จากปีกจรวดสู่ผอ.มือทอง : มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ผู้ปลุกให้ อาหยักซ์ คืนชีพในฟุตบอลยุโรป

แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสของอาร์เซนอลจะดูไม่เห็นด้วยกับบทบาทของตำแหน่ง “ผู้อำนวยการฟุตบอล” เท่าไหร่นัก ทว่า หากลองไปดู มาร์ค โอเวอร์มาร์ส อดีตลูกทีมของเวนเกอร์ จะเห็นว่า เขากำลังทำได้ดีแค่ไหนกับบทบาทหน้าที่นี้ และชายผู้นี้มีส่วนที่ทำให้อาหยักซ์แล่นฉิวจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก ในฤดูกาลนี้อีกด้วย ติดตามได้ที่นี่ 

เมื่อราว 2 ปีก่อน มาร์ค โอเวอร์มาร์ส อดีตปีกชาวฮอลแลนด์ของอาร์เซนอลรายนี้ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฟุตบอลของสโมสรอาหยักซ์ อดีตต้นสังกัดของเขา โดยเจ้าตัวเข้ามารับหน้าที่ในการดูแลเรื่องการซื้อขาย, ทีมเยาวชน และเครือข่ายแมวมองของทีม

ครัฟฟ์ได้ออกมาโจมตีถึงนโยบายต่างๆ ของสโมสร

ก่อนหน้านี้ โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานของวงการลูกหนังฮอลแลนด์และ 1 ในคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดของอาหยักซ์ เขาได้เริ่มต้นปฏิวัตินโยบายต่างๆ ของสโมสร ซึ่งสิ่งที่โอเวอร์มาร์สกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ก็เหมือนการสานต่อการกระทำของครัฟฟ์นั่นเอง

เมื่อปี 2010 ครัฟฟ์ได้ออกมาโจมตีถึงนโยบายต่างๆ ของสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทีมดังแดนหังหันได้หันมาให้โอกาสบรรดานักเตะที่ทุ่มเงินซื้อเข้ามามากกว่าที่จะให้โอกาสดาวรุ่งที่เติบโตผ่านระบบอะคาเดมี่ของทีม และนั่นทำให้เอกลักษณ์ของอาหยักซ์ที่เป็นทีมที่มีเกมรุกลื่นไหลและน่าดูค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งๆ ที่แนวทางการเล่นแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้พวกเขายิ่งใหญ่ได้ในช่วงยุค 70-90

แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ครัฟฟ์ ก็ยังมีอิทธิพลสำหรับอาหยักซ์เสมอ

ครัฟฟ์เคยพูดเอาไว้ว่า อาหยักซ์นั้นควรจะให้อดีตนักเตะของทีมเป็นคนดูแล รวมทั้ง ระบบอะเคดามี่ของทีมก็ควรจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสโมสร นอกจากนั้น แนวทางการเล่นของทีมนั้น ควรกลับมายึดแผน 4-3-3 ที่เน้นการเพรสซิ่งสูงและการเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งด้วย

อีก 2 ปีต่อมา แฟรงค์ เดอ บัวร์ อดีตนักเตะของทีมก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีม ขณะที่โอเวอร์มาร์สนั้น ก็เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่สานต่อจากครัฟฟ์ และนั่นเองที่ทำให้เขาหันมาให้ความสนใจอะคาเดมี่ของทีมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

ยังไม่เป็นที่ยอมรับ

ในช่วงแรกที่โอเวอร์มาร์สเข้ามานั้น เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทีเดียว เขาถูกต่อว่าจากการที่ไม่สามารถปิดดีลซื้อขายยได้หลายๆ ครั้ง ทว่าสุดท้ายเขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ 2 รายการจาก 2 ปีแรกที่เข้ามาทำหน้าที่

อดีตแข้งปืนใหญ่รายนี้ถูกต่อว่าเนื่องจากเขาดูจะไม่ทำตามแนวทางของครัฟฟ์เอาไว้

อดีตแข้งปืนใหญ่รายนี้ถูกต่อว่าเนื่องจากเขาดูจะไม่ทำตามแนวทางของครัฟฟ์เอาไว้ โดยเขาเซ็นสัญญาซื้อขายแต่นักเตะที่ไม่สามารถยกระดับทีมชุดใหญ่ได้เลย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทอีกเล็กน้อยในทัพอาหยักซ์ โดยโอเวอร์มาร์สได้ เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ อดีตนายทวารแมนฯ ยู เข้ามาแบ่งเบาภาระ ทำให้หน้าที่หลักๆ ของเขชานั้นเหลือเพียงเรื่องเดียว ก็คือการซื้อขายนักเตะ

โอเวอร์มาร์สและฟาน เดอ ซาร์ ถ่ายภาพร่วมกับอนาคตของอาหยักซ์

ต้องยอมรับว่า ในตอนนั้น แม้ทีมจะประสบความสำเร็จอยู่บ้าง ทว่าโอเวอร์มาร์สก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของแฟนบอลเท่าไหร่นัก แถมเขายังขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่งกสุดๆ อีกด้วย

สาวกอาหยักซ์เริ่มที่จะไม่พอใจกับความขี้งกของโอเวอร์มาร์สที่ไม่ยอมใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะมาเสริมทีม ทว่าในขณะเดียวกัน จากความขี้งกนี้ มันก็ทำให้สโมสรมีรายรับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  รายจ่าย รายรับ
2012/13 £4.9m £28.3m
2013/14 £5.9m £20.7m
2014/15 £11.1m £24.9m
2015/16 £9.8m £5.2m
2016/17 £30.7m £69.6m

