จอห์น เดอร์เดน : ‘ซิโก้’ ควรเลือกงานที่ใหญ่และท้าทายยิ่งกว่าท่าเรือฯ

 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกุนซือทีมชาติไทยเลือกรับงานชิ้นต่อไปของเขาด้วยการเป็นผู้จัดการของสโมสรในประเทศไทยอย่าง การท่าเรือ เอฟซี อย่างไรก็ตาม จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์ของเราเชื่อว่า "ซิโก้" ควรจะเลือกภารกิจและเป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งกว่านี้

เกียรติศักดิ์ ตกหลุมใหญ่ที่เขาขุดขึ้นมาเอง ก่อนจะกลายเป็นเหยื่อและพ่ายแพ้ให้กับความคาดหวังที่แฟนบอลที่มีต่อทีมชาติไทย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงออกจากตำแหน่งหลังจากที่พาทีมชาติไทยไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายครั้งแรกในรอบ 16 ปี และยังเพิ่งคว้าแชมป์ AFF ซูซูกิ คัพมาหมาดๆอีกต่างหาก

 

ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะกุนซือเบอร์ต้นๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีโปรไฟล์ที่แสนจะสูงส่ง เขาควรเลือกเป้าหมายและงานต่อไปของเขาได้ดีกว่าการเลือกสโมสรที่มีวางเป้าหมายไว้แค่กลางตารางของไทยพรีเมียร์ลีกอย่างการท่าเรือ

 

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2016 เขาเคยได้รับเสียงสรรเสริญจากการพาทัพช้างศึกเสมอกับออสเตรเลีย 2-2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นเกมทีพวกเขาเล่นได้ดีกว่าทีมแชมป์ของทวีปอย่างชัดเจน

 

มันคือจุดสูงสุดเท่าที่ทีมชาติไทยจะทำได้ ณ เวลานั้น.... การหวังที่จะไปไกลถึงรอบสุดท้ายที่รัสเซียในปี 2018 ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การอยู่กลุ่มเดียวกับ ญี่ปุ่น,ยูเออี,ออสเตรเลีย,อิรัก และ ซาอุดิ อาระเบีย เป็นอะไรที่ยากเกินเรี่ยวแรงที่พวกเขามี ความพ่ายแพ้ติดต่อกันทำให้ทีมชาติไทยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดระยะสั้นที่กระหน่ำมาแบบไม่ได้พักจนกลายเป็นแผลใหญ่ไร้การควบคุม

 

ไม่มีทางแน่นอนที่ทีมชาติไทยจะก้าวกระโดดจากอาเซียนและเเปรสภาพกลายเป็นทีมระดับต้นๆของทวีปได้ในเร็ววัน พวกเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับผลการเเข่งขันที่โหดร้ายในเกมระดับที่สูงยิ่งกว่าที่เคยเจอ

 

ในเดือนมีนาคม พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยใช้คำว่า "น่าอับอาย" หลังจากที่ทัพช้างศึกพ่ายต่อ ซาอุดิ อาระเบีย คาบ้าน ก่อนจะออกไปโดนญี่ปุ่นถล่มไป 4-0 หลังจากนั้นไม่นานกุนซือวัย 43 ปีก็เลือกที่จะยุติความบาดหมางไว้เท่าที่มีและก้าวออกมาจากหัวโขนที่เคยสวมใส่

 

พรสวรรค์และผลงานของ ซิโก้ ไม่ได้รับการชื่นชมมากนักจากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และแฟนบอลบางกลุ่ม แต่ต้องไม่ลืมว่าหากดูในภาพรวมนับตั้งแต่ปี 2013 ที่เกียรติศักดิ์รับตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทยเขาก็เปลี่ยนแปลงทัพช้างศึกให้เป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงยิ่งกว่าเดิมและเริ่มมองเห็นอนาคตได้ไกลกว่าที่เคยเป็นในอดีต

 

มันไม่ใช่แค่ 2 แชมป์ ซูซูกิ คัพ และการตีตั๋วไปเล่นฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 เท่านั้น (ที่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 ของทีมชาติไทย) ยังรวมถึงการทำให้คนทั้งประเทศได้เห็นหนทางการลุ้นไปเล่นฟุตบอลโลกที่ใกล้เคียขึ้นกว่าที่เคยได้สัมผัสมาเป็นเวลาแสนนาน แต่นอกจากที่กล่าวมายังมีเรื่องของลายเซ็นที่ ซิโก้ สร้างให้ทีมชาติไทยยุคใหม่นั่นคือสไตล์การเล่นแบบ "พาส แอนด์ มูฟ" ซึ่งเป็นแนวทางการเล่นที่ไม่มีใครในอาเซียนทำได้และเมื่อทีมชาติไทยลงสนามคุณจะรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาจะเล่นได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน