จับปลาสองมือ : ย้อนรอยผู้เล่น-ผู้ฝึกสอนทีมไทยลีก...รุ่งหรือร่วงมากกว่า?

บางคนพาทีมคว้าแชมป์ถึงสองหน,​ บางคนเกือบไขก๊อกรับผิดชอบผลงานตัวเอง และบางคนต้องรับบทบาทนี้เพราะทรัพยากรในทีมไม่เพียงพอ...นี่ คือ 7 แข้ง ที่เคยและปัจจุบันยังควบตำแหน่งโค้ชแอนเพลเยอร์ ใครรุ่ง ใครล้มเหลว? ติดตามได้ที่นี่

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

การมาของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตตำนานหงส์แดง ที่เข้ามารับบทดาวยิงหมายเลข 9 แห่งทัพ “กิเลนผยอง” ในช่วงเลกสองของฤดูกาล 2011 สร้างความฮือฮาให้วงการลูกหนังเมืองไทยเป็นอย่างมาก โดยแข้งฉายา “เดอะ ก็อด” ย้ายมาจากเพิร์ธ กลอรี่ ในเอลีกของออสเตรเลีย มาสวมเสื้อกิเลนพร้อมค่าเซ็นสัญญาร่วม 20 ล้านบาท ซึ่งชื่อชั้นและดีกรีของเขาทำให้ถูกยกเป็นสตาร์ตัวใหม่ของเมืองทอง ยูไนเต็ด ทันที

ขณะเดียวกันเวลานั้นเมืองทอง ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทัพของ เอ็นริเก้ คาลิสโต้ กุนซือชาวโปรตุเกส ผลงานไม่สู้ดีนัก กระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลสโมสรตัดสินใจแยกทางกับ คาลิสโต้ พร้อมดันแข้งวัย 36 ปี นั่งตำแหน่งโค้ชแอนด์เพลย์เยอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรงที่เขาเข้าสู่เส้นทางการเป็นคุมทีมอย่างจริงจัง

ภารกิจแรกของ ฟาวเลอร์ คือการพาขุนพล “กิเลนผยอง” บุกไปเยือน สมุทรสงคราม เอฟซี ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอลว่าฝีมือของเขาจะร้ายกาจเหมือนตอนวาดลวดลายในสนามหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นแมตช์สำคัญเกมหนึ่งที่เมืองทอง ต้องการลดช่องว่าง 12 แต้ม ที่ตามหลังบุรีรัมย์ คู่แค้นในเวลานั้น ท้ายที่สุด ฟาวเลอร์ พาทีมคว้าชัยเหนือเจ้าบ้าน 3-1 เก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ โดยเขาจัดตัวเองลงเล่นอีกทั้งยังเปิดบอลให้เพื่อยิง 2 ประตู พร้อมกับลงสนามครบ 90 นาที เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นในเกมอุ่นเครื่องกับบีอีซี เทโรฯ เขาได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นกับบทบาทที่ได้รับเช่นเคยจนพาทีมเก็บชัยชนะเหนือเทโรฯ 3-0 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจทำให้เมืองทอง ตัดสินใจดัน ฟาวเลอร์ ขึ้นเป็น ผจก.ทีมแบบเต็มตัว และให้อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดพร้อมกับดัน มิลอส โยซิช เข้ามาช่วยงานอีกแรง

ย้อนไปในเกมกับเชียงราย ยูไนเต็ด “ร็อบบี้” ร่วมงานกับ โยซิช เป็นครั้งแรก โดยเขาส่งชื่อตัวเองลงเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้ง พร้อมกับเบิกสกอร์แรกให้ตัวเองในสีเสื้อเมืองทอง ก่อนที่ทัพ “กิเลนผยอง” จะเอาชนะไป 4-1 ตอกย้ำการทำหน้าที่ในบทบาทใหม่ได้ดียิ่งขึ้น ทว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลผลงานกลับไม่เป็นไปตามเป้าก่อนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ จะแยกทางกับเมืองทองในเดือน ก.พ. ปีถัดมา โดยเจ้าตัวลงเล่นให้เมืองทอง 21 นัด ในทุกรายการ ยิงไป 4 ประตู ส่วนบทบาทโค้ชแอนด์เพลย์เยอร์นั้น 15 นัด ชนะ 7 เสมอ 4 แพ้ 4 เกม

ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น

แม้จะไม่สามารถพาเชียงราย สัมผัสถ้วยแชมป์อย่างจริงๆจังๆ แต่เขาคือผู้ที่รับบทโค้ชแอนด์เพลย์เยอร์ได้ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

“โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ลงเล่นในฐานะนักเตะของ เชียงราย ยูไนเต็ด ได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นที่รักของสาวก “กว่างโซ้งมหาภัย” และยังได้รับบทกัปตันทีมอีกด้วย แต่ช่วงปี 2013 ผลงานของ เชียงราย ยูไนเต็ด กลับดูช็อตไปดื้อๆจนต้องปลด สเตฟาโน่ คูกูร่า มาใช้บริการ เฮงค์ วิสมัน กุนซือดัตซ์แมนแทน ทว่าก็ยังไม่ดีขึ้นจนต้องดึง อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามารับงานต่อ พร้อมดัน ธีระศักดิ์ ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยและลงสนามทำการแข่งขันด้วย

ท้ายที่สุด เชียงราย เริ่มทำผลงานดีขึ้นจนฤดูกาลถัดมา "โค้ชโจ" ถูกตั้งให้ควบตำแหน่งผู้เล่น-ผู้ฝึกสอน ประเดิมผลงานการคุมทัพอย่างเป็นทางการ และแม้จะเป็นครั้งแรกที่ต้องรับบทบาทใหม่ แต่ถือว่าเปิดตัวได้ดีทีเดียว หลังพาเชียงราย จบอันดับ 7 ซึ่งถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่เชียงราย เคยทำได้ แน่นอนว่าผลงานอันยอดเยี่ยมส่งผลให้สโมสรไว้วางใจให้เขาคุมทีมต่อไป ซึ่งเขายังคงรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างดี หลังพาทีมจบฤดูกาล 2015 ด้วยอันดับ 9

ฤดูกาล 2016 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เขาพาเชียงราย จบด้วยเลขตัวเดียวที่อันดับ 8 พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองกับการรับใช้ต้นสังกัดเกิน 100 นัด ทั้งในบทบาทนักเตะและโค้ช  แม้วันนี้เขาจะแยกย้ายกับ เชียงราย ยูไนเต็ด แล้ว แต่ก้าวต่อไปของเขาคือการพิสูจน์ตัวเองกับ พีทีที ระยอง ในระดับไทยลีก 2 ของฤดูกาล 2017

Pages