จานนี่ อินฟานติโน่: ผู้กู้วิกฤติฟีฟ่าที่กำลังระส่ำระสาย

Press Association

ถึงเมฆหมอกร้ายจะยังไม่จางหายไปในฟีฟ่า แต่ความมืดมนก็กำลังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และ เจมส์ คอร์เบ็ตต์ คอลัมนิสต์ของเราก็ได้เขียนบทความนี้ส่งตรงจากซูริคให้แฟนๆได้อ่านกัน

เป็นเวลา 9 เดือนแล้วหลังจากที่เอฟบีไอทำการสืบสวนและตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นครั้งมโหฬารจากเรื่องอื้อฉาวอันน่าตกตะลึง ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติเข้าสู่ยุคใหม่โดยทำการเลือกตั้งผู้ที่จะมาแทน เซปป์ แบล็ตเตอร์

แต่องค์กรใหญ่แห่งโลกลูกหนังก็ไม่ได้ออกไปไหนไกลในการหาคนมาแทน

เพราะถ้าคุณไปตามเส้นทางของแม่น้ำโรนจากหมู่บ้านวิสป์ของแบลตเตอร์ในเขตวาไลส์ หมู่บ้านถัดไปก็คือบริกซึ่งเป็นบ้านเกิดของ จานนี่ อินฟานติโน่ ประมุขคนใหม่แห่งวงการฟุตบอลที่อยู่ห่างกันแค่ 9 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเดินไปก็ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง และการคว้าชัยอย่างเหนือความคาดหมายของอินฟานติโน่ได้ทำให้ส่วนเล็กๆของเขตวาไลส์คือภูมิลำเนาของประธานฟีฟ่าต่อไปเป็นทศวรรษที่ 3

โดยอินฟานติโน่ได้เอาชนะเจ้าชาย อาลี บิน ฮุสเซน แห่งจอร์แดน, เชโรม ช็องปาญ อดีตรองเลขาธิการทั่วไปของฟีฟ่าชาวฝรั่งเศส และ ชีคห์ ซัลมาน ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งทวีปเอเชียชาวบาห์เรนในการโหวตทั้ง 2 รอบ ขณะที่แคนดิเดตรายที่ 5 อย่าง โตเกียว เซ็กซ์วาเล่ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ได้ถอนตัวก่อนที่จะมีการเลือกตั้งขึ้น

“มันเป็นการแข่งขันที่แฟร์ๆแบบนักกีฬาและเป็นสัญญาณที่ดีของความเป็นประชาธิปไตย” อินฟานติโน่ นักกฎหมายวัย 45 ปีกล่าว “ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาเน้นเรื่องฟุตบอลเต็มตัว ฟีฟ่าได้เคยประสบกับภาวะวิกฤติและช่วงเวลาเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

หลีกเลี่ยงไม่ให้ฉาวไปกว่านี้

ฟีฟ่ากล่าวว่าตัวองค์กรกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีความซื่อสัตย์และโปร่งใสผ่านการปฏิรูปงานบริหารทุกภาคส่วนเมื่อครั้งที่มีการประชุมในซูริค และการไม่ยอมรับ ชีคห์ ซัลมาน ซึ่งเป็นตัวเต็งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็ถือเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเรื่องคาวๆมากไปกว่านี้

โดยชื่อของซัลมานได้เข้าไปพัวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบาห์เรน และระหว่างที่มีการหาเสียงก็มีข้อกล่าวหาถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าผุดขึ้นมาอีก แต่เจ้าตัวก็ยืนกรานปฏิเสธพร้อมกับประณามผู้ที่ใส่ความว่า “เป็นเรื่องโกหกอันน่าขยะแขยง” แน่นอนว่าถ้าหากเขาชนะเลือกตั้งจะทำให้ภาพลักษณ์ของฟีฟ่าดูหมองยิ่งกว่าเดิม โชคดีที่ดูเหมือนว่าตัวองค์กรเองก็พยายามไม่ข้องแวะกับคนที่มีเรื่องฉาวๆอย่างนั้นอีก

ขณะที่อินฟานติโน่สร้างชื่อขึ้นมาในฐานะเลขานุการทั่วไปของยูฟ่าที่มีคุณลักษณะที่โดดเด่นและพูดได้หลายภาษา ซึ่งเจ้าตัวตั้งใจที่จะหาความเป็นไปได้เชิงการเมืองและการค้าในการขยายทีมที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกออกไป เหมือนอย่างที่แบล็ตเตอร์เคยทำให้ฟีฟ่าตอนทศวรรษที่ 1980 และ 1990 เมื่อเวิลด์คัพขยายจาก 16 เป็น 24 และจากนั้นก็มาเป็น 32 ทีม ทำให้ฟีฟ่าร่ำรวยจากลิขสิทธิ์ทางโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดไปทั่วโลก

ขณะเดียวกันประธานคนใหม่เชื้อสายสวิส-อิตาเลียนก็เป็นนักบริหารที่ได้รับการพิสูจน์ฝีมือมาแล้วและยังมีความเป็นมิตร นอกจากนี้ยังเคยรันแคมเปญที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยที่โดดเด่นที่สุดก็คือการริเริ่มกฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ และการเพิ่มค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ให้กับบอลยูโรและแชมเปี้ยนส์ลีก ถึงเขาอาจไม่เคยได้รับโอกาสให้จับงานใหญ่ระดับโลก แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญเมื่อพี่เลี้ยงและพันธมิตรเขาเป็นถึง มิเชล พลาตินี่ ที่ถูกแบน 6 ปีจากข้อหามีเอี่ยวรับเงินจากฟีฟ่าซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลนั่นเอง

เหยื่อความฉ้อฉลที่ชื่อฟีฟ่า

ซึ่งชัยชนะของอินฟานติโน่ถือเป็นการสิ้นสุดยุคมืดในประวัติศาสตร์ฟีฟ่าเลยก็ว่าได้ เพราะ อิสซ่า ฮายาตู ประธานรักษาการณ์สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้กล่าวไว้ในการประชุมก่อนมีการเลือกตั้งว่า “ฟีฟ่าจะเกิดความโปร่งใส, ตรงไปตรงมา และมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิม จนเรียกศรัทธาจากทั่วโลกได้อีกครั้ง” ซึ่งการปฏิรูปโครงสร้างบริหารถือครั้งนี้ถือว่าสำคัญอย่างมากต่อความอยู่รอดขององค์กร

ซึ่งในตอนนี้ฟีฟ่าอยู่ในสถานะ ‘เหยื่อ’ ภายใต้กฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถูกทำให้เสื่อมเสียจากเงินใต้โต๊ะและสินบนมานานกว่าทศวรรษ แต่สถานะดังกล่าวก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเปลี่ยนเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ ที่จะทำให้ต้องเผชิญหน้ากับการยุบองค์กรโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เช่นกัน หากไม่สามารถปฏิรูปการบริหารได้

และถ้าหากเลือกซัลมานขึ้นมาดำรงตำแหน่งก็คงทำให้ฟีฟ่าปวดหัวสุดๆเป็นแน่ โดยเมื่อเร็วๆนี้ เดอะ ซัน หนังสือพิมพ์ในอังกฤษขึ้นพาดหัวว่า “The Sepptic Sheikh” (ชีคห์ผู้เป็นทายาทของเซปป์) ขณะที่ บิลด์ ของเยอรมันใช้คำว่า “The Sheikh of Torture” (ชีคห์ยมบาล) ทำให้เห็นว่าทางยุโรปมองเขาเป็นอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งของปัญหาในฟีฟ่ายุคแบลตเตอร์เกิดขึ้นจากตัวประธานเองจนทำให้คนภายนอกมององค์กรในแง่ลบ และสิ่งที่ฟีฟ่าไม่ต้องการที่จะทำเมื่อหาทางปฏิรูปใหม่ก็คือผู้นำที่เล่นการเมืองในองค์กรมากว่าเดิม ซึ่งอย่างน้อยอินฟานติโน่ที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าก็มีอะไรแตกต่างจากเดิมบ้าง

