จำฝังใจ เดอะ ซีรี่ส์ : อาทิตย์ สุนทรพิธ… แบดบอยผู้เคยยิงแฮตทริคใส่ลิเวอร์พูล

“ผมสนิทกับพี่โจตั้งแต่ยุคชลบุรีได้แชมป์แล้ว ก็กินเที่ยวดื่มกันที่บ้านของแกเป็นประจำ แล้วพอเค้าเห็นผมไม่มีใครเอา เค้าบอกให้ผมไปหาเค้า แล้วก็พูดกับผมคำเดียวเลยว่า ทุกคนเค้าไม่เอามึง แต่นี่กูไม่ใช่โค้ชมึง กูเป็นพี่มึง กูเชื่อใจมึง กูเอางานกูฝากไว้ที่มึง กูอยากรู้ว่า มึงจะทำตัวเหมือนเดิมไหม...”

นี่ คือ นักเตะที่ครั้งหนึ่งถูกยกให้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการฟุตบอลสยามประเทศ หลังคว้าแชมป์มากมายสมัยเรียนมัธยม พร้อมกับบินไปทำแฮตทริคใส่สโมสรลิเวอร์พูล ชุดเยาวชน ถึงประเทศอังกฤษ จนถูกขนานนามว่า “เบ็คแฮมเท้าซ้ายของเมืองไทย”

“เรานำลิเวอร์พูลก่อนด้วยนะ 1-0 แล้วก็โดนยิงแซง 1-2 แล้วเราก็พลิกลับมานำ 3-2 แต่สุดท้ายก็แพ้ไป ผมจำได้ว่ามีลูกนึง ผมเลี้ยงตัดเข้าซ้ายแล้วยิงเข้า ส่วนอีกสองลูกน่าจะเป็นยิงไกล กับ ฟรีคิก ครับ ซึ่งนั่นคือแฮตทริคแรกในชีวิตผมเลย”

แต่เมื่อเวลาเดินไปข้างหน้า ชีวิตลูกหนังของเขากลับถอยหลัง
อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ทำไมเขาถึงไปไม่สุดบนทางแห่งความฝันของฟุตบอลเสียที…

คืนวันหนึ่ง หลังจากนัดแนะเวลากันอย่างพอเหมาะ ทีมงานโฟร์โฟร์ทู ก็ได้ต่อสายตรงไปหา “อาทิตย์ สุนทรพิธ” อดีตปีกซ้ายลูกหม้อของชลบุรี เอฟซี ที่ปัจจุบันอยู่กับ พีทีที ระยอง เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวของวันวานที่เคยผ่านมา และผ่านไป

“ผมเกิดที่จังหวัดขอนแก่นครับ ก็เตะบอลเล่นไปเรื่อย และเป็นนักกีฬาของโรงเรียนแถวบ้าน ตอนยังเด็ก ก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นเลยนะ บอลก็ไม่ดู เป็นแค่เด็กบ้านนอกที่เตะบอลเล่นๆ ใครพาไปเตะบอลก็ไป ใครพาไปจับปลาก็ไป ใครพาไปเล่นอะไรก็ไป จนวันนึง ผมลองมาคัดบอลแล้วดันติดทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ตอน ม.1 ชุดที่มาสเตอร์จเด็จ มีลาภ มาคัดเด็กด้วยตัวเอง ทีนี้ก็เลยเริ่มเล่นบอลจริงจัง”

ศุภเสกข์ ไก่แก้ว, ชยุตย์ นาคชำนาญ, จีระ เจริญสุข เป็นตัวอย่างรายชื่อนักเตะรุ่นราวคราวเดียวกันกับ “เจ้าบาส” ที่เข้าเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา รุ่นนั้น จากนั้น เจ้าตัวและเพื่อนๆ ก็ร่วมกันคว้าแชมป์มากมายทั้งรายการ ฟุตบอลของกรมพลศึกษา, แชมป์ ทอ. รวมถึง ฟุตบอล ไพรม์ มินิสเตอร์ อีกด้วย

นอกจากนี้ รากฐานการสร้างเยาวชนที่แข็งแกร่งของ ชลบุรี เอฟซี ที่รวมนักเตะสองโรงเรียนในจังหวัดอย่าง อัสสัมชัญ ศรีราชา และ จุฬาภรณราชวิทยาลัย พร้อมส่งแข่งรายการที่มีแบรนด์ระดับโลกเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ทั้ง ไนกี้ พรีเมียร์คัพ รวมถึง โค้กคัพ ก็ทำให้ อาทิตย์ สุนทรพิธ ได้สัมผัสกับบรรยากาศในแบบระดับโลกจริงๆ

“ตอนช่วง ม.ปลาย ก็เริ่มได้อยู่กับสโมสรชลบุรีระดับเยาวชน แล้วก็มีการรวมตัวกับพวกนักเตะอย่าง เจษฎากร เหมแดง, ภาณุวัฒน์ จินตะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว แล้วพอได้แชมป์ไนกี้ ผมก็ได้ไปกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ได้ลงสนามเจอกับสโมสรดังๆ เยอะครับ ทั้ง ริเวอร์เพลท (อาร์เจนติน่า), โรม่า (อิตาลี) แล้วก็ทีมจากไนจีเรีย กับ ทีมจากญี่ปุ่นด้วย ตอนนั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นมากจริงๆ”

“ไอ้ตอนได้แชมป์โค้กคัพ ก็สุดยอดเหมือนกันนะ เพราะได้ไปฝึกที่ลิเวอร์พูล ได้ดูลิเวอร์พูลลงสนามจริงๆ ได้เจอทั้ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฮร์รี่ คีเวลล์, เจมี่ คาร์ราเกอร์, ชาบี อลอนโซ่, มิลาน บารอส แต่ละคนสุดยอดมาก ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่า จะได้เห็นระดับนี้ลงเล่นจริงๆ คิดในใจ มืออาชีพเค้าเล่นกันแบบนี้เหรอ รู้เลยว่า มืออาชีพ กับ นักบอลธรรมดา อย่างที่เราเคยเห็นมันต่างกันแบบนี้นี่เอง”

หลังได้ไปฝึกที่ลิเวอร์พูลอีกพักหนึ่ง อาทิตย์ สุนทรพิธ ก็ได้ร่วมทีมชลบุรี ชุดเยาวชน อุ่นเครื่องกับ “หงส์แดง” ชุดเยาวชน ซึ่งผลปรากฏว่า ชลบุรี แพ้ไป 3-4 โดยที่ “เจ้าบาส” โชว์ฟอร์มสุดเทพ ซัดแฮตทริคได้ในเกมวันนั้น

“เรานำลิเวอร์พูลก่อนด้วยนะ 1-0 แล้วก็โดนยิงแซง 1-2 แล้วเราก็พลิกลับมานำ 3-2 แต่สุดท้ายก็แพ้ไป ผมจำได้ว่ามีลูกนึง ผมเลี้ยงตัดเข้าซ้ายแล้วยิงเข้า ส่วนอีกสองลูกน่าจะเป็นยิงไกล กับ ฟรีคิก ครับ ซึ่งนั่นคือแฮตทริคแรกในชีวิตผมเลย”

“พอจบเกม ก็มีโค้ชอะคาเดมี่ เดินมาหาเซอร์เด็จนะ แล้วบอกว่า สนใจตัวผมกับเกียรติประวุฒิ (สายแวว) อยากจะให้ลองมาฝึกที่นี่ แต่หลังจากนั้น เรื่องก็เงียบไป...”

นอกจากยิงแฮตทริคใส่ลิเวอร์พูลแล้ว “เจ้าบาส” อาทิตย์ สุนทรพิธ ยังโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่องในวัยเพียง 17 ปี ด้วยการยิงอีกสองประตูใส่สโมสรทรานเมียร์ โรเวอร์ส ชุดเยาวชน ในเกมอุ่นเครื่องที่เสมอ 2-2 และ 5 ประตูจากเพียง 2 เกมที่อังกฤษ ทำให้เขากลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก หลังจากกลับมาประเทศไทย

“ผมยังมีซีดีที่มีคนอัดไว้อยู่เลยนะ สมัยที่ผมไปอังกฤษ มันเป็นความทรงจำที่ดีมากๆ ไม่มีทางลืมได้เลย”

