จากวันนั้นถึงวันนี้ : เหตุใดผู้เล่นจากอาเซียนจึงออกไปค้าแข้งต่างแดนน้อยลง?

มีนักฟุตบอลจำนวนมากที่ได้ออกไปแสวงโชคยังต่างแดน แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงอย่างน่าใจหายพร้อมๆ กับผู้เล่นมากพรสวรรค์ที่นับวันยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ

ทำเนียบนักเตะที่ส่งออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ โฟร์โฟร์ทู เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและเหตุผลว่าทำไมถึงมีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆ

ดาราอาเซียนในอดีตอย่าง เปาลิโน่ อัลคันทาร่า, ฟานดี้ อาหมัด, ลิม เตียง คิม, วิทยา เลาหกุล และ โชว ชี เคียง ทั้งหมดต่างลงเล่นในต่างประเทศ 1 ฤดูกาลเต็มเป็นอย่างน้อย ขณะที่ทำเนียบนักเตะยุคหลังซึ่ง โฟร์โฟร์ทู รวบรวมมากลับมีเพียงไม่กี่คน และส่วนใหญ่ใช้เวลาสั้นกว่านั้นมาก

ปัจจุบันไม่มีผู้เล่นมาเลเซียลงเล่นในต่างประเทศเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนสิงคโปร์ (ซึ่งเล่นในมาเลเซีย) และไทย (ในญี่ปุ่น) มีชาติละ 3 คน ด้านอินโดนีเซียมี สเตฟาโน่ ลิลิปาลี่ ที่เล่นในเนเธอร์แลนด์ ช่างต่างจากในอดีตที่มีนักเตะจากมาเลเซียชาติเดียวลงเล่นในฮ่องกงอย่างน้อยก็ 3 คนพร้อมกันเหลือเกิน

ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพิ่งเริ่มต้นการผจญภัย 18 เดือนในเจลีกกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ขณะที่เรื่องราวของ เล คอง วินห์ ดาวดังเวียดนามที่เคยเล่นให้ทีมเดียวกัน รวมถึง ซาฟูวาน บาฮารุดดิน ของสิงคโปร์กับ เมลเบิร์น ซิตี้ จบลงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

แม้แต่ นาซมี่ ฟาอิซ มานซอร์ กับ อาห์มัด ฟากรี ซารานี่ จากมาเลเซีย ก็ต้องซมซานกลับบ้านเกิดในเวลาอันรวดเร็ว หลังล้มเหลวกับการค้าแข้งในโปรตุเกสเมื่อหลายปีก่อน

เรื่องดังกล่าวมีที่มาหลากหลายสาเหตุ ซึ่งมาตรฐานของฟุตบอลในภูมิภาคนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดแต่อย่างใด

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาทั้งในเรื่องฟุตบอลและเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอล ลีกหลายชาติมีการพัฒนา วงการกีฬาขยายตัวกว้างขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

กฎระเบียบของประเทศอังกฤษทำให้นักเตะมาเลเซีย, ไทย และอีกหลายๆ ชาติแทบจะหมดสิทธิ์มาเล่นฟุตบอลที่นั่น เนื่องจากอันดับโลกของฟีฟ่าอันต่ำต้อยนั่นเอง

แต่มาตรฐานของลีกในภูมิภาคนี้กลับถดถอยลง สวนทางกับการขยายตัวของฟุตบอลทั่วโลก ทำให้หลายชาติพัฒนาทีมจนแซงชาติที่ในอดีตเคยเก่งอย่างมาเลเซีย, ไทย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซียไป

แม้แต่กฎหมายเข้าเมืองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ตรงนี้ขอเอากรณีของ ลิม ชาน ยิว อดีตกองหลังทีมชาติมาเลเซียเป็นตัวอย่าง เพราะเจ้าตัวต้องพลาดโอกาสระดับครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้เซ็นสัญญากับ บอร์นมัธ เมื่อปี 2005 เนื่องจากไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานได้

กฎระเบียบของประเทศอังกฤษทำให้นักเตะมาเลเซีย, ไทย และอีกหลายๆ ชาติแทบจะหมดสิทธิ์มาเล่นฟุตบอลที่นั่น เนื่องจากอันดับโลกของฟีฟ่าอันต่ำต้อยนั่นเอง

ในยุค 1960 ถึงปลาย 1980 นั้นยังไม่มีฟุตบอลอาชีพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การได้ย้ายไปเล่นในต่างประเทศจึงเปรียบเสมือนรางวัลชีวิตครั้งใหญ่

แต่ในระยะหลัง ค่าเหนื่อยของทีมในภูมิภาคนี้พุ่งสูงขึ้นราวกับฟองสบู่ จนนักเตะหลายรายกลัวว่าหากย้ายไปเล่นต่างประเทศ โอกาสที่จะได้ค่าเหนื่อยมากมายระดับเดียวกับตอนเล่นในบ้านเกิดก็จะหมดไปด้วย

นาซมี ฟาอิส เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเขาได้ค่าเหนื่อยแทบจะไม่ถึง 4 หลักสมัยยังเป็นนักเตะเยาวชนของ ไบร่า มาร์ แต่พอย้ายกลับบ้านเกิดมาร่วมทีม พีเคเอ็นเอส ก็ได้ค่าเหนื่อยพุ่งกระฉูดถึง 20,000 ริงกิตต่อเดือนทันที

ขณะที่เมื่อปี 2013 ดาวดังทีมชาติสิงคโปร์อย่าง ฮาริส ฮารูน ก็ล้มข้อเสนอในการร่วมทีม ริโอ อาฟ ในลีกสูงสุดของโปรตุเกส เพื่อไปรับค่าเหนื่อยระดับเศรษฐีใหม่กับ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม (เจดีที) เจ้าบุญทุ่มแห่งมาเลเซีย

เรื่องนี้แม้แต่นายกสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (เอฟเอเอ็ม) อย่าง ตุนกู อิสมาอิล สุลต่าน อิบราฮิม ยังต้องออกมาสะกิดนักเตะทีมเสือเหลืองด้วยตัวเองว่า รักความสบายเกินไปจนเลือกที่จะอยู่ในบ้านเกิดมากกว่า

ท่านไม่ได้ตรัสแต่เพียงเฉพาะเรื่องค่าเหนื่อยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องทัศนคติ ที่ไม่กล้าออกจากจุดที่คุ้นเคยด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักฟุตบอลตัดสินใจอยู่เหย้าเฝ้าบ้านมากกว่าที่จะออกมาผจญภัยนอกประเทศ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หญ้าอีกฝั่งก็อาจไม่เขียวกว่าเสมอไป การไปเล่นต่างประเทศบางครั้งก็อาจไม่ใช่รางวัลของชีวิตเช่นกัน

สมัยก่อน ลีกระดับ 3 หรือ 4 ก็สามารถเป็นทางออกให้กับเหล่านักเตะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าทีมเล็กทีมใหญ่ก็ไม่ค่อยเหลียวมองผู้เล่นจากอาเซียนเลย ยกเว้นว่าโดดเด่นเหนือใครอย่างชนาธิปนี่แหละ

เพราะขณะที่สมัยก่อน ลีกระดับ 3 หรือ 4 ก็สามารถเป็นทางออกให้กับเหล่านักเตะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าทีมเล็กทีมใหญ่ก็ไม่ค่อยเหลียวมองผู้เล่นจากอาเซียนเลย ยกเว้นว่าโดดเด่นเหนือใครอย่างชนาธิปนี่แหละ

และจงอย่าแปลกใจหากคุณพบว่า แม้แต่การย้ายทีมในภูมิภาคเดียวกันยังแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย