Analysis

จากผู้พิชิตแชมป์โลก : เหตุใด มาริโอ เกิทเซ่ ไม่มาตามนัด?

ในปี 2014, เขาทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก หลัง โจอาคิม เลิฟ บอกกับเขาว่า “โชว์ให้เห็นว่านายดีกว่า เมสซี่” เหตุการณ์ผ่านมา 4 ปี อดีตโกลเด้นบอยของทัพ อินทรีย์เหล็ก กำลังดิ้นรนเพื่อการค้าแข้งต่อไป

We are part of The Trust Project What is it?

ในการแข่งขันยูโรป้าลีกรอบ 32 ทีม เลกแรก ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ อตาลันต้า เกมเสมอกันอยู่ที่ 2-2 ก่อนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หลังจากนั้น เจ้าบ้าน ส่งบอลไปสู่ก้นตาข่ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้มีชัยชนะก่อนจะต้องไปเยือน อิตาลี ในเกมเลกสอง

ในจังหวะนั้น แนวรับ อตาลันต้าเคลียร์บอลให้พ้นจากอันตรายอันตราย แต่บอลตกมาอยู่ที่เท้าของ มาริโอ เกิทเซ่ ที่อยู่ห่างจากกรอบเขตโทษไม่กี่หลา เกิทเซ่ มีเวลาแค่เศษเสี้ยวเดียวในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป มีสองทางเลือกหลักๆ เขาสามารถลองยิงในจังหวะแรกและหวังว่าลูกบอลจะพุ่งผ่านคู่แข่งที่เรียงกันเป็นตับเข้าประตูไป หรือ ครอบครองบอลไว้ แล้วหาเพื่อนร่วมทีมจ่ายบอลให้ แต่นั่นจะทำให้แนวรับคู่ต่อสู้กลับมาตั้งหลักได้

วิสัยทัศน์

เกิทเซ่ สร้างทางเลือกที่สามขึ้นมา เขาใช้เท้าขวาแทงบอลยัดเข้าไปเหมือนนักกีฬาสนุ๊กเกอร์ บอลพุ่งกลับเข้ามาในกรอบเขตโทษและเข้าสู่เท้าของ มิชี่ บาตซูอายี่ หมุนตัวยิงประตูชัยให้ ดอร์ทมุนด์ หลังบอลไปกองที่ก้นตาข่าย บาตซูอายี่ ชี้กลับมาที่ เกิทเซ่ ทันที โดยรู้อย่างเต็มอกว่า เพื่อนร่วมทีมของเขา ไม่ได้มีแค่ความสามารถเฉพาะตัวที่ดี แต่ยังมี วิสัยทัศน์การเล่นบอลที่เหนือธรรมดา

หากมองย้อนกลับไป เกิทเซ่ เคยเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์สูงที่สุด ในทีมชาติเยอรมัน ไม่สิ..อาจจะทั่วทั้งยุโรป นั่นทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เขาซัดลูกวอลเลย์คว้าแชมป์ให้เยอรมันในฟุตบอลโลก 2014 มีเรื่องเล่าขานว่า ดาวรุ่งวัย 22 ปี กำลังเตรียมตัวลงสนามในนาทีที่ 88 ของเกม โจอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน กระซิบในหูเขาว่า “โชว์ให้เห็นว่านายดีกว่า เมสซี่”  ประมาณ 45 นาทีต่อมา ลูกยิงของ เกิทเซ่ ทำให้ไอค่อนลูกหนังชาวอาร์เจนอย่างเมสซี่ ต้องน้ำตาตก

แต่ ณ ปัจจุบัน ดาวเตะผู้ทำลายความฝันของเมสซี่ ไม่ได้มีส่วนร่วมในฟุตบอลโลกที่รัสเซียครั้งนี้ ตั้งแต่ฟุตบอลยูโร 2016 เกิทเซ่ ลงสนามไปแค่เกมเดียวกับทีมชาติในฐานะตัวสำรอง และเมื่อทีมแชมป์โลกมีคิวอุ่นเครื่องกับ สเปน และ บราซิล ในเดือนมีนาคม เขาไม่ถูกเรียกเข้ามาติดทีม แม้ร่างกายจะฟิตสมบูรณ์

โจอาคิมเลิฟ เผยว่า “เขามีศักยภาพที่น่าเหลือเชื่อ แต่ในตอนนี้เขายังไม่อยู่ในฟอร์มที่ดี เราขอดูไปก่อน”