หลังจากนั้น อาทิตย์ สุนทรพิธ ปีกซ้ายสุดอัศจรรย์ ก็เติบโตเพียงพอ จนกลายเป็นอะไหล่ชั้นเยี่ยมของสโมสรชลบุรี เอฟซี ในวัยเพียง 17-18 ปี เท่านั้น ยุคตั้งแต่ที่ “ฉลามชล” ยังอยู่ในโปรวิลเชียลลีก ซึ่งมี “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ดูแลทีม และเมื่อเกิดการรวมลีกขึ้น “เจ้าบาส” ก็ได้อยู่ในทีมชลบุรี ต่อเนื่อง จนกระทั่งคว้าแชมป์ไทยลีกร่วมกับทีมเมื่อปี 2007

“ผมได้ไปซ้อมกับทีมครั้งแรกตอนอายุแค่ 17 เองนะ ยังอยู่โปรวินเชียลลีกอยู่เลย ตอนนั้นมี อภิชาติ ยนต์ไธสงค์, ครองพล ดาวเรือง เป็นรุ่นพี่ ผมมองเค้าในทีม พวกเค้าเก่งมาก ทำไมเก่งจังวะ ผมคิดแบบนี้เลย”

“แล้วพอมารวมลีกกัน ก็มาได้แชมป์ปี 2007 ผมโคตรดีใจเลย เป็นความสำเร็จของทุกคน อีกอย่างนะ พวกเราอยู่กันแบบครอบครัวด้วย แต่ละคนก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมายาวนาน มันเลยดีใจกันสุดๆ”

“ตอนนั้น ผมได้เบี้ยเลี้ยงซ้อมแค่ 50 บาทต่อการซ้อมเองด้วยซ้ำนะ ถ้าวันนึงมีซ้อมเช้าเย็น ก็ได้ร้อยบาท บวกกับเงินเดือนอีก 8,000 ก็เป็นราวๆ 9,000 บาทต่อเดือน เท่านั้นเอง … ตอนนั้น ผมยังเด็กอยู่ ไม่ได้คิดอะไรเรื่องเงินหรอก สนใจแต่เตะบอล สนใจแต่อยู่กับพวกพี่ๆ ตื่นเช้ามา ก็กินข้าวจากหม้อเดียวกัน รุ่นพี่ก็จะให้รุ่นน้องกินก่อน เลยรักกันมาก พอได้แชมป์มา มันก็เหมือนเป็นความสำเร็จของครอบครัวเลย”

ด้วยฟอร์มของเขาในปีดังกล่าวที่ซัดประตูตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลให้ ชลบุรี เฉือน สุพรรณบุรี 1-0 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสร ก่อนจะยิงเพิ่มได้อีก 4 ลูกในปีนั้น (ยิงทั้งหมด 5 ประตูในปี 2007) ได้ทำให้เขาถูกขนานนามจากสื่อ และแฟนบอลหลายฉายาว่าเป็น “เบ็คแฮมเมืองไทย”, “บาสแฮ่ม”, “นากามูระเมืองไทย” “ซ้ายสั่งตาย” โดยมีจุดขายที่การยิงฟรีคิกที่ฉมังมาก, รวมถึงการเปิดเตะมุม เปิดฟรีคิกที่แม่นยำเหนือใคร

ทว่าช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง อีกหนึ่งเส้นทางในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของนักกีฬาฟุตบอลกึ่งอาชีพขณะนั้นอย่างอาทิตย์ สุนทรพิธ ก็คือเรื่องการเรียน ซึ่งเขาได้ลงเรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี

สุดท้าย เขาก็เหมือนกับนักฟุตบอล และนักกีฬาอีกหลายคน
เมื่อมีวัยที่เพิ่มขึ้น มีเงินทองเข้ามา มีชื่อเสียงเข้ามา มีเพื่อนมากหน้าหลายตาเข้ามา
ชีวิตก็เริ่มเปิดรับแสงสี

อาทิตย์เริ่มสัมผัสสีสันยามค่ำคืน สัมผัสแอลกอฮอล์ สัมผัสกับนารี โหยหาสังคมใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสัน
และทิ้งการเรียนไว้เป็นเพียงแค่เรื่องนอกความคิด

“เราจะไปโทษคนอื่นไม่ได้หรอก ช่วงนั้นเราก็เลือกใช้ชีวิตกลางคืนจริงๆ เราเลือกใช้ชีวิตแบบแบดบอยเอง ไม่ได้มีใครบังคับ พอเรามาเจอเพื่อนใหม่ ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก เราก็ใช้สิ่งที่ได้มาใหม่ไม่เป็น เพื่อนชวนไปไหนก็ไป ถึงไหนถึงกัน ดื่มกินเที่ยวตลอด”

“เราจะไปโทษคนอื่นไม่ได้หรอก ช่วงนั้นเราก็เลือกใช้ชีวิตกลางคืนจริงๆ เราเลือกใช้ชีวิตแบบแบดบอยเอง ไม่ได้มีใครบังคับ พอเรามาเจอเพื่อนใหม่ ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก เราก็ใช้สิ่งที่ได้มาใหม่ไม่เป็น เพื่อนชวนไปไหนก็ไป ถึงไหนถึงกัน ดื่มกินเที่ยวตลอด”

แม้จะมีชีวิตกลางคืนอยู่ตลอดแทบทุกวัน แต่ด้วยวัย และความสามารถที่มี อาทิตย์ ยังสามารถควบคุมฟอร์มการเล่นของตนเองได้ ให้อยู่ในทิศทางที่ดีได้ โดยในปีเดียวกับที่ได้แชมป์ไทยลีก เขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมชาติไทย กลายเป็นแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่จังหวัดนครราชสีมา

ความสำเร็จ ชื่อเสียง และเงินตรา ที่ได้มาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เขาเลือกใช้มันไม่เป็น
ประกอบกับชีวิตกลางคืน และทัศนคติที่ยังเด็กอยู่ ทำให้ทุกอย่างต้องพังครืนในเวลาต่อมา หลังจากที่ตกรอบแรก ซีเกมส์ 2009 ที่ประเทศลาว

“ผมก็ใช้ชีวิตแบบนั้นมาเรื่อยๆ ดื่มกินแทบทุกวัน ใครชวนไปไหนกูไปหมด เพราะเราไม่ได้คิดอะไรไง ฟุตบอลสมัยนั้นก็ไม่ได้บูมขนาดนี้ ก่อนแข่งก็ไม่ได้มีเก็บตัวยาวนาน ต่างคนต่างไปซ้อม ต่างไปแข่ง จนตอนที่ผมเจ็บ พักไปเกือบครึ่งปี กลับมาก็เป็นตัวสำรองของ พี่บอย (ชยพัทธ์ กิจพงษ์ศรีธาดา) กับ พี่เหมี่ยว (ณัฐพงษ์ สมณะ)”

“พอเป็นตัวสำรองในยุคโค้ชเฮง ผมก็เริ่มงอแง ด้วยความเป็นเด็ก ทัศนคติยังไม่ดี ผมก็เคืองแก เรียกได้ว่า ไม่พอใจมากเลยแหละ แกบอกให้ผมทำอะไร ผมก็ทำอีกอย่าง พอแกพูดอะไรมา ผมก็เถียง ผมผิดอะไรครับ ผมทำอะไรผิดครับ ผมเลือกที่จะไม่ฟัง ไม่สนใจ เรียกได้ว่า แย่มาก ทัศนคติตอนนั้น ผมแย่มากจริงๆ”

“ตอนนี้นะ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้แต่คิดว่า ตอนนั้น กูทำอะไรลงไปวะเนี่ย”

พอยิ่งไม่ได้ลงสนาม เขาก็ยิ่งสนใจเรื่องนอกสนามมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ
เขากินดื่มมากขึ้น เขาอยู่แต่กับเพื่อนฝูง จนละเลยการซ้อม เขาไม่อยากซ้อม ไม่อยากไปสนามฟุตบอลเลย เขาคิดแค่เพียง จะซ้อมไปทำไม ในเมื่อไม่ได้ลงสนาม มันไม่ได้อะไรขึ้นมา จะตั้งใจไปเพื่ออะไร

ในที่สุดชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมา ก็หายไป เขากลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจ คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก เขากลายเป็นเสมือนอากาศธาตุที่ไร้ตัวตน