันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ตอนที่หนังสือออกวางขาย ก็มีผู้คนมากมายที่สนใจนำแนวคิดนี้มาใช้กับกีฬาฟุตบอลติดต่อมาที่ผม แม้จะไม่มากเหมือนตอนที่ออกมาเป็นภาพยนตร์แล้วก็ตาม”

“การสร้างภาพยนตร์ทำให้แนวคิดนี้ก้าวข้ามจากเรื่องของผู้บริหารสู่คนทั่วไป เพราะมันทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส, ลัตเวีย, อังกฤษ เข้าถึงมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ แบรด พิทท์ แสดงนำ แม้หนังสือจะทำให้แนวคิดนี้เป็นที่สนใจของผู้บริหาร แต่ก็เข้าถึงผู้คนไม่ได้มากขนาดที่ภาพยนตร์ทำได้ เพราะฮอลลีวูดมีหนทางในการทำแบบนี้อยู่แล้วนั่นเอง”

“ผมล่ะปลื้มกับการแคสตัวนักแสดงจริงๆ”

เคยมีกระแสต่อต้านหรือเหยียดหยามในแนวทางดังกล่าวจากทีมของคุณเองบ้างมั้ย?”

“อันที่จริงเราไม่ได้สนใจโน้มน้าวผู้คนเท่าไหร่ เราไม่สนว่าคนจะเชื่อในสิ่งที่เราทำหรือไม่ด้วยซ้ำ 

พูดตรงๆ เลยว่ามันกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่มีใครเชื่อมั่นวิธีการของเราตั้งแต่แรก ซึ่งไม่เกิดขึ้นแล้วในวงการเบสบอลตอนนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ทุกทีมในเมเจอร์ลีกเบสบอลมีฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลกันทั้งนั้น ผมไม่พยายามทำให้ใครเชื่อนะ ถ้าคุณถาม ผมก็ตอบให้แบบตรงๆ ถ้าไม่เชื่อที่ผมพูด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของคุณ”

“แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนแรกที่เราเริ่มทำเรื่องนี้ ผมก็คงจะพูดแบบนั้น หมายถึงในแง่ของคำว่า ‘การวิเคราะห์’ นะ ไม่ใช่ในเรื่องของการใช้ข้อมูลในทีมกีฬา ที่มันไปไกลกว่าตอนที่ผมเริ่มทำมากแล้ว ลองยักษ์หลุดออกมาจากตะเกียงแบบนี้ก็เอากลับเข้าไปยากล่ะ”

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการใช้หลักวิเคราะห์กับกีฬาฟุตบอล?

“มันเป็นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากนะ เบสบอลเป็นกีฬาที่มีการหยุดระหว่างเล่นบ่อยซึ่งมันทำให้ประเมินอะไรง่าย แต่ในทางกลับกัน มีสิ่งต่างๆ มากมายเกิดขึ้นระหว่างเกมฟุตบอลแต่ละนัดมากกว่าที่เกิดในเกมเบสบอลเยอะ และใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแบบจำลองนี้ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์หรือคณิตศาสตร์ ก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยิ่งมีข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งช่วยให้การทำแบบจำลองดีขึ้นด้วย”

“มันอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นที่อาจไม่มีในกีฬาเบสบอลด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และเมื่อเป็นเช่นนี้ การทำนายสิ่งต่างๆ ก็ยิ่งยากตามไปด้วย”

ติดตามสารคดีของเราได้ที่นี่ (สามารถเลือกคำบรรยายเป็นภาษาไทยได้)