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ดอร์ทมุนด์ ถูกเขี่ยตกรอบยูโรป้าด้วยน้ำมือของ เรดบูล ซัลบวร์ก เกิทเซ่ ถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง และ ปีเตอร์ สโตเกอร์ โค้ชของเขาได้ออกมาวิจารย์อย่างรุนแรงว่า “ผมมีปัญหากับ มาริโอ เพราะว่าเขาไม่ทำอะไรเลยที่เขาถูกสั่งให้ทำ”

มีการคาดเดากันไปว่า เกิทเซ่ หลงระเริงไปกับสิ่งล่อตาล่อใจจากชื่อเสียงที่มาเร็วเกินไป แต่เรื่องนี้มันซับซ้อนมากกว่าที่คิด อย่างไรก็ตามเขาอาจจะเป็นแค่คนที่เงียบขรึม เกิทเซ่เป็นคนที่ฉลาดและมาจากครอบครัวที่ดี

เขาย้ายจาก บาวาเรีย มาที่ ดอร์ทมุนด์ เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เนื่องจาก พ่อของเขาที่เป็น ศาสตราจารย์ในด้านการประมวลผลข้อมูล ได้ถูกเสนองานในตำแหน่งที่เติบโตขึ้น จากสถาบันเทคโนโลยีของเมือง เกิทเซ่ ศรัทธาในคาธอลิค เขาเป็นคนนอบน้อมและถ่อมตัว

เมื่อเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมาเขาได้ออกหนังสือเด็กออกมาซึ่งเน้นการสอนในด้าน “ความเคารพ, ความอดทน, และ ความใจกว้าง”

เดินผิดทาง

แล้วทุกอย่างมันผิดพลาดขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ?

หากมองย้อนกลับไป จุดหักเหเส้นทางการค้าแข้งของ เกิทเซ่ คือการตัดสินใจไปร่วมทีมคู่แข่งแย่งแชมป์ของ ดอร์ทมุนด์ อย่าง บาเยิร์น มิวนิก ในปี 2013  เขายอมรับหลังจากย้ายกลับมาที่ดอร์ทมุนด์อีกครั้งในปี 2016 “ผมรู้แล้วว่าหลังจาก 3 ปีที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปได้ผมจะไม่ตัดสินใจแบบนั้น แต่มันคือการตัดสินใจของผม และผมจะไม่ซ่อนมัน ในตอนนั้นผมอยากจะลองเสี่ยง”

หลังจากนั้น เกิทเซ่ ได้โพสต์วิดีโอความยาว 80 วินาที ลงเฟสบุ๊คของเขา วิดีโอได้รวมเหตุการณ์ที่น่าจดจำตลอดปีที่ผ่านมา มีรูปถ่ายจากทีมชาติ และ ในช่วงที่อยู่กับดอร์ทมุนด์ แต่กลับไม่มีภาพของเขาในชุดของ บาเยิร์น มิวนิกเลยซักรูป แม้จะได้ดับเบิ้ลแชมป์กับทีมในปีสุดท้าย

ในตอนแรกหลังการย้ายทีม ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย หลังจากที่ เกิทเซ่ ได้รับ เหรียญตรา ฟริทซ์ วอลเตอร์  นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของเยอรมัน ในปี 2009 และ 2010 เขาถูกยกย่องว่านี่คือ เมสซี่แห่งเมืองเบียร์

และหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาย้ายจาก ดอร์ทมุนด์ สู่ บาเยิร์น ก็เพราะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้ที่มีส่วนในการปลุกปั้น เมสซี่ เป๊ป กำลังมองหานักเตะที่จะเข้ามาเติมเต็มสไตล์การเล่นอันซับซ้อนของเขา และเข้ากับแผนการเล่นโดยใช้ตำแหน่ง กองหน้าตัวหลอก (ฟอลส์ไนน์)

เข้ากันไม่ได้

กลับกลายเป็นว่า กองหน้าตัวหลอก ไม่จำเป็นอีกแล้ว ในปี 2014 เขานำกองหน้าตัวจริง เพื่อนเก่าจากทีมเก่าของ เกิทเซ่ นั่นก็คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทันใดนั้น เป๊ป ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับดาวรุ่งชาวเยอรมันผู้นี้ อูลี เฮอเนส ประธานสโมสรเสือใต้ ถึงกับเปิดเผยออกมาว่า การเซ็นสัญญาครั้งนี้ไม่ได้มาจากตัวเป๊ป แต่มาจากสโมสรเอง

“กวาร์ดิโดล่า ต้องการจะเซ็นสัญญา เนย์มาร์ แต่เขาไม่สามารถสร้างดีลนั้นได้ เป๊ป ต้องการผู้เล่นที่คล้ายๆกัน เราจึงเลือก เกิทเซ่”

ความผิดพลาดจากการทุ่มเงินซื้อตัวล้มเหลว ในช่วงต้นปี 90 ยังคงหลอกหลอนพวกเขาอยู่ นโยบายของบาเยิร์นในการซื้อผู้เล่นบราซิลก็ต่อเมื่อ นักเตะคนนั้นได้พิสูจน์ตัวเองใน บุนเดสลิก้า แล้ว

อ้างอิงจาก มาร์ติ เปราเนา ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของ เป๊ป กล่าวกับหนังสือพิมพ์ของเยอรมันว่า “กวาร์ดิโอล่า ไม่เคยมีปัญหากับการที่ได้ เกิทเซ่ มาแทน เนย์มาร์ และ เกิทเซ่ นั้นได้รับเครดิตน้อยเกินกว่าสิ่งที่เขาทำไว้ที่บาเยิร์น”

ฟังแล้วเป็นเรื่องที่เชื่อได้ หากอยู่ในสภาพที่ฟิตสมบูรณ์ เกิทเซ่ นั้นได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอกับบาเยิร์น ในฤดูกาลแรก เขาพลาดไปแค่ 7 เกมในลีก และ1 เกม ในแชมเปียนส์ลีก เขาห่างจากคำว่าล้มเหลว แต่เขามีปัญหาในการปรับตัวในการเป็น ‘ปลาใหญ่ในบ่อใหญ่’ หลังจาก เกิทเซ่ ย้ายออกมา เป๊ป ได้เผยว่า “มันไม่ง่ายสำหรับมาริโอ เขามีกองหน้า 7 คน และมันไม่ง่ายกับผมเช่นกัน แต่เมื่อเขากำลังจะไปได้สวย อาการบาดเจ็บจะเข้ามาหาเขา”

ผลวินิจฉัย

มาถึงจุดนี้ ได้ข้อสรุปแล้วว่าสาเหตุที่ เกิทเซ่ กราฟชีวิตตกลงไป เนื่องจากอาการบาดเจ็บ เขาเริ่มมีอาการบาดเจ็บตั้งแต่อายุ 19 เขาถูกพักไป 3 เดือน เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ กระดูกเชิงกราน หลายปีหลังจากนั้น เขาประสบปัญหาบาดเจ็บอีกครั้งหลัง กล้ามเนื้อต้นขาฉีก ในระหว่างเกมในรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกกับ เรอัล มาดริด

หลายคนได้กล่าวว่าอาการบาดเจ็บนั้น ส่งผลให้ดอร์ทมุนด์ต้องชวดแชมป์ไป นั่นก็เพราะ หลังจาก เกิทเซ่ เดินกระเผกออกมาข้างสนาม หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ข่าวได้ออกมาว่า เกิทเซ่ ได้ย้ายไปร่วมทีม บาเยิร์น ในฤดูกาลหน้าแล้ว โลธ่าร์ มัธเธอุส ออกมาโต้แย้งว่าอาการบาดเจ็บของเขานั้นเกิดจากสภาพจิตใจและความเครียด หลังเกิทเซ่ต้องตกอยู่ท่ามกลางสื่อมวลชนอันบ้าคลั่ง และแน่นอน การรังแกจากแฟนบอล

แต่หลังจากนั้นเหมือนทฤษฏีนั้นจะไม่เป็นจริง เพราะอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อนั้นได้หลอนหลอน เกิทเซ่ อยู่ตลอดเวลา ในฤดูกาลสุดท้ายของเขากับบาเยิร์นเขาเริ่มกลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง 9 เดือนก่อนที่เขาจะย้ายกลับดอร์ทมุนด์นั้น เกิทเซ่ ได้บอกกับนักข่าวว่า

“ผมรักในการมาเป็นส่วนหนึ่งของบาเยิร์น ผมรู้สึกดีมากตอนนี้และดีใจที่ได้มาเป็นนักเตะของบาเยิร์น” หลังจากนั้นไม่นาน เกิทเซ่ ลงเล่นในตำแหน่ง กองหน้าตัวหลอก ให้กับเยอรมัน พบกับ ไอร์แลนด์ เกิทเซ่ ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาฉีก จากการเข้าสกัดของ เจมส์ แม็คคาร์ธี่ เขาต้องพักไป 116 วัน อนาคติการค้าแข้งกับบาเยิร์นได้ดับลง และกลับ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2016

ในเดือน กุมภาพันธุ์ 2017 ดอร์ทมุนด์ แถลงว่า ที่อาการบาดเจ็บของ เกิทเซ่ กำเริบขึ้นมาเรื่อยๆเนื่องจากเขามีปัญหา ผิดปกติในการเผาผลาญอาหาร ซึ่งเป็นอาการที่ตรวจเจอยากและเกิดขึ้นกับน้อยคน ในแถลงการณ์เผยว่ายังไม่แน่ใจว่าเกิทเซ่จะกลับมาลงเล่นได้เมื่อไหร่ หลังจากนั้นหนังสือพิมพ์ได้ออกบทความเกี่ยวกับโรคของเกิทเซ่ว่าเป็นอาการ ระบบเผาผลาญพัง เกิทเซ่ จะประสบปัญหาน้ำหนักขึ้นเว้นแต่ว่าเขาจะกำลังกายมากกว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่น

เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือของเสือเหลือง ผู้เคยบอกว่า เกิทเซ่ คือนักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยร่วมงานมา ได้กล่าวกับ สกายสปอร์ตเยอรมัน ว่า “ปัญหาสุขภาพของ มาริโอ เกิทเซ่ ได้อธิบายชัดเจนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงปีที่ผ่านมา ผมดีใจที่โรคถูกวินิจฉัยพบ ผมคิดว่าหลายๆคนติดค้างคำขอโทษให้กับเขา”

นับว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีนิดๆ เพราะนี่คือเหตุผลที่เขาไม่ได้อยู่กับทีมในเหตุการณ์ระเบิดก่อนการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ โมนาโก

หนทางกลับฝั่งยังอีกยาวไกล

“ผมสามารถลงแข่งขันได้โดยไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ผมต้องฟื้นฟูสถาพก่อน” เกิทเซ่ กล่าวหลังจากการกลับมาสู่ทีมอีกครั้งในเดือน สิงหาคม “ผมไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์ 100% ได้ทันที หลังจากพักไป 5 เดือน มันต้องใช้เวลา”

หลังจากประสบกับอุบัติเหตุก่อการร้าย ดอร์ทมุนด์ยังมีปัญหาในสนามในฤดูกาลถัดมา ปีเตอร์ บอสซ์ เข้ามารับงานกลางฤดูกาลหลังจากฟอร์มที่ฝืดของทีม และ ในช่วง8เกมสุดท้าย ดอร์ทมุนด์กำลังแย่งพื้นที่ในการไปแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้า เกิทเซ่ยังไม่สามารถกลับมาแบกทีมได้เหมือนก่อนที่เขาจะจากทีมไป อีกทั้งตอนนี้ เกิทเซ่คนใหม่ ได้เปลี่ยนบทบาทไปจาก เกิทเซ่คนเก่า ผู้ซึ่งเลี้ยงบอลอย่างพริ้วไหว โจมตีจากริมเส้น และตัดเข้ากลางพร้อมเลี้ยงจี้เข้าใส่แผงหลัง

เกิทเซ่ ได้เผยเมื่อช่วงฤดูร้อนที่แล้ว ว่าเขาพิจารณาตัวเองแล้วว่าเขามีประโยชน์ที่สุดในตำแหน่งกองกลาง เขาเผยว่ามักจะเรียนรู้วิธีการเล่นจาก เมสซี่ และ โรนัลโด้  แต่เขาเสริมว่า “อังเดรส อิเนียสต้า คือผู้เล่นที่ใกล้เคียงกับผมที่สุด เขาคือคนที่ผมอยากจะเป็น” น่าเสียดาย ที่ทำให้เขาพลาดโอกาสการมาฟุตบอลโลกครั้งนี้ เนื่องจาก เลิฟ ต้องการให้เขาเป็นเมสซี่มากกว่าอิเนียสต้า

กุนซือของอินทรีย์เหล็กเผยว่า “สิ่งที่ผมต้องการจากเขาคือการเติมเข้าไปในกรอบเขตโทษ เขาต้องหาโอกาสทำประตู ทำตัวให้เป็นภัยต่อแผงกองหลังอีกฝั่ง ซึ่งเขาทำได้ไม่เพียงพอ ณ ตอนนี้”

ขณะนี้ เกิทเซ่ ได้สูญเสียบางสิ่งที่เป็นความแตกต่างระหว่าง ผู้เล่นที่ดี กับ ซูเปอร์สตาร์ตัวจริงไปแล้วจากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่เขายังอายุแค่ 26 ยังมีโอกาสหาฟอร์มการเล่นเดิมๆกลับมา มีคำถามเกิดขึ้นทั่ววงการฟุตบอลเยอรมัน จากหนังสือพิมพ์ Bild ในเดือน มีนาคม ว่า “เกิทเซ่ จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม?”

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คำถามที่ตรงประเด็นคือ “เขาอยากกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม?”