Press Association

แน่นอนว่าฉายา “The Sepptic Sheikh” ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

แต่เรื่องนี้ส่งผลเฉพาะกับฟีฟ่าและวงการฟุตบอลเท่านั้นหรือ? แล้วมันมีผลอะไรกับแฟนบอลทั่วไปบ้าง?

ในแง่ของแฟนๆนั้นบางทีอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสำหรับแฟนบอลส่วนใหญ่ องค์กรลูกหนังได้แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและเป็นเรื่องห่างไกลจากตัวพวกเขามาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งมุมมองดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไป ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเพราะอินฟานติโน่ แม้การปฏิรูปการบริหารจะทำให้ฟีฟ่าหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์อันอื้อฉาวและตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอดีตได้ แต่พวกเขาก็ยังขาดความยึดโยงกับปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของวงการฟุตบอลนั่นก็คือแฟนบอลอยู่ดี

อย่างไรก็ตามในเรื่องของวิสัยทัศน์ที่อินฟานติโน่มอบให้กับฟุตบอลนั้น เขาคือคนที่สามารถฝากความหวังได้ ซึ่งบางทีนั่นคือสิ่งที่ฟีฟ่าต้องการเมื่อปัญหาจากการให้รัสเซียและกาตาร์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกำลังก่อตัว รวมถึงเรื่องอื้อฉาวที่อาจผุดขึ้นมาอีกจากการสืบสวนของทั้งทางฝั่งสวิสและสหรัฐฯ

FIFA's reforms are wide-ranging but completely miss out a core group of stakeholders: the fans"

แม้ในการประชุมจะมีการเผยว่าองค์กรขาดทุนถึง 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อินฟานติโน่ก็มีข้อเสนอให้จ่ายเงินแก่สมาคมฟุตบอลที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่าเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว ซึ่งเขาย้ำเสมอว่าตัวเองคือ ‘มือประสาน 10 ทิศ’ ที่สามารถนำคอนเนคชั่นที่มีอยู่ในมือมาช่วยเหลือองค์กรได้ และยังได้ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมของฟีฟ่าที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นมีการให้เงินแก่สมาคมฟุตบอลประเทศต่างๆเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เมื่อจริงๆแล้วมันน่าจะปันผลให้เกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แล้วใครได้รับเงินปันผลที่เหลือล่ะ?

นอกจากนี้เขายังสัญญาว่าจะเพิ่มทีมในฟุตบอลโลกเป็น 40 ทีม เพื่อแบ่งปันโอกาสให้กับหลายๆชาติได้เข้าร่วม ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเริ่มในปี 2026 เพราะทัวร์นาเม้นต์ที่กาตาร์และรัสเซียยังเร็วไปสำหรับประธานคนใหม่

อย่างไรก็ตามอินฟานติโน่ก็มีเรื่องให้คิดมากว่านั้นอยู่ตรงหน้าทันทีแล้ว เมื่อแหล่งข่าวระบุว่าการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สหรัฐและสวิสส่อเค้าเจอคดีความที่มากกว่าเดิม ซึ่งมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเจ้าตัวจะต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเยอะแค่ไหนตอนที่เริ่มงานกับฟีฟ่าในสัปดาห์หน้า แต่จะไม่มีการสืบสวนไปยังกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเลือกตั้งโดยซัลมานแน่นอน แม้ฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับฟีฟ่ายังไม่จบลง แต่ความมืดมนกำลังจะเหลือไว้เพียงเบื้องหลังแล้วในตอนนี้

Topics