ยอดเงินซื้อขายของอาหยักซ์ตั้งแต่ปี 2012-17 : +86.3 ล้านปอนด์

ย้อนกลับไปสมัยครัฟฟ์ ในตอนแรกที่เขาริเริ่มที่จะปฏิวัตินโยบายของทีมนั้น เขาล้วนแต่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมากจากทุกฝ่าย ทว่าในตอนนี้ โอเวอร์มาร์สที่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นั้นกลับทำให้แฟนๆ เกิดความไม่สบายใจเสียแทน เนื่องจากเกรงว่าการที่ทีมไม่ทุ่มซื้อนักเตะมาร่วมทีม จะทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

แม้จะโดนวิจารณ์หนัก แต่โอเวอร์มาร์สก็ยังยึดถือแนวทางนี้อย่างแน่วแน่ เขาลดการทุ่มเงินซื้อสตาร์ดังและหันมาเน้นการพัฒนาดาวรุ่งของทีมมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในหน้าร้อนปี 2016 โอเวอร์มาร์สก็ต้องยอมกระแสสังคมเมื่อมีเสียงเรียกร้องให้เขาซื้อตัว ฮาคิม ซิเยค เพลย์เมคเกอร์ฟอร์มแรงในตอนนั้นที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับฮีเรวีนและทเวนเต้ โดยเจ้าตัวยอมรับด้วยตัวเองว่าต้องการย้ายมาร่วมทัพอาหยักซ์ และนี่เองที่ทำให้โอเวอร์มาร์สถูกกดดันให้ซื้อตัวเขามาร่วมทีม ซึ่งผลก็ออกมาดีทีเดียว เมื่อซิเยคสามารถโชว์ฟอร์มจนกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลได้อย่างรวดเร็ว

ผลิดอกออกผล

เวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน โอเวอร์มาร์สยังคงรักษาแนวทางของตัวเองไว้ ทว่าในตอนนี้ มันดูจะเริ่มผลิดอกออกผลบ้างแล้ว เพราะถ้าหากลองดูเหล่าบรรดาผู้เล่น 11 ตัวจริงของอาหยักซ์ในตอนนี้ จะเห็นว่าค่าตัวของทุกคนรวมกันนั้น ไม่ถึง 20 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ ขณะที่ราคาสำหรับขายนั้นคาดว่าพุ่งสูงกว่า 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ทว่าเมื่อพิจารณาจากทักษะในการเจรจาต่อรองของโอเวอร์มาร์สแล้ว เชื่อว่า พวกเขาคงจะได้เงินจากการซื้อขายนักเตะชุดนี้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน เพราะอย่างเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา โอเวอร์มาร์สก็สามารถตกลงกับนาโปลีในการขาย อาร์คาดิอุส มิลิค กองหน้าฟอร์มแรงของทีมในตอนนั้นที่ราคา 28 ล้านปอนด์ ซึ่งจริงๆ แล้ว แม้ว่ามิลิคยิงได้ถึง 32 ประตูจากการลงเล่นในลีก 52 นัดให้อาหยักซ์ ทว่าขายังดูไม่ค่อยเข้ากับสไตล์ของอาหยักซ์เท่ากับ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก เลยด้วยซ้ำไป

ส่วนในหน้าหนาวที่ผ่านมา โอเวอร์มาร์สก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้ เที๋ยนจิน เทด้า, โวล์ฟสบวร์ก และ ลิลล์ ยอมจ่ายเงินรวมกัน 21 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อตัว เนมันย่า กูเดลจ์, รีเชดลีย์ บาซูร์ และ อันวาร์ เอล กาซี่ ไปร่วมทีมได้อีกด้วย

การที่อาหยักซ์สามารถใช้นักเตะราคาไม่สูงมากนักเป็นกำลังหลักและสามารถขายนักเตะคนอื่นๆ ทำกำไรได้มากมายนั้น ยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีกเมื่อลองเทียบดูกับแมนฯ ยู คู่แข่งของพวกเขาในนัดชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก เพราะมีนักเตะในทีมชุดใหญ่ของโชเซ่ มูรินโญถึง 11 คนที่มีค่าตัวสูงกว่านักเตะของอาหยักซ์ทั้งทีมรวมกันเสียอีก แม้กระทั่งนักเตะที่ได้ลงบ้าง สำรองบ้าง อย่าง ลุค ชอว์, มารูยาน เฟลไลนี่ และ อองโธนี มาร์กซิอัล เองก็รวมอยู่ในจำนวนดังกล่าวด้วย

ปีเตอร์ โบสซ์ กุนซือคนปัจจุบันของอาหยักซ์นั้น แม้ว่าเขาจะไม่สามารถพาทีมผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้หลังจากแพ้ให้กับ เอฟซี รอสตอฟไปด้วยสกอร์รวม 1-5 ทว่า เขาก็ยังสามารถปลุกให้ลูกทีมพลังหนุ่มของเขาโชว์ฟอร์มได้ดีในลีก โดยเขาสามารถปรับให้อาหยักซ์เป็นทีมที่เล่นเพรสซิ่งสูง, เปี่ยมไปด้วยพลังงาน และที่สำคัญคือ เน้นเกมรุกด้วย

ความขี้เหนียวของโอเวอร์มาร์สอาจจะไม่ถูกใจแฟนบอลบางกลุ่ม ทว่าต้องยอมรับว่ามันคือแนวทางสำหรับระยะยาวที่สามารถช่วยให้อาหยักซ์กลายเป็นทีมที่ยืนได้ด้วยตัวเอง แถมยังมีดาวรุ่งคุณภาพมากมายอยู่ในทีมตามที่ครัฟฟ์ปรารถนามาตลอดด